
โลหะปราสาทแสนงาม แห่งเดียวสยาม
แบบอย่างลังกามาไกล
สามสิบเจ็ดยอดวิไล คือธารนำชัย
โพธิปักขิยธรรม
นางวิสาขาเคยนำ สร้างสิ่งเลิศล้ำ
ถวายแด่พระพุทธองค์
กาลผ่านไปไม่ยืนยง ปราสาทพังลง
ยืนยันไม่เที่ยงแท้จริง
เหลือเพียงสยามอ้างอิง ดุจลอยเพริศพริ้ง
แห่งวัดราชนัดดารามฯ
ผู้แต่ง คุณสมบัติ สุวรรณกยะวิทย์
ประวัติโลหะปราสาท
ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ ในด้านทรัพยากร ธรรมชาติ ความมีอัธยาศัยไมตรีของคนไทย สิ่งก่อสร้างที่งดงาม บางแห่งมีที่เดียวในโลก วันนี้ผู้เขียนได้ไปชมโลหะปราสาทที่วัดราชนัดดาวรวิหาร กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็นแห่งเดียวในโลก เดิมที่เดียวโลหะปราสาทมีอยู่ 3 แห่ง คือ ประเทศอินเดีย ที่วัดบุพพาราม เมืองสาวัตถี เมื่อครั้งพุทธการ ขณะนี้ได้สูญสลายไปหมดสิ้น ประเทศ ศรีลังกา ราวปี พ.ศ. 387 ปัจจุบันปรักหักพังเหลือแต่ซากกองอิฐเช่นเดียวกัน และประเทศไทย ที่วัดราชนัดดารามวรวิหาร ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
โลหะปราสาทที่วัดราชนัดดาวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2389 ในรัชสมัยพระบาสสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่สร้างยังไม่สำเร็จพระองค์ท่านสวรรคตเสียก่อน โลหะปราสาทได้รับการดูแลให้คงสภาพเดิมมาทุกรัชกาล จนมาถึงรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 ได้โปรดเกล้าให้จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นดำเนินการต่อเติมให้แล้วเสร็จ ท่านจึงมอบให้กรมโยธาเทศบาล กระทรวงมหาดไทยบูรณปฏิสังขรณ์จนเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ. 2506 โลหะปราสาทองค์นี้จึงมีอายุตั้งแต่เริ่มสร้างถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง 173 ปี
ผู้เขียนไม่เคยไปชมโลหะปราสาท ได้แต่นั่งรถผ่านในบางครั้ง เมื่อจะไปชมจึงค่อนข้างทุลักทุเล ที่จริงได้สอบถามรายละเอียดจากหลานแล้ว พอลงจากรถเมล์เริ่มงง แต่ก็มีสติรู้สึกตัวเดินเข้าไปในซอยได้สักระยะหนึ่งพบเสาชิงช้า จึงรู้ว่าผิดแล้ว เห็นจิตขำ มองไปเห็นวัดตั้งอยู่ไม่ไกล จึงเดินเข้าไปในวัดอ่านป้ายคือ วัดสุทัสนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เข้าไปกราบพระศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นพระประธานในโบสถ์ จิตส่งออกไปยังองค์ท่าน
สวยมากจริงๆ ผู้เขียนหามุมสงบนั่งสมาธิประมาณครึ่งชั่วโมง แต่จิตฟุ้งซ่านด้วยยังหาวัดราชนัดดาไม่พบ จิตอยากถ่ายภาพพระพุทธรูป จึงเลื่อนมานั่งตรงประตู (มีสิ่งของวางกั้นไม่ให้คนเข้า เหมือนกำลังซ่อมแซม) ตรงหน้าพระประธาน กำลังเตรียมกล้องถ่ายรูป มีน้องคนหนึ่งมานั่งตรงหน้าแล้วพูดเสียงดุขึ้นว่าเลี่ยงไปหน่อยจะนั่งตรงนี้ ผู้เขียนจึงเลื่อนไปทางขวามือ น้องเขาก็นั่งและเริ่มอ่านคาถาชินบัญชรเสียงดังเชียว เห็นจิตโมโหแต่ไม่ได้แสดงออก เพราะหลวงพ่อปราโมทย์สอนว่าอย่าไปบังคับจิต เขาอยากแสดงออกอย่างไรให้สังเกตไป แต่ต้องมีศีลควบคุมกาย วาจาไว้ เลยรอดตัว ขณะที่ผู้เขียนถ่ายรูป มีคนเข้ามาในโบสถ์กันหลายคน มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ทุกคนหามุมสงบนั่งอ่านหนังสือ ท่องบทสวดมนต์ค่อยๆ นั่งสมาธิ เห็นจิตอิ่มบุญไ้ปกับสาธุชนทั้งหลาย สาธุ ออกจากวัดสุทัสนฯ เดินกลับทางเดิม มองเห็นทางเดินเล็กๆเลียบริมคลอง มีแผ่นป้ายเขียนไว้ว่าคลองวัดราชนัดดา (ไม่แน่ใจว่าจำถูกไหม) จึงข้ามถนนเดินไปตามคลอง เป็นทางเล็กๆ ลมพัดเย็นดีจัง เห็นจิตชอบ ขณะนั้นเองมีลมกระโชกพัดร่มคันใหญ่่ของแม่ค้าปลิวมากระทบไหล่อย่างแรง แล้วปลิวตกลงไปในคลอง แต่ไม่ได้ตกใจ จึงไม่ก้าวหนี ถ้าตกใจก้าวไปเพียงก้าวเดียวตกคลองแน่ เฮ้อ! รอดตัวไปอีกครั้งหนึ่ง เดินต่อไปทันได้ยินเสียงแม่ค้าพูดกันว่า "แหมกลัวป้าแกร่วงไปในคลองจะแย่"
เดินไปประมาณห้านาทีก็ถึงทางเข้าวัดราชนัดดาวรวิหาร เห็นโลหะปราสาทตั้งตระหง่านสวยมาก (ส่งจิตออกนอกอีกแล้ว) เดินเข้าไปข้างในสะอาด เห็นจิตสงสัยว่าใช้ทำอะไร เพราะโครงสร้างภายในทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมตัดกันไปมา เป็นทางเดินถึงกันทุกช่อง บางช่องจะมีภาพถ่ายประวัติของโลหะปราสาท ภาพรัชการที่ 3 ผู้ทรงริเริ่มก่อสร้าง มีวิดีทัศน์บรรยายประวัติ ผู้เขียนได้ยินคำบรรยายประโยชน์ของโลหะปราสาท ตั้งใจจำอย่างดี ไม่นานลืมแล้ว(สิ่งใดเกิด ย่อมดับไปเป็นธรรมดา)เดินไปอีกช่องหนึ่งเห็นเขียนประโยชน์ไว้ เลยต้องนำสมุดขึ้นมาจด "โลหะปราสาทหมายถึงคฤหาสน์ที่มียอดเป็นโลหะ สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ใช้ประโยชน์เป็นส่วนสังฆาวาส" เดินขึ้นชั้นบนด้วยบันไดเวียน น่ากลัวเหมือนกัน ทำให้มีสติสัมปชัญญะได้นาน แต่ก็เดินถึงชั้นที่ 3 จนได้ ชั้นนี้สามารถมองเห็นกรุงเทพฯ 360 องศา ขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ วันนี้อิ่มบุญจริงๆ ที่ได้เห็นสิ่งสวยงาม และได้ปฏิบัติธรรม โดยตามดูการก้าวย่าง ลุก นั่ง และ สังเกต การเผลอไปดู(นานมาก เห็นตอนมันดับแล้ว) เผลอไปคิดปรุงแต่ง(นานมาก เห็นตอนมันดับแล้วเหมือนกัน) เผลอไปโมโห แต่ก็รู้ทันอารมณ์ สาธุๆๆๆๆ ขอแผ่บุญกุศลนี้ให้ท่านผู้อ่านด้วยค่ะ