เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง......แต่ขอเตือนรัฐบาลและนักเศรษฐ์เท่าที่ทำได้
วันนี้ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ค่าเงินไทยแข็งขึ้นในตลาดโลกแบบไม่ค่อยมีเหตุผล บางคนไปโทษเศรษฐกิจห่างไกล แห่งเกาะเล็กๆเช่นไซปรัส ให้เป็นแพะสังเวย พอพ้นผิดไปวันๆ
แต่รับรองว่าไม่มีใครสักคน คิดแบบผมว่า มันเป็นผลพวงจากการขึ้นค่าแรง จาก ๒๐๐ เป็น ๓๐๐ บาท
ช้าก่อน...การขึ้นค่าแรงนี้ผมสนับสนุนนะ ไม่ใช่ว่าเกลียดชัง แล้วเอามาโจมตี ถ้าจะตีก็อยากตีว่า..มันขึ้นน้อยไปสามเท่าด้วยซ้ำไป ที่ถูกควรขึ้นพรวดเป็น ๙๐๐ บาท ให้โลกเลื่องลือไปเลย (แต่รับรองไม่มีใครกล้าทำหรอก แม้คนหนีโทษเมืองไกล ที่ว่าแสนฉลาด ยังไม่กล้าสั่งให้ทำเลย)
ผมวินิจฉัยว่า ...การขึ้นค่าแรงแบบกระตุกแบบนี้ มันส่งผลให้บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในเมืองไทย พอขายของออกไปตปท. ได้เงินมาเป็นเงินดอล ก็ต้องแลกเงินดอลส่วนหนึ่งมาเป็นเงินไทย เพื่อเอามาจ่ายเงินเดือนให้แรงงานไทย มันก็เลยมีความต้องการเงินไทยในตลาดโลกมากขึ้น เงินไทยก็เลยแข็งตัว (ขึ้นราคา) ก็เป็นธรรมดาโลก ...มีความอยากมากเท่าไร ราคาแห่งความอยากก็ยิ่งแพงเท่านั้น
เงินแข็งนี้ ว่าไปแล้วดีสำหรับการนำสินค้าต่างชาติเข้าประเทศ ทำให้เรานำเข้าสินค้าได้ถูกลง เช่น เฟอรารี่ ลัมบอกินี ฮาร์เลย์เดวิดสัน ปิแอร์การ์แด็ง โรเล็กซ์ กุชชี (ยินดีด้วยนะพวกเห่อสินค้าฟุ่มเฟือยนอกงี่เง่าทั้งหลาย)
ส่วนสินค้าไทยที่ส่งออกนอก ไปทำรายได้ สร้างงานให้คนไทย กลับลำบาก ขายไม่ออก โรงงานอาจเจ๊ง เช่น อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ เครื่องแต่งบ้าน ดอกไม้ประดิษฐ์ อาหารไทย (กุ้ง ปลา หอย) รวมไปถึงเมียเช่าก็แพงขึ้นไปหมด
พวกโรงงานยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่มาลงทุนในไทย มันไม่เจ๊งหรอก เพราะมันเพียงแค่ขาดทุนกำไร ที่มันกำไรมากเกินพอมากหลายอยู่แล้ว จากการกินค่าแรงขั้นต่ำโหลโท่ยของเรามานาน (ทำอุตสาห์บนหลังประเทศไทย)
......แต่ที่หนักหนาสาหัสคือโรงงานของคนไทยเราเองต่างหาก ที่ส่งสินค้าออกไปขายเขาได้ พอมีกำไรบ้างเล็กน้อย ก็ด้วยจุดแข่งขันด้านราคาแรงงานนี่แหละ ซึ่งส่วนใหญ่สินค้าไทยพวกนี้จะเป็นสินค้าโลว์เทค ที่ต้องการแรงงานมาก (labor intensive)
แต่พอขึ้นค่าแรงเป็น ๓๐๐ ก็กระอักมาก เพราะสัดส่วนต้นทุนเป็นค่าแรงงานเสียมากกว่าบริษัทต่างชาติซึ่งเป็นพวกไฮเทค ปกติมาร์จิ้นกำไรก็น้อยมากอยู่แล้ว พอขึ้นค่าแรงแบบนี้ จากที่เคยกำไรก็กลายเป็นขาดทุน (นอกจากขึ้นราคาสินค้า ซึ่งมันไม่ได้ขึ้นง่ายๆ เพราะต้องแข่งกับสินค้าจากชาติอื่นทั่วโลก)
ผมชอบการขึ้นค่าแรงให้เป็นสากล เมื่อปรับเทียบค่าครองชีพแล้ว (ppp ...purchasing power parity) แต่ก็เตือนรบ. ว่า ต้องชดเชยให้บริษัทไทยส่งออกที่ labor intensive ด้วยนะ เพื่อเป็นหยุ่นกันกระแทกในช่วงเปลี่ยนผ่าน ให้เขาอยู่ได้ จนกว่าจะมีการปรับตัว หาทางออกด้วยเงื่อนไขของเวลา
แต่รับรองได้ว่าไม่มีคนในรัฐบาล คิด สำเหนียก กันสักคนในเรื่องนี้ ทำเป็นว่าการค้าเสรี (ไอ้งั่งเอ๊ย) ....ปล่อยให้อุตสาหกรรมไทย เจ๊ง ตาย กันระนาว ในขณะที่บริษัทต่างชาติ เพียงกำไรน้อยลงนิดเดียว ขนหน้าแข้งไม่พอร่วงหรอก แต่พวกมันเสียงดัง ก็ทำเป็นร้องระงม ....ไม่ต่างอะไรกับนักบอลฝรั่งพุ่งล้ม เอาลูกโทษ ทั้งที่เพียงโดนสะกิดเบาๆ
ต่างชาติช่างหัวมัน ไม่ว่ามันจะพุ่งล้มอย่างไร อย่าไปเป่านกหวีดให้ลูกโทษมันเด็ดขาด (ยกเว้นมันติดสินบนกรรมการ)
แต่ที่สำคัญคือ กรรมการ (รัฐ) ต้องช่วยเหลือบริษัทไทยเหล่านี้ ไม่งั้นโดมิโนมันจะล้มตามมาหลายต่อ จนชาติไทยอาจล่มได้ เพราะธุรกิจทั้งหลายในวันนี้มีสัดส่วนคนไทยน้อยนิดมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติทั้งสิ้น
แล้วถ้า ศ.ดร. เศรษฐศาสตร์ ที่เป็นที่ปรึกษารัฐบาล หรือ ดร. Criminal justice ที่ปรึกษามาจากทางไกล แบบออนไลน์ ให้ข้อคิดอะไรไม่ได้ ถ้าไม่กลัวเสียศักดิ์ศรีขอให้มาปรึกษาผม จะให้บริการฟรี โดยไม่คิดค่าสไกป์ หรือค่าน้ำมันขับรถไปประชุมร่วมที่เมืองฟ้าอมรอีกต่างหาก (ค่าประกันชีวิตก็ไม่คิด บริการฟรีครับ ..จ้าววววนายยยยย)
....คนถางทาง (๒๒ มีนาคม ๒๕๕๖)