เปิดกรอบแนวคิด "ปรีดิยาธร เทวกุล" ตัวเต็งคุมเศรษฐกิจ จุดยืนเสถียรภาพต้องมาก่อน ไม่เน้นจีดีพีโตสูง ๆ มุ่งการกระจายรายได้ เร่งสร้างเงินออม และปลุกกระแสกรีนจีดีพี  "สนธิ บุญยรัตกลิน" เปิดใจสื่อชี้ภารกิจหลัก คปค. มุ่งสะสางปัญหาที่หมักหมม มา 5 ปี เน้นปรับปรุงกลไกให้ทำงานได้ วิตกปัญหาสังคมวิกฤต คนรุ่นใหม่หลงลืมวัฒนธรรมประเพณี ชี้นายกฯ คนที่ 24 คนยกมือไหว้ได้สนิทใจผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดจนถึงค่ำวันที่ 29 กันยายน รายชื่อผู้ที่คาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 24 น่าจะได้แก่  พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีต ผบ.ทบ. ส่วนรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอาจจะประกอบด้วย ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่ได้รับการทาบทามให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล นายเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์  นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้บริหารธนาคารกรุงเทพ ได้รับการทาบทามมานั่งเก้าอี้ รมว.คลัง   นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ได้รับทาบทามมานั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน   นายอาชว์ เตาลานนท์ อดีตประธานสภาหอการค้า      แห่งประเทศไทย ได้รับทาบทามมาดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ส่วนตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ มีการทาบทามนายเตช บุนนาค อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ       มาดำรงตำแหน่งนี้   สำหรับ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้รับการทาบทามให้มานั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม   ขณะที่ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ อดีตเสนาธิการทหารกองทัพบก เพื่อนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ อาจได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  เนื่องจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะประธานที่ปรึกษา ด้านเศรษฐกิจของคณะปฏิรูปการปกครองฯ และยังเป็นผู้หนึ่งที่คาดว่าจะเข้ามาดูแลงานด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากดูการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สะท้อนกรอบแนวคิดและการปาฐกถาพิเศษตามเวทีต่าง ๆ จะค่อนข้างเห็นภาพ   ที่ชัดเจน ตั้งแต่ปี 2548-2549 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอก  ปัจจัยภายในที่รุนแรงดูจะเป็นเรื่องเงินเฟ้อที่พุ่งอย่างรวดเร็วจากราคาน้ำมันแพง ซึ่งเป็นเรื่องที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูจะเดือดเนื้อร้อนใจ   ที่สุด ทำให้มีการปรับดอกเบี้ยตลาดรับซื้อคืนพันธบัตร 14 วัน ตั้งแต่สิงหาคมปี 2547 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2549 เป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไล่ตามเงินเฟ้อถึง 13 ครั้ง       จากระดับ 1.25% เป็น 5.00% การดำเนินนโยบายดังกล่าวได้รับการยืนยันจากผู้ว่าการว่า "ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อไม่ให้รายได้ที่แท้จริงติดลบ"ในช่วงปี 2548-2549 มีเสียงสะท้อนจากภาครัฐบาลว่าไม่ต้องการให้ดอกเบี้ยสูงเกินไป เพราะเกรงว่า  จะกระทบการลงทุนโดยรวม แต่ ธปท.ก็ยังยืนยันในนโยบายดังกล่าว   ด้วยเหตุนี้ผลของการขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท.จึงทำให้เกิด "คู่ชกตลอดกาล" อย่างกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่หลักคือการดูแลการเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่ ธปท. ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ   ดังนั้นช่วงปีนี้จึงได้เห็นการ "งัดข้อ" ระหว่าง 2 สำนักอยู่เนือง ๆ แต่ "หม่อมอุ๋ย" ยังคงแสดงจุดยืนของธนาคารกลางได้อย่างเข้มแข็ง คือเดินหน้าปราบเงินเฟ้อที่เคยสูงขึ้นจนอยู่หมัด และเริ่มปรับตัวลดลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา   นอกจากแสดงจุดยืนของผู้ว่าการธนาคารกลางอย่างหนักแน่นแล้ว หลายครั้งหลายคราวที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรขึ้นแสดงปาฐกถาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ก็สามารถเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งเมือง หรือเรียกได้ว่าเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ โดยเฉพาะเรื่องการไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นแต่การขยายตัวของจีดีพี ซึ่งสวนทางกับนโยบายของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในช่วงที่มีการโหมกระแสเมกะโปรเจ็กต์ 5 ปี มูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท ของรัฐบาล "ทักษิณ"    เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้แสดงความคิดเห็นว่า "วิธีของผมคือไปดูว่าโครงการไหนที่มีสัดส่วน การนำเข้าสูงไว้ทีหลัง  โครงการไหนที่มีสัดส่วนการนำเข้าต่ำเอาไว้หน้า  คือเราต้องเข้าใจว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลมาด้วยนโยบาย  หากจำเป็นจริง ๆ ก็ยืดโครงการที่สัดส่วนการนำเข้าสูงให้ยาวขึ้น เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบได้ แต่ไม่ควรสูงเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ 2-3% ของจีดีพี     ถ้าเราย้อนไป ตอนที่เราพัฒนาประเทศ      ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลตลอด และเรากู้เมืองนอกมาตลอด หนี้ท่วม ๆ จนรับไม่ไหว อันนี้ต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะเรากำลังจะเข้าแพตเทิร์นเดิม  วิธีคือระวังอย่าให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลมากเกินไป ตัวที่แท้จริงที่จะทำให้  ไม่ขาดดุลมากเกินไปคือเงินออม ประเทศไทยมีการออมต่ำ เป็นจุดอ่อนที่สำคัญมาก เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการดูแล     อย่างเป็นระบบจริง ๆ จากนี้ไปเราต้องมารณรงค์ให้มีการออมมากขึ้นในระยะยาว"นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้กล่าวอยู่บ่อยครั้งว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยตามกระแสหลักได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งขาดแคลนทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม    ขณะเดียวกัน การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมได้ก่อมลพิษทางอากาศ น้ำ กระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงสังคมกลายเป็นสังคมบริโภคนิยม เกิดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้น กระทั่งก่อความขัดแย้งทางสังคมที่สะสมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งทำให้การกระจายรายได้ในประเทศที่ไม่สมดุลและทรัพยากร ธรรมชาติที่กำลังเสื่อมโทรม ด้วยเหตุนี้การขึ้นเวทีปาฐกถาบ่อยครั้งที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้ปลุกกระแสให้ผู้คนหันมาสนใจการใช้ "Green GDP" โดยเชื่อว่าจะเป็นดัชนีชี้วัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีกว่าจะเน้นที่ "GDP" เพียงอย่างเดียว   แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีดัชนีวัด Green GDP แต่สามารถนำดัชนีความอยู่ดี กินดี ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยใช้กลับมาใช้ได้ เพราะดัชนีดังกล่าวจะนำมิติการพัฒนาเชิงสังคมมาดำเนินการพัฒนาควบคู่การกระจายรายได้สู่สังคมท้องถิ่น ก็จะช่วยลดช่องว่างและโอกาสระหว่างคนรวยกับคนจน คุณภาพชีวิตของประชาชน ฯลฯ ทำให้การพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง มีคุณภาพ ลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ    เกิดความสมดุลอย่างยั่งยืนอนึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.2544 และจะหมดวาระเดือน ก.ย. ปี 2550 โดยประวัติการทำงานเคยเป็นกรรมการรองกรรมการผู้จัดการอาวุโสธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  ปี 2514-2533 จากนั้นเริ่มชีวิตทางการเมืองในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (2533-2534, รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ)  ตามด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (2534-35, รัฐบาล   พลเอกสุจินดา คราประยูร และรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน)   จากนั้นได้เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการมีธนาคาร  เพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของเอ็กซิมแบงก์ตั้งแต่ปี 2536-2544 ขณะที่บรรดานักวิชาการและนักวิจัยให้ความเห็นถึงปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะต้องทำ โดยแหล่งข่าว       ในแวดวงการเงินกล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องไม่กังวลเรื่องเศรษฐกิจในระยะสั้น ควรที่จะวางกรอบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวมากกว่า ขณะที่นางสุชาดา กิระกุล ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคาร       แห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าภารกิจหลักของคณะปฏิรูปฯก็มีออกมาแล้ว 4 ภารกิจ คือ 1.งบประมาณ            2.แก้ปัญหาภาคใต้  3.แก้ปัญหาน้ำท่วม  4.สร้างความสามัคคี  ซึ่งเรื่องความสามัคคีนี้คงต้องมาก่อนเลย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นแล้ว ยกเว้นบางคนที่อาจจะเป็นผู้เสียประโยชน์ ประชาชาติธุรกิจ (บางส่วน)  2  ต.ค.  49