คำว่า นายฮ้อยเป็นภาษาถิ่นอีสาน หมายถึง ผู้ที่ทำการค้าตามหมู่บ้าน ตำบล รวมถึงผู้ที่เร่ขายของไปในถิ่นไกลๆ รวมถึงพวกที่หาซื้อของถูกเพื่อจะไปขายแพงเอากำไร คำว่านายฮ้วยส่วนใหญ่จะเป็นพวกผู้ชาย  เพราะสมัยก่อนคนอีสานมักนิยมให้ผู้หญิงทำหน้าที่แม่บ้าน แม่เรือน ตักน้ำ ตำข้าว ปลูกฝ้าย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าและทำงานฝีมือต่างๆ อยู่กับบ้าน ส่วนพวกผู้ชายออกไปล่าสัตว์ หาปลา หักร้างถางพง ไถคราดทำนาทำไร่ รวมทั้งการเร่ขายของไปตามที่ต่างๆ ในยามว่างด้วย

ถ้าจะเปรียบพวกนายฮ้อยกับสมัยปัจจุบันนี้ก็คงเป็นพวกขายตรง ไม่ทราบว่านายฮ้อยเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อใด คงจะเกิดในยุคที่ประเทศไทยเริ่มมีการใช้เงินตราแล้ว เมื่อก่อนนี้คนอีสาน จะมีระบบเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยน ไม่นิยมซื้อขายกันเช่น  หมู่บ้านในที่ลุ่มมักจะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ แม้ข้าวเสียหายแต่ก็อุดมสมบูรณ์ด้วยปลา ก็จะหมักทำปลาร้า ทำปลาแห้ง หรือย่างรมควันเอาไว้มากๆ พอถึงหน้าแล้งก็จะนำปลาไปแลกข้าวที่หมู่บ้านที่อยู่ที่ดอน การจะให้ข้าวเท่าไร แลกกับปลาที่นำไปก็อยู่ในดุลยพินิจของผู้ให้ซึ่งจะถือเอาความเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบกันเป็นสำคัญ ยิ่งถ้าเป็นญาติพี่น้องกัน ก็มักจะให้มากๆ โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าของที่มาแลก

ตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาเกี่ยวกับทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นที่ราบสูงทุรกันดารกว้างใหญ่มีเนื้อที่ถึงล้านกว่าไร่ มีอาณาเขตอยู่ใน ๕ จังหวัดของภาคอีสาน ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษและยโสธร  เมื่อก่อนจะมีชนเผ่าหนึ่งที่เรียกว่า กุลา พวกนี้เป็นพวกเร่ขายของมาจากแดนไกล (บางคนบอกว่าเป็นชนเผ่าหนึ่งของพม่า) พวกนี้จะมีผ้าถุงขนาดใหญ่ (หรือไถ้) เป็นภาชนะสำหรับใส่ของที่จะนำมาเร่ขาย ส่วนสินค้าหลักจะมีพวกสีย้อมไหม สีย้อมฝ้าย (น้ำย้อม) น้ำอ้อย น้ำตาล เข็ม หวี และของจำเป็นเล็กๆน้อยๆ ที่ใช้ในครัวเรือน พอแบกไถ้ผ่านมาแถบทุ่งกุลาร้องไห้ในหน้าแล้ง แดดก็ร้อน ทุ่งก็กว้าง หมู่บ้านก็อยู่ห่างกันลิบลับ ในทุ่งก็ไม่ค่อยมีต้นไม้ให้หลบร่มเงา กระหายน้ำก็ไม่มีแหล่งน้ำพอได้อาบกินให้บรรเทา พวกกุลาอ่อนเพลียละเหี่ยใจถึงกับทิ้งถุงไถ้ นั่งร้องไห้อยู่กลางทุ่ง จึงได้นามเล่าขานกันต่อมาว่า ทุ่งกุลาร้องไห้

จะขอพูดถึงนายฮ้อยที่มีกิจการที่มีการลงทุนสูง มีกระบวนการที่เป็นรูปแบบที่โดดเด่น อีกพวกหนึ่ง  และถือว่าพวกนี้เป็นพวกที่มีความหมายว่า นายฮ้อยอย่างแท้จริง ก็คือ นายฮ้อยวัว นายฮ้อยควาย  ซึ่ง คำพูน บุญทวี นักเขียนรางวัลซีไรท์ ลูกอีสานนำมาผูกเป็นเรื่องราวในหนังสือเรื่อง "นายฮ้อยทมิฬ" ได้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์เกรียวกราวมาแล้ว

นายฮ้อยวัว นายฮ้อยควาย  จะมีอยู่ทั่วทุกจังหวัดในภาคอีสานกระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านตำบลต่างๆ แต่ก็จะมีแกนนำอยู่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีฐานะดี สามารถกว้านซื้อวัวควายมารวมกันได้คราวละมากๆ หลายร้อยถึงเป็นพันตัว หรืออาจจะเป็นพวกที่ชาวบ้านเชื่อถือเอาวัวควายมาก่อน เมื่อนำไปขายได้แล้วค่อยนำเงินมาจ่ายเจ้าของวัวควายทีหลัง เรียกว่ามีเครดิตดี หรือบางทีก็เป็นผู้ที่มีอิทธิพล มีนายฮ้อยที่เป็นลูกน้องหรือสาขามากก็ได้

เพื่อจะได้เห็นภาพหรือให้รู้จักความหมายของคำว่า นายฮ้อย ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอยกเอาข้อเขียนของ ดร.ก่อ สวัสดิพาณิชย์  จากหนังสือเรื่อง อีสานเมื่อวันวาน (สำนักพิมพ์ บริษัทพี.วาทิน พับลิเคชั่น จำกัด พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๔) ที่เขียนไว้ดังนี้ "งานที่ทำนอกฤดูกาลทำนาอีกอย่างหนึ่งคือการขายของเร่ พวกพ่อค้าเร่จะไปรับของในตลาดหาบไปขายตามหมู่บ้าน ขายหมดก็เอาเงินไปส่งเถ้าแก่ รับของใหม่ไปขายอีกต่อไป ของที่ไปเร่ขายเป็นของเล็กๆ ที่ชาวบ้านต้องใช้ มีสีย้อมผ้าเป็นพื้น ชาวบ้านเรียกพ่อค้าเร่ว่า นายฮ้อย พวกนายฮ้อยไปขายของไกลๆ มีเรื่องเล่าให้เพื่อนฝูงฟังได้มาก

นายฮ้อยบางพวกเป็นคนรวบรวมของจากหมู่บ้านปขายในเมือง บางคนซื้อหนังสัตว์ เขาสัตว์ พืชไร่ และครั่ง บางหมู่บ้านมีช่างเหล็ก พวกช่างตีมีด ตีจอบ ตีเสียมและของใช้อื่นๆ พวกนายฮ้อยก็มาซื้อไปขายอีกต่อหนึ่ง พวกนายฮ้อยก็เหมือนพ่อค้าทั้งหลาย เขาพยายามเสาะแสวงหาสินค้าจากแหล่งหนึ่งไปขายในที่ที่มีคนต้องการ

นายฮ้อยที่ยิ่งใหญ่ได้แก่ นายฮ้อยวัว นายฮ้อยควาย พวกนี้จะรวบรวมกำลังกันซื้อวัว ควาย  หรือ รับวัว ควายชาวบ้านไปขาย ที่ขายคือ กรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดอื่นๆทางภาคกลาง เมื่อรวบรวมวัวควายได้พอเพียงแล้ว เขาจะพากันต้อนวัวควายไปตามเส้นทางที่เคยเดิน รอนแรมกันไปเป็นเดือนจนถึงที่หมาย เมื่อขายสัตว์เรียบร้อยแล้วก็พากันขึ้นรถไฟกลับ นายฮ้อยพวกนี้มีความทรหดอดทนมาก เป็นนักสู้ที่ดีด้วย พวกคาวบอยอเมริกันขี่ม้าต้อนวัวควายไปขายอย่างไร นายฮ้อยวัวควายของภาคอีสานทำแบบเดียวกัน ผิดกันแต่ว่านายฮ้อยภาคอีสานเดินทางด้วยเท้าและใช้ปืนคาบศิลาแทนปืนลูกโม่"




จากส่วนหนึ่งในผลงาน ควายกับฅน ของ เรืองศักดิ์ ละทัยนิล ที่ตั้งใจทำขึ้นด้วยความสำนึกในคุณค่า และแรงศรัทธาที่มีต่อ ควายไทย