Imagine there’s no นิพพาน

ตามหลักศาสนาพุทธแบบเถรวาทไทยเรา  (ยกเว้น ธรรมะกลาย)  พอปฏิบัติธรรมจนได้พระนิพพานแล้ว ก็หมดตัวตน เป็นอนัตตา ...อ้าว หมดตัวตนแล้วจะกินอาหารอร่อยหรือ  จะดูหนังฟังเพลงได้อรรถรสอะไรหรือ  ก็กลัวกันไปใหญ่ 

พอกลัวก็เลยลดระดับลงมา  เอาเป็นว่าทำบุญ ตักบาตร  สร้างโบสถ์ ทอดกฐิน  ถวายสังฆทาน พนมมือฟังสวดพระอภิธรรม  แล้วรอตายขึ้นสวรรค์ดีกว่า 

ส่วนชาวพุทธที่ศึกษาลึกอาจเห็น (แม้ลางๆ) ว่า สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในจิตวิญญาณ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ....ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ที่พพจ. ทรงเน้นสอนไว้มากแล้ว

หลักการนี้ กล่าวสอนว่าพอมีอวิชชา (ความโง่)  ก็มีการปรุงแต่งทางความคิด (สังขาร)  เกิดการรับรู้ (วิญญาณ) นำสู่ความยึด  ความทุกข์ในที่สุด  (ดังนั้นความสุขที่เรา”ยึดติด”กันมากหลายนั้น ในความหมายนี้ก็คือความทุกข์ด้วย) 

แต่พอเราดำเนินชีวิตตามมรรค ๘  มีสัมมาสติ สัมมาสมาธิ  เป็นที่สุด เราก็หมด “โง่” (อวิชชา)  พอหมดโง่ก็ฉลาด ก็มองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร เห็นว่า แท้จริงแล้ว  จิตไม่มี โลกไม่มี มันเป็นเพียง imagine ดังเพลงของ John Lennon เท่านั้นเอง (เพลงนี้ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธไปเต็มๆ) 


http://www.youtube.com/watch?v=3MSGYBZS8d8


ถาม....พอจิตไม่มี ตัวตนไม่มี ...อ้าว...ตกใจ  แล้วใครล่ะได้รับอานิสงส์แห่งการบรรลุธรรม 

ตอบ..ถ้ามีใคร  “ได้”  อะไร  มันก็ต้องมีการ “เสีย” เสมอ  การที่ “ไม่มีใครได้อะไร” จึงเป็นธรรมคำสอนที่ใหญ่ยิ่ง  น่าจะเป็นสมดุลธรรมชาติที่ดีมาก ถึงดีที่สุด ก็เป็นได้ (นะจ๊ะ)

...คนถางทาง (๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖)