1.วิธีลดความอ้วนโดยการออกกำลังกาย เราควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที โดย 30นาทีแรกเป็นการเร่งการเผลผลาญของกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย การเร่งกระบวนการเผาผลาญมีหลายวิธี เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การว่ายน้ำ การเต้นแอโรบิค สิ่งต่างๆเหล่านี้เมื่อเราทำเป็นประจำจะทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึ่มในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
2.วิธีลดความอ้วนโดยการเลือกการบริโภคอาหาร เช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ และงดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ ขนมต่างๆ
3.วิธีลดความอ้วนโดยการบริโภคน้ำสะอาดให้เพียงพอ วันนึงคนเราควรรับประทานน้ำให้ได้ถึงวันละ8-10 แก้วในคนปกติ แต่ในคนอ้วน ต้องดื่มน้ำให้มากกว่านั้น เพราะว่าน้ำจะเป็นส่วนที่ทำให้ไขมันของร่างกายน้อยลง เนื่องจากน้ำจะไปทำความสะอาดอวัยวะต่างๆของร่างกาย อีกทั้งการดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ผิวพรรณผ่องใสอีกด้วย
4.วิธีลดความอ้วนโดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ควรพักผ่อนวันละ 6-8 ชม. ต่อวัน โดยนอนแต่หัววัน และตื่นแต่เช้ามือ เพื่อให้กระบวนการในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
5.วิธีลดความอ้วนโดยการรับประทานอาหารเช้า เพราะการรับประทานอาหารเช้าทำให้กระบวนการเผาผลาญในร่างกายทำงานได้อย่างดีแลเป็นปกติ
6.วิธีลดความอ้วนโดยการหากิจกรรมยามว่างทำ เช่น การอ่านหนังสือ การดูภาพยนตร์ ฯลฯ เพราะกิจกรรมยามว่างทำให้เราหันเหความสนใจไปในด้านอื่นที่ไม่ใช่อาหาร
7.วิธีลดความอ้วนโดยการสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง เช่น การหาเสื้อผ้าสวยๆมาแขวนไว้ดู และให้จินตนาการว่าเราสวมใส่ชุดนั้นออกมาสวยเพียงใด
8.วิธีลดความอ้วนโดยลดความเครียด เพราะความเครียดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนอ้วนขึ้น เนื่องจากพอเครียดแล้วเรามักจะหาอาหารใส่ปากเสมอๆ ดังนั้นเราจึงต้องไม่ทำตัวให้เครียด
ผู้ที่จะลดความอ้วนต้องนั้นที่สำคัญต้องมีวินัยในการกินด้วยนะคะ ไม่ตามใจปาก ไหนๆ ก็จะลดอ้วนให้สวยแล้ว ขอแนะนำเรื่องการรับประทานอาหารให้หุ่นสวย หล่อ และที่สำคัญมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
รสชาติของอาหารที่ชื่นชอบ ก็มีผลต่อสุขภาพด้วย เช่น ถ้าชอบทานอาหารที่รสหวานจัด ก็มีโอกาสเกิดโรคเบาหวาน ทานอาหารมันมากๆ ก็เกิดไขมันในเส้นเลือดสูง อาจได้ของแถมโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีก ชอบกินเค็มจัด โรคไตก็อาจจะถามหา กินเผ็ด และเปรี้ยวจัด ก็เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารอักเสบหรือเป็นแผลได้ กินมากเกินไปก็หนีไม้พ้นโรคอ้วน แต่ถ้าอดมากเกินไปก็เกิดภาวะขาดสารอาหาร ร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เฮ้อ.. แล้วจะต้องทำยังไงดีล่ะ ถึงจะมีหุ่นสวยๆ แล้วก็สุขภาพดีด้วย
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจ เรื่องความหิวและความอิ่มกันซะหน่อย เพราะความหิวและความอิ่ม นี่แหละเป็นตัวกำหนดปริมาณการกินของเรา ปัจจัยที่ทำให้คนเราเกิดความหิว ก็คือ ระดับน้ำตาลต่ำ อารมณ์ ความอยากอาหาร ความชอบในอาหารชนิดนั้น ๆ เป็นพิเศษ เป็นต้น ส่วนปัจจัยที่ทำให้คนเราอิ่ม คือ การที่ฮอร์โมน gastrin หลั่งออกมาจากการขยายของกระเพาะอาหาร และเจ้าฮอร์โมนตัวนี้ก็ ส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อให้รับรู้ว่า ได้อาหารเพียงพอแล้ว ดังนั้นเราควรใช้เวลาในการกินให้นาน เพราะกว่าสมองจะรับรู้ว่าอิ่ม ต้องใช้เวลาถึง 20 นาที และเมื่อรู้สึกว่าอิ่มก็ควรหยุดกินทันที ความอิ่มไม่ได้ถูกกำหนดโดยปริมาณแคลอรีของอาหาร แต่ถูกกำหนดด้วยปริมาณอาหาร ที่อยู่ในกระเพาะค่ะ และระยะเวลาการกินนั้นเอง ดังนั้น เราสามารถกินอาหารในปริมาณมาก (แบบพอดี) แต่ไม่อ้วนได้ โดยต้องฉลาดที่จะเลือกชนิดของอาหารที่จะใส่เข้าไปในกระเพาะของเรานั่นเอง
ในวันหนึ่งๆ ร่างกายของคนเราต้องการพลังงานที่แตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ เพศ วัย และกิจกรรมที่ทำในวันนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ปริมาณแคลอรีที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงวัยผู้ใหญ่จะเท่ากับ 1,400-1,800 Kcal ต่อวัน และผู้ชายวัยผู้ใหญ่ คือ 1,600-2,200 Kcal หากกินเกินวันละ 50 Kcal ในหนึ่งปี จะทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัมต่อปี หรือถ้ากินเกิน 500 Kcal ใน 1 สัปดาห์ ก็จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
ขอแนะนำว่าอย่ากินขณะที่หิวจัด อย่าซื้อหรือเก็บอาหารที่ชอบไว้ในตู้เย็นหรือตู้กับข้าว หรือกล่องขนมส่วนตัว และก่อนที่จะกินอาหารลองนั่งคำนวณพลังงานกันสักนิด อาจจะทำให้คุณหยุดตัวเองจากการเป็นชูชกได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ถ้าอยากดื่มน้ำอัดลมสักกระป๋อง หรือขนมกรุบกรอบสักถุง ลองอ่านข้างถุงว่าน้ำอัดลมและขนมจะให้ปริมาณแคลอรี กับคุณมากน้อยแค่ไหน เพราะอาหารเหล่านี้สามารถทำให้คุณอ้วนได้ง่าย กินแล้วไม่อยู่ท้องอีกต่างหาก และในวันนั้นคุณได้กินไปแล้วมากน้อยเท่าไร ถ้ามีแนวโน้มว่าจะเกินก็ควรจะหยุดความอยากเอาไว ้ก่อน
จะดีกว่า เพราะถ้ากินไปแล้วจะเผาผลาญให้มันสูญสลาย ไปนั้นช่างยากนัก
แล้วก็มาถึงหัวใจสำคัญนั่นคือ ชนิดของอาหาร แนะนำว่าควรกินอาหารที่มีกากใยสูง มากด้วยวิตามิน แต่ให้พลังงานต่ำ นั่นก็คืออาหารจำพวกธัญพืช เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ต้องใช้เวลาในการย่อยก่อนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ต่างจากน้ำหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวจะให้พลังงานสูงและดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว เนื้อสัตว์ควรเลือกประเภทที่มีไขมันต่ำ เนื้อปลา 2 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 100 Kcal ถ้ากินข้าว 5 ช้อนโต๊ะหรือขนมปัง 1 แผ่น จะให้พลังงาน 80 Kcal ถ้าตบท้ายมื้ออาหารด้วยผลไม้ 1 ส่วนให้พลังงาน 60 Kcal เช่น ส้ม 2 ผล แตงโม 20 ชิ้นคำ หรือเงาะ 4-5 ผล ถ้ากินกันเป็นกิโลๆ ก็คงต้องเป็นหมูพะโล้จากการได้แคลอรี่เกิน
คงไม่ยากเกินไปที่เราจะหันกลับมาใส่ใจกับการบริโภคเพื่อการมีสุขภาพที่ดีและมีหุ่นสวยๆ เป็นของแถม เคล็ด(ไม่ลับ) ง่ายๆ เพียงเท่านี้ อาจทำให้คุณได้แนวทางในการวางแผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคที่ทำให้คุณเป็นคนใหม่ที่สดใส แข็งแรง การสร้างสุขภาพเป็นหน้าที่ของทุกคน เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้แล้วคุณจะเห็นด้วยกับคำที่ว่า กินอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมดีดีจาก ThaifoodDB และรูปสวยๆ จาก www.fashionsuptar.com