นางรจนา จากเรื่องสังข์ทอง เป็นธิดาสุดท้องจากจำนวนเจ็ดองค์ของท้าวสามล พี่ๆเลือกคู่ได้สามีที่คู่ควรกันแล้ว แต่นางรจนากลับเลือกได้เจ้าเงาะรูปชั่วตัวดำ ทั้งๆที่ตนเป็นสาวสวย จึงเป็นที่เยาะเย้ยไปทั่ว ทำให้พระบิดากริ้วไล่ให้ไปตกระกำลำบากที่กระท่อมปลายนา แต่ความจริงที่นางเลือกก็เพราะเห็นรูปทองอยู่ข้างใน เจ้าเงาะถึงจะขี้ริ้วแต่ก็มีวิชาความรู้ จนต่อมาพระอินทร์ต้องแปลงร่างมาตีคลีเพื่อช่วยให้เจ้าเงาะได้ถอดรูปให้ทุกคนได้เห็นรูปทองในที่สุด ดังนั้นสาวๆที่มีสามีขี้ริ้วจึงมักถูกว่าเป็นนางรจนาควงเจ้าเงาะ
ตอนกำเนิดและชีวิตในวัยเยาว์ของนางรจนาไม่ได้กล่าวไว้ จึงสันนิษฐานว่าชีวิตในวัยเด็กคงราบรื่นไม่มีปัญหาใด ๆ เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่เป็นน้องที่รักของพี่ ๆ จะมามีเรื่องราวก็ตอนโตเป็นสาวแล้วนั้นเอง ส่วนบทบาทของความเป็นภรรยาเป็นศรีภรรยาและเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ไม่ขาดตกบกพร่อง
รจนาเป็นกุลสตรี เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย อ่อนน้อมถ่อมตน อยู่ในกรอบประเพณีและเป็นแม่บ้านแม่เรือน เป็นหญิงที่มีความอดทนและมีการควบคุมภาวะทางอารมณ์ได้อย่างดียิ่งและเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวของตังเองสูง โดยมีสติไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์แต่ตัดสินใจด้วยเหตุผลที่ตนเองได้ไตร่ตรองแล้ว มีจิตใจที่เป็นอิสระ และมีความเข้มแข็ง จะเห็นได้จากการเลือกคู่ของนางในตอนแรกที่นางไม่เลือกใครเลย และมาครั้งที่สองก็ได้เลือกเจ้าเงาะในที่สุด การกระทำทั้งสองครั้งนี้เป็นสิ่งขัดแย่งกับความคิดความเข้าใจของคนอื่น แต่รจนาก็กล้าคิดกล้ากระทำด้วยความเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นผู้ถูก และอดทนจนความจริงปรากฏ
หากเราจะมาพิจารณาเหตุผลที่รจนาเลือกเจ้าเงาะ จะพบว่า นอกจากความปลาบปลื้มในรูปโฉมของพระสังข์แล้ว นางได้ครวญว่า
“แสนสมัครรักใคร่ใหลหลง ด้วยรูปทรงเป็นทองต้องจิต”
รจนายังเลือกเจ้าเงาะด้วยเหตุผลที่สงสัยว่าเป็น “บุญ” ของตนที่ได้เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นด้วย สิ่งนี้น่าจะเป็นการท้าทายการตัดสินใจของรจนามากกว่า นางจึงไม่ได้ทิ้งพวงมาลัยไปสวมหัตถ์ผู้ที่เลือกเหมือนอย่างพี่นางทั้งหกคน แต่ใช้วิธีเสี่ยงพวงมาลัย คือก่อนที่ทิ้งพวงมาลัยนั้นได้อธิฐานด้วยว่าหากพระสังข์และนางเป็นคู่ครองกันมาแต่ชาติปางก่อน ก็ขอให้มาลัยที่ทิ้งไปต้องตัวเจ้าเงาะรูปทอง ในตอนนั้นชายที่มาให้นางรจนาเลือกคู่นั้นมีเจ้าเงาะเพียงคนเดียว หากตกลงใจเลือกแล้วจะทิ้งพวงมาลัยไปอย่างไรก็ต้องถูกเจ้าเงาะ การเสี่ยงพวงมาลัยอธิฐานจึงเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ การเลือกคู่ครองที่ผู้อื่นเห็นว่าไม่เหมาะสม เช่นนี้ ทำให้รจนาอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก เพราะนางรู้ดีว่าอธิบายสิ่งที่นางเห็นอย่างไรก็จะไม่มีใครเชื่อ คนย่อมเชื่อในสิ่งที่เห็นกับตา อันได้แก่รูปโฉมภายนอกมากกว่าจะเชื่อสิ่งที่มองไม่เห็น อันได้แก่จิตใจ เจ้าเงาะจึงกล่าวกับรจนาว่า
“ซึ่งสวมรูปเงาะป่ามานี้ไซร้ หวังจะให้น้องคิดปริศนา”
ปริศนาที่ว่าคือ การใช้รูปเงาะเป็นสิ่งวัดน้ำใจ คนทั่งไปย่อมไม่ชอบสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง แต่คนที่มีปัญญามีเหตุผลย่อมสามารถมองทะลุรูปร่างภายนอกเข้าไปสัมผัส “ของแท้” ที่อยู่ภายในได้ เหมือนเช่นที่รจนามองเห็นรูปทองที่อยู่ในร่างเงาะ เจ้าเงาะจึงชมเชยนางรจนาว่า
“เจ้าปลงถูกแล้วนะแก้วตา จึงรู้ว่าเงาะงามเป็นรูปทอง”
ลักษณะนิสัยกล้าเสี่ยงกับสิ่งที่ท้าให้พิสูจน์ และต้องได้คำตอบจนหมดข้อสงสัยจึงจะคลายใจเช่นนี้เอง ทำให้นางรจนาไม่ได้เคลิบเคลิ้มไปกับการเกี้ยวพาราสี ถูกเนื้อต้องตัวของพระสังข์จนหมดใจ เหมือนตัวอย่างตัวละครหญิงบางคนในวรรณคดีไทยเรื่องอื่น ๆ ที่ร่วมประเวณีกับผู้ชายโดยที่ไม่ได้รู้จักมาก่อน เช่น นางรื่นนางโรยในลิลิตพระลอ นางอุษาในอนิรุทธิ์ตำฉันท์และอุณรุท เป็นต้น รจนาไม่ยอมปลงใจกับพระสังข์จนกว่าจะได้รู้ว่า มีเทือกเถาเหล่ากออย่างไร เมื่อได้รู้ว่ามีชาติกำเนิดสูงเป็นกษัตริย์รจนาจึงหมดข้อสงสัย ดังที่กวีบรรยายว่า
“ที่ทุกข์ร้อนผ่อนผันบรรเทา นงเยาว์ยิ้มเหยาะหัวเราะหริก”
ลักษณะนิสัยของรจนาอีกประการหนึ่งที่ไม่พบในตัวละครผู้หญิงในวรรณคดีไทยเรื่องอื่น ๆ คือเป็นผู้ที่มีอารมณ์ขัน ทั้งนี้การที่สังข์ทองเป็นบทละครนอกซึ่งมีจุดประสงค์และเสนอความสนุกสนานบันเทิงแก่ผู้ที่ดูละคร น่าจะเป็นปัจจัยของการสร้างตัวละครให้แสดงพฤติกรรมชวนหัวเราะ แต่โดยมากกวีมักจะสร้างลักษณะนิสัยเช่นนั้นกับตัวละครระดับรองมากกว่าตัวละครเอก และมักไม่สร้างตัวนางเอก ให้มีลักษณะชวนขัน รจนาเป็นตัวละครหญิงที่ต่างจากมาตรฐาน เพราะรจนาเป็นนางเอกที่มีอารมณ์ขันไม่แพ้เจ้าเงาะในตอนที่รจนาทำลายรูปเงาะเพราะต้องการให้คนอื่นเห็นพระสังข์รูปทองเหมือนอย่างที่ตนเห็น พระสังข์ตื่นมาเห็นเข้า กริ้วโกรธ และขัดขวางไว้ได้รจนายอมรับผิดและง้อขอโทษอย่างจริงจังว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก แล้วจึงเข้าไปประจบเอาใจเจ้าเงาะ ดังกวีพรรณนาว่า
“ว่าพลางนางเข้าไปนวดฟั้น หลังไหล่ไหนคันจะช่วยเกา
ยื่นมือมาจี้ที่สีข้าง จะหย่าร้างกันจริงเจียวหรือเจ้า
เอนอิงพิงทับลงกับเพลา เคี้ยวประทานสักคำทำปะเลาะ
ยียวนชวนผัวให้หั่วเราะ แสร้งเซาะสรวลสันต์จำนรรจา”
การเป็นภรรยาที่ดีของรจนา รจนานับว่าเป็นตัวละครหญิงที่ขยันทำกิจการงานในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่นางเป็นราชธิดา แต่เมื่อต้องถูกเนรเทศมาอยู่กับเจ้าเงาะ 2 คนที่กระท่อมปลายนา รจนาอดทนต่อความยากลำบากที่นางได้บอกว่า
“ไม่เคยเห็นเช่นนี้แต่เกิดมา …………………………”
และขยันเรียนรู้กิจการแม่บ้านแม่เรือนที่นางไม่เคยทำมาก่อน ดังที่นางรำพึงกับเจ้าเงาะว่า
“น้องนี้แต่กำเนิดเกิดมา จะหุงข้าวหุงปลาก็ไม่เคย”
แต่ในที่สุดรจนาได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากราชธิดามาเป็นเมียชาวบ้าน ทำงานอย่างขยันขันแข็งตามที่เจ้าเงาะสอน ดังคำกล่าวที่ว่า
“เช้าค่ำพร่ำสอนสั่งเมีย ให้เมียปั่นฝ้ายทอผ้า”
รจนาก็เป็นชายาที่ดีที่น่าชื่นชมยกย่องความสามารถของสวามีว่า “น้อยหรือเพราะแจ้วเจื้อยเฉื่อยฉ่ำ” และ “สวดซ้ำอีกสักนิดยังใจ” นอกจากนี้ หน้าที่การปรนนิบัติสามี ตามที่กล่าวไว้ในวรรณคดีคำสอน คือ ปัดปูที่นอน นวดเฟ้น พัด ฯลฯ นางก็ปรนนิบัติโดยไม่ขาดตกบกพร่อง รวมทั้งการจงรักภักดีอันเป็นคุณสมบัติของภรรยาในอุดมคติทั่งไป ดังที่นางรู้สึกว่าการที่ท้าวสามมนต์บัญชาให้เจ้าเงาะหาเนื้อหาปลาจำนวนมากไปถวายเป็นการ “คิดอ่านพาลฆ่าชีวาลัย” นางจึงประกาศยอมตายตามเจ้าเงาะด้วยอย่างเด็ดเดี่ยว ดังบทประพันธ์ที่ว่า
“ถ้าพระรูปทองน้องบรรลัย เมียจะตายเช้าไปมิได้พรั่น
จะให้เขาพิฆาดฟาดฟัน สู้ตายตามกันไปไม่คิดกลัว
ไม่ขออยู่ดูหน้าคนทั้งหลาย มิให้ชายอื่นต้องเป็นสองผัว
ว่าพลางทางทุ่มทอดตัว ตีอกชกหัวเข้ารำไร”
ลักษณะเด่นประการสุดท้ายคือ รจนามีนิสัยปากกล้าไม่กลัวใคร เป็นคนเจ้าคารม ดังตอนที่โต้เถียงกับพี่นางทั้งหกคน ที่ด่าว่าเรื่องเลือกเจ้าเงาะเป็นสามี รจนาโต้ตอบเหน็บแนมพี่เขยอย่างเจ็บแสบว่า
“รูปร่างน้อยน้อยอร่อยใจ จงกอดไว้เถิดคะอย่าละวาง”
เมื่อทะเลาะกันหน้าที่นั่งตอนเข้าไปถวายปลา รจนาแสดงกิริยาหยาบคาย “ถ่มน้ำลายรดให้แล้วไคลคลา” ทำให้พระพี่นางทั้งหกโกรธแค้น ตามมาทะเลาะตบตีกันอึงคะนึง อย่างไรก็ตาม แม้รจนาจะปากกล้าไม่เกรงกลัวใครเช่นนี้ ก็ยังไม่เคยหยาบคายกับพระมารดาเหมือนนางมโนห์รา ในบทละครสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนที่นางถูกมารดาดุด่าว่า “อีดอกทอง” นางโต้ตอบรุนแรงไม่แพ้กันว่า
“นางแม่ของลูกอา แม่มาด่าลูกไม่ถูกต้อง ทั้งพี่ทั้งน้องเหล่า เราดอกทองเหมือนกัน ดอกทองสิ้นทั้งเผ่า เหล่าเราดอกทองสิ้นทั้งพันธุ์ ดอกทองเสมือนกัน ทั้งองค์พระราชมารดา”
ดังนั้น อาจกล่าวว่า รจนาเป็นลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ นางมิได้ขุ่นเคืองที่ถูกเนรเทศ กลับใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เมื่อพ่อแม่บ้านเมืองเดือดร้อน นางก็ช่วยเหลือเจรจาอ้อนวอนเจ้าเงาะให้ช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอนเลย รจนาจึงเป็นตัวละครหญิงที่รักษาคุณสมบัติของผู้หญิงในอุดมสติและยังมีอุปนิสัยเชื่อมั่นความคิดและการตัดสินใจของตนเอง ในกรณีที่จะคิดแตกต่างไปจากผู้อื่น
ความเคียดแค้น ในขณะเดียวกันหญิงสาวอย่างนางรจนาก็เป็นศัตรูที่น่ากลัว ด้วยนิสัยที่อาฆาตพยาบาทของนาง แม้แต่ที่พี่สาวสายเลือดเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้ นางยังผูกใจเจ็บหาทางแก้แค้นเอาคืน ดังที่มีการบรรยายไว้ว่า
“รจนากลั้นยิ้มมิใคร่ได้ สรวงพลางทางว่าข้าขอบใจ
เมียมันจะได้ดูหน้ากัน ช่างแก้แค้นแทนทำพอสาสม
ที่เมียมาค้าคารมเย้ยหยัน ไปดูจมูกมันให้เต็มตา”
จะเห็นได้ว่า นางถูกพี่ทั้งหลายถาถางและด่าว่า นางยังผูกใจเจ็บหาทางแก้แค้น
นางรจนา
1 คนชอบ
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ณิชกานต์ · 17 ก.พ. 2556
ครูซ่อมคน · 17 ก.พ. 2556
potcharapol-pcctrg · 17 ก.พ. 2556
ใบบุญ · 17 ก.พ. 2556