บทความดีมีสาระ
เกี่ยวกับ
EQ IQ AQ
EQ กับการบริหารQ ทั้ง 7
การมีผู้นำที่ดี หรือการเป็นผู้นำขององค์กร เป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝันแต่ยังมีอีกหลายคนที่มีความเชื่อภาวะผู้นำที่ผิดๆ เช่น แบบแรกเชื่อว่าผู้นำ คือคนที่ฟ้าส่งมาเกิด ต้องเพียบพร้อมไปด้วยชื่อเสียง ความฉลาด และร่ำรวย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ทุกคนสามารถสร้างภาวะผู้นำขึ้นในตัวเองได้ อาศัยเพียงทักษะและเทคนิคที่ถูกต้อง แบบที่ 2 เชื่อว่าผู้นำต้องมีอารมณ์รุนแรงกว่าคนทั่วไป คือต้องเป็นคนดุ เสียงดัง จริงๆ แล้วอารมณ์แบบนี้กระตุ้นผู้ร่วมงานให้ตั้งใจทำงานได้ในระยะสั้นๆ แต่จะกัดกร่อนทำลายองค์กรในระยะยาวมากกว่า และแบบที่ 3
เชื่อว่าถ้าได้เป็นผู้นำแล้วจะต้องเป็นผู้นำตลอดไป
ความเชื่อนี้ทำเกิดปัญหาเรื่องการยึดติดตัวบุคคล ทั้งที่จริงๆ แล้วใครๆ ก็เป็น
ผู้นำได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เหมาะสมมากกว่า ดังนั้น หากเราลบล้างความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ได้ เราก็จะพบว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำด้วยกันทั้งสิ้น รวมทั้งตัวเราเองด้วย ขึ้นอยู่กับว่าคุณปรารถนาที่จะเป็นหรือเปล่าเท่านั้นเอง คนจะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นต้องมี “ความฉลาดทางปัญญาที่สมดุล” คือ มีทั้ง IQ (Intelligence Quotient), EQ (Emotional Quotient), MQ (Moral Quotient), AQ (Adversity Quotient) และ SQ (Social Quotient) สำหรับ IQ และ EQ นั้นเราจะได้ยินกันค่อนข้างบ่อย
IQ หมายถึง ความฉลาดทางปัญญาด้านปฏิภาณไหวพริบ มีความคิดฉับไวตอบโต้ได้รวดเร็วและแยบยล
EQ หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองและเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นได้ดี
ส่วนอีก 3 Q ที่เหลือก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้นำที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ นั่นก็คือ
MQ หมายถึง ความฉลาดทางด้านศีลธรรม หรือการเป็นผู้มีจริยธรรมและคุณความดี
AQ หมายถึง ความฉลาดทางด้านความมุ่งมั่น มีความมานะพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
SQ หมายถึง ความฉลาดทางสังคมที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น
IQ ทำให้ประสบความสำเร็จเพียง 20%
หากผู้นำมีพลังปัญญาทั้ง 5 ด้าน อย่างครบถ้วนและสมดุลแล้ว ย่อมเป็นพื้นฐานอันดีที่จะส่งผลให้สามารถบริหารองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีการทำวิจัยในรัฐแมสซาชูเสท โดยการติดตามเด็ก 450 คน นาน 40 ปี พบว่าปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่เกี่ยวกับ IQ แต่เป็นความสามารถในการจัดการกับความผิดหวัง (AQ) การควบคุมอารมณ์ได้ดี (EQ) และการเข้ากับคนอื่นได้ดี (SQ)
อีกผลการศึกษาหนึ่ง เป็นการศึกษาติดตามนักศึกษาที่จบจาก Harvard 95 คน พบว่าคนที่ประสบความสำเร็จตอนช่วงอายุ 40 – 50 ปี นั้นเป็นคนที่ได้คะแนนการสอบตอนเรียนในระดับปานกลางเท่านั้น คนที่ได้คะแนนสูงๆ กลับประสบความสำเร็จน้อยกว่า เขาสรุปว่าปัจจัยที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จนั้น เนื่องมาจากความฉลาดของวิชาการ เพียง 20% อีก 80% เกิดจากปัจจัยอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้มุมมองเรื่องความฉลาดของคนเรากว้างขึ้น คือไม่มองความฉลาดแค่ด้านวิชาการเท่านั้น แต่มีเรื่องของวุฒิภาวะด้านอื่นที่มีความสำคัญมากกว่าร่วมด้วย และเป็นที่น่าดีใจ ความฉลาดส่วนหลังนี้เป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ ทำให้ดีขึ้นได้ เราเรียกความฉลาดที่ฝึกฝนได้นี้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์
Howard Gardner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน กล่าวไว้ในปี ค.ศ. 1973 ว่าความฉลาดของคนเรามี 7 ประเภท ซึ่งเราสามารถพบเห็นบุคคลที่มีความสามารถมากจนสร้างชื่อเสียงไว้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
- ภาษา นักเขียน/นักพูด/นักการเมือง
- ตรรกะ นักสถิติ/นักวิทยาศาสตร์/คอมพิวเตอร์/ดาราศาสตร์
- มิติ สถาปนิก/มัณฑนากร/ศิลปะ
- เคลื่อนไหว กีฬา/นาฏศิลป์/ยิมนาสติก/ช่างฝีมือ
- ดนตรี นักร้อง/นักแต่งเพลง/วาทยกร/
- มนุษยสัมพันธ์ ผู้นำสังคม/ผู้นำศาสนา/นักการเมือง/นักขาย
-เข้าใจตนเอง ผู้นำทางความคิด/ประเพณี
เพื่อให้ผู้บริหารมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะได้นำเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับ Q หรือ Quotient ว่า EQ ที่แท้แล้วคืออะไร แล้ว Q ที่เอ่ยถึงกันในยุคสมัยนี้มีอะไรบ้าง ความหมายเป็นอย่างไร และจะเกี่ยวข้องกับการบริหารได้อย่างไร
ลองตั้งคำถามว่า ใจกับกายอะไรสำคัญกว่ากัน บางท่านตอบว่าใจ บางท่านตอบว่ากาย ด้วยเหตุผลอะไร ซึ่งในทางพุทธวัจนะบอก “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” เพราะคิดอย่างไร ก็จะแสดงออกไปอย่างนั้น ผู้ไม่เคยฝึกจิต ฝึกระงับอารมณ์ กระแสจิตจะแสดงออกทางใบหน้า ดวงตา นิ้วชี้ เสียงจะดังด้วยความโกรธ ชีพจรเต้นเร็ว ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตนเอง และผู้อยู่รอบข้าง ดังนั้น การเป็นผู้บริหารที่จะต้องนำพาองค์กรไปให้ถึงเป้าหมายการปฏิบัติงาน จำเป็นที่จะต้องรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการครองใจคน หากท่านได้ฝึกจิต ฝึกบริหารกระแสจิต การคิดในเชิงสร้างสรรค์ ฝึกละเว้นที่จะไม่พูด หรือกระทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหมดกำลังใจ และโดยเฉพาะหากเขาเหล่านั้นเป็นผู้มี EQ น้อยอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าต้องการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหมดกำลังใจดูที่นี่
ถามตัวของคุณดูว่าเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานเสนอข้อคิดเห็น คุณมักจะมีคำพูด หรือการกระทำที่ทำให้เขาหมดกำลังใจ หรือบั่นทอนกำลังใจในการปฏิบัติงานบ้างหรือไม่ ถ้ามีคุณกำลังจุดชนวนให้อีกฝ่ายเกิดอารมณ์ขุ่นมัว แล้วสุดท้ายจะสะท้อนให้คุณต้องกลับมาใช้ EQ ที่มีอยู่ในตัวเองแก้ไขสถานการณ์ให้สิ่งที่เลวร้ายกลับกลายเป็นดีขึ้น หรือเสมอตัว แล้วคุณจะพูดหรือทำทำไม ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างคำพูดและการกระทำบางประการที่ผู้บริหารในฐานะผู้นำจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหมดกำลังใจในการปฏิบัติงานได้
คำพูด
1. อย่าหาเหาใส่หัว
2. คุณทำไปก็เท่านั้นแหละ
3. คุณกินข้าวอิ่มแล้วไม่มีอะไรจะทำหรือไง
4. เรื่องนี้ผมไม่รู้คุณทำไปเถอะ
5. คุณจะรู้ดีกว่าผมได้อย่างไร
6. ความรู้อย่างคุณทำไม่ได้หรอก
7. ความคิดคุณผู้ใหญ่คงไม่ให้ความสนใจหรอก
8. ทำอะไรควรดูทิศทางลมเสียบ้าง
9. คุณเก็บความคิดของคุณไว้ก่อน
10. อย่างคุณนี่มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
11. พูดง่ายทำยาก
12. ไม่เห็นจะเข้าท่าตรงไหน
13. ชอบทำงานมาชุ่ยๆ
14. คุณเขียนรายงานอะไรของคุณไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ
15. เสนอมาทำไมไม่มีประโยชน์
16. พวกชอบฝันเฟื่อง
17. พวกนักทฤษฎีชอบทำตามทฤษฎีอยู่เรื่อย
18. ไอเดียดี ไอคิวต่ำ
19. คุณใช้มือหรือใช้เท้าทำกันแน่
20. ยังไม่เข็ดอีกหรือนี่ หลายหนแล้วนะ
21. ความคิดที่ดีๆ กว่านี้มีบ้างไหม
22. อย่าให้ได้ยินอีกนะความคิดนี้
23. คุณก็ฉลาดแต่ในเรื่องโง่ๆ
24. เงินเดือนคุณก็แค่นี้จะคิดอะไรให้มากไปทำไม
25. เรื่องนี้ทำยาก ถ้าผู้ใหญ่ไม่เอาก็เสียเวลาเปล่า
การกระทำ
1. ไม่สนใจสิ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาพูด
2. เสนอแล้วก็เข้าลิ้นชัก
3. โยนแฟ้มใส่หน้า
4. ชมคนหนึ่ง ขณะที่ตำหนิอีกคนหนึ่งเวลาเดียวกัน
5. ตำหนิต่อหน้าคนมากๆ
6. รับฟังด้วยท่าทีเฉยเมย
7. คอยจ้องจับผิด
8. เมื่อเข้าไปปรึกษาแล้วไล่ส่ง
9. ตำหนิงานที่ทำต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง
10. ไม่รู้งานแต่ทำเป็นเหมือนรู้ดี
11. ฉีกเรื่องทิ้งต่อหน้า
12. มองด้วยสายตาเหยียดหยาม
13. ฟังแต่คำพูดคนประจบสอพลอ
14. ซ้ำเติมผู้ใต้บังคับบัญชา
15. อคติ ลำเอียง
16. ชอบใช้อารมณ์ในการทำงานบ่อยๆ
17. แก้ไขงานซ้ำๆ ซากๆ
ลักษณะคนที่มี EQ สูง
คนที่มีEQ สูง คือคนที่สามารถตระหนักรู้ในความคิด ความรู้สึก และอารมณ์
ตนเองและผู้อื่นได้ ควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ทำให้สามารถชี้นำความคิดและการกระทำของตนได้อย่างเหมาะสมกับการทำงานและการดำเนินชีวิต รับรู้และเข้าใจความรู้สึก และอารมณ์ของผู้อื่นในลักษณะใจเขาใจเรา และมีทักษะทางสังคมในการพัฒนาสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น
สรุปได้ว่าคนที่ high EQ จะมีลักษณะ ดังนี้
1. รู้จักตนเองดี
2. จัดการกับอารมณ์ตนเองได้
3. มุ่งมั่นตามที่ตั้งใจไว้จนสำเร็จ
4. เห็นใจเข้าใจอารมณ์คนอื่น
5. มนุษยสัมพันธ์ดี
อย่างไรก็ดีความแตกต่างของอุปนิสัยในแต่ละเพศจะทำให้ลักษณะต่างไปอีกเล็กน้อย กล่าวคือ
ผู้ชายที่มี high EQ มักจะชอบสังคมฯ เปิดเผยร่าเริง ทำให้คนอื่นมีความสุข และเป็นคนรักษาสัญญา มีเสน่ห์ดึงดูดใจ
ผู้ชายที่มีแต่ high IQ มักจะเป็นคนเก่ง มั่นใจในตัวเอง ทะเยอทะยาน เอาตัวเองเป็นใหญ่ แม้จะเป็นคนเก่งแต่มักหาคนชอบยาก
ผู้หญิงที่มี high EQ จะเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา มองโลกในแง่ดี รับฟังคนอื่น มุ่งมั่นในจุดยืน
ผู้หญิงที่มี high IQ จะมีความสามารถมาก แต่กังวลง่าย คิดมาก ไม่ชอบแสดงออกเปิดเผย เก็บตัว
ไม่ว่าผู้บริหาร จะเป็นชาย หรือ หญิง ควรคำนึงถึงหลักการบริหารให้ประสบความสำเร็จ โดยไม่เก่งเฉพาะแต่งานเท่านั้น แต่จะต้องเก่งเรื่องคน โดยจัดการตัวเอง ผู้อื่น รวมไปถึงความสามารถแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งได้ ซึ่งคุณลักษณะของผู้มี EQ สูง มีดังนี้
|
ลักษณะผู้มี EQ สูงกับผู้อื่น |
ลักษณะผู้มี EQ สูงกับตัวเอง |
|
1) เข้าใจและจัดการกับอารมณ์ผู้อื่นได้ดี 2)
มีมนุษยสัมพันธ์ |
1) รู้จักตนเอง ไม่อารมณ์ค้างนาน ไม่ปล่อยให้ความ รู้สึกเก่าๆ มารบกวนการทำงานปัจจุบัน ไม่ว่ารัก โกรธ ซึมเศร้า โกรธแล้วไม่ผูก ใจเจ็บนาน ใจเย็นเมื่อมีสถานการณ์ ยั่วยุ จะเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ และ จะมี คนกล้าให้คำแนะนำ 3) นับถือตนเอง 6) ซื่อสัตย์ 7)
รับผิดชอบ |
การพัฒนา EQ
เฮย์กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการที่พยายามวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสำรวจสมรรถนะและศักยภาพบุคคลทั่วโลก แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสำคัญ เห็นว่าสิ่งที่จะต้องเรียนรู้คือ
- จุดอ่อน/จุดแข็งของคน คืออะไร
- จะทำให้จุดแข็งเป็นประโยชน์ได้อย่างไร
เมื่อทราบจุดอ่อนของแต่ละคน จึงนำไปเป็นกรอบสำหรับใช้ในการวางแผนเพื่อให้แต่ละคนได้รับโอกาสพัฒนากลายเป็นจุดแข็งได้ในที่สุด ด้วยวิธีการให้ทำซ้ำๆ คิดซ้ำๆ
ภายในองค์กร ซึ่งมีผู้นำองค์กรและผู้ปฏิบัติงาน จะต้องพัฒนาให้เกิดEQ อย่างเหมาะสม โดยยุคนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ผังโครงสร้างองค์กรมีกล่องต่างๆ ทุกคนต่างนั่งในเก้าอี้ตัวเอง งานเป็นไปตามสายการบังคับบัญชา และผู้คนต่างก็มีความเครียดมากขึ้น การสั่งงานกันด้วยเครื่องมือสื่อสารทำให้ถูกรบกวนถูกตามตัวตลอดเวลา ปัญหามีไว้ให้แก้ทุกขณะนอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแต่ละวันแล้ว ยังต้องแก้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกรณีที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น หรือบางกรณีผู้บริหารบางคนทำงานอยู่ที่หนึ่ง แล้วลูกน้องอยู่อีกที่หนึ่ง จะมีประเด็นเรื่องของระยะทาง เรื่องของเวลามามีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ถ้าคนไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันจะบริหารได้ยากมาก
ผู้นำในปัจจุบัน จำเป็นต้องฝึกให้เสริมสร้างแรงบันดาลใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ในการปกครอง บริหาร และต้องเชื่อมความสัมพันธ์กันได้ เพราะแต่ละคนมีการศึกษามีความคิด สามารถจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรได้ ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองเป็นคนกำหนด ไม่ได้อยู่ที่เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่องค์กรจัดหามาให้ อยู่ที่ผู้นำจะชนะใจคนที่มีความรู้ความสามารถ แล้วดึงศักยภาพเหล่านั้นของเขามาใช้ได้อย่างไร
ผู้นำในอนาคต (คนเก่งในปัจจุบัน) เมื่อเสริมสร้างวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่ อย่างเช่น Fast Track โตเร็วแล้ว แต่ประสบการณ์ชีวิตน้อย ต้องเสริมความฉลาดในอารมณ์ให้ ทันกับศักยภาพในงาน เพื่อจะสามารถทำงานใหญ่โดยไม่ผิดพลาด
กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ให้สร้างความเชื่อถือกับประชาชน หรือผู้มาติดต่องาน เมื่อมีความเครียดหรือมีปัญหา จะต้องเผชิญหน้าและแก้ปัญหาด้วยรอยยิ้ม และมิตรไมตรี เปลี่ยนความคิดจากการบริการไปวันๆ เป็นที่ปรึกษาที่ไว้วางใจ โดยให้เข้าใจว่าคนที่มารับบริการเขา
เดินทางไปที่อื่นมามาก ได้พบเจออะไรดีๆ มามาก ก็มีความต้องการ และคาดหวังที่จะได้รับจากองค์กรมากขึ้น
ถัดจากยุคบริหารจัดการต่อไปจะเป็นยุคของภาวะผู้นำ ซึ่งไม่ได้บริหารกล่อง บริหารโครงสร้างองค์กรอีกแล้ว แต่เป็นการบริหารความสัมพันธ์ ผู้คนไม่ได้ทำงานตามสายของตัวเองเพียงอย่างเดียวแต่ต้องไปร่วมงานกับคนอื่น และลักษณะงานถูกระบุหน้าที่ตามกระบวนการไม่ใช่ทำตามโครงสร้าง เช่น การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ปัจจุบันต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ และความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมปฏิบัติงานที่สำนักงานจังหวัดเพื่อให้งานมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
บริหารและจัดการ EQ อย่างไร
สุขภาพจิตของแต่ละคนขึ้นอยู่กับการปลูกฝัง การเติบโตมาในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งมีวิธีการจัดการ/การพัฒนา EQ ดังนี้
|
วิธีจัดการกับ EQ เชิงลบของผู้อื่น |
การพัฒนา EQ เชิงลบของตัวเอง |
|
1)
รับฟัง |
1)
ใช้จิตตามอารมณ์ให้ทัน
กระทำ |
หนังสือ How to become a great boss ของ Jeffrey J.Fox ได้กล่าวถึง พฤติกรรมที่ไม่ควรทำเพื่อลดรอยร้าวในองค์กรไว้ว่า
1. อย่าดูหมิ่น สร้างความอับอาย หรือข่มขู่ทั้งต่อหน้าสาธารณะ หรือโดยส่วนตัว
อย่าทำให้ผู้ร่วมงานขายหน้า หรือใช้คำประชดประชันทำร้ายจิตใจ
2. อย่าโยนความผิดให้ผู้ร่วมงาน อย่าทำตัวไม่น่านับถือ อย่ากล่าวหาแต่ให้ถามความเห็นจากผู้เห็นเหตุการณ์ อย่าพูดเชิงเป็นนัย จงมีข้อพิสูจน์และหลักฐานที่แน่นหนาเสมอ
3. อย่าทำตัวเป็นคนใจร้าย แต่ให้มีความหนักแน่นทางจิตใจและอารมณ์ ก่อนจะลงมือตัดสินใจปัญหายากๆ คุณควรใส่ใจและมีความหนักแน่น
ตัวอย่างหนึ่งของการสร้างความประหลาดใจ ที่ส่งผลต่อการทำงานแบบสายฟ้าแลบเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของท่าเรือนิวอิงแลนด์ ได้ให้รางวัลแก่ลูกจ้างทุกคนอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน ภายหลังจากที่ทุกคนช่วยกันทำงาน ท่ามกลางความร้อนระอุในช่วงฤดูร้อน ทำงานกันแต่เช้า รับประทานแอบเปิ้ลเป็นอาหารมื้อเที่ยงและอยู่ทำงานจนค่ำเป็นเวลาหลายวัน เขาได้แวะคุยกับพนักงานทุกๆ คน ตั้งแต่หนุ่มสาว ผู้ดูแลบริการลูกค้าไปจนถึงช่างซ่อมบำรุง รวมทั้งพนักงานชั่วคราว และพนักงานประจำ เขาให้ธนบัตรใบละหนึ่งร้อยเหรียญเป็นรางวัลพิเศษกับพนักงานทุกๆ คน พร้อมกล่าวคำขอบคุณเป็นรายบุคคลว่า “ทำงานเยี่ยมมาก” โดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน จึงเป็นที่พึงพอใจของพนักงานมาก พนักงาน รู้สึกว่าตนเองมีความพิเศษ มีความสำคัญ และจะทำงานหนักขึ้น ลูกค้าได้รับการปฏิบัติอย่างดีและจะกลับมาใหม่ ธุรกิจก็ดำเนินต่อไป เจ้านายก็ได้ทำงานให้สำเร็จลุล่วง
เหตุการณ์สายฟ้าแลบนี้เกิดขึ้นได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นเงินเพิ่มพิเศษ ดอกไม้ รางวัลเดินทางท่องเที่ยว ของขวัญ ข้อความขอบคุณ การประกาศขอบคุณต่อหน้าสาธารณะ เรื่องอย่างนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่พนักงานดีๆ จะนึกวาดภาพออก ทุกคนต่างก็เป็นผู้ชนะ
เทคนิคการฝึก IQ , MQ , AQ และ SQ
IQ = Intelligence Quotient คือความฉลาดทางสติปัญญา วัดได้จากอายุสมองเทียบกับอายุจริง ปกติควรอยู่ที่ 90 - 110 เป็นการวัดความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ ความสามารถทางวิชาการ วัดความจำ การอ่านเขียน คำนวณ แต่ไม่ได้วัดด้านอื่นๆ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะต่างๆด้านการทำงาน ทักษะชีวิตประจำวัน ฯลฯ
การพัฒนา IQ
- 50% จากกรรมพันธุ์
- 50% จากสิ่งแวดล้อม เช่น การเลี้ยงดู ความรัก ความอบอุ่น เพราะฉะนั้นต้องมีเวลาให้ลูกหลาน อาหารครบห้าหมู่ โดยเฉพาะปลา ถั่วเหลือง วิตามินบี ธาตุเหล็ก ไอโอดีน โปรตีน ประสบการณ์ต่างๆ จากการเล่น ทำกิจกรรมกลุ่ม การทำงาน ศิลปะ ดนตรี กีฬา ที่ชื่นชอบ ได้ฟังนิทาน (วัยเด็กเล็ก) การได้ช่วยทำงาน ทำกิจกรรมในเด็กโต การได้รับคำชมเชย มองเห็นคุณค่าตนเอง สัมผัสกับสังคม ชีวิตประจำวัน ฯลฯ อารมณ์ดี ไม่เครียด ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน จะช่วยให้มีสมาธิ สดชื่น คิดอะไรได้เร็ว อดทน ไม่ซึมเศร้า ไม่ติดยาเสพติด มีความคิดในทางบวก มีความคิดอย่างสร้างสรรค์ จากการที่ได้รับคำชมเชยเสมอ ได้รับการยอมรับการกระทำต่างๆ ที่ดี
ปัจจัยที่มีผลลบต่อสมอง ทำให้สมองไม่พัฒนา ได้แก่ ความเครียด ความกดดันต่างๆ เช่น การทำการบ้านมากมาย การบ้างานขาดการพักผ่อน ขาดการออกกำลังกาย ขาดอาหาร เช่น พวกโลหิตจาง สมองขาดการกระตุ้น หรือขาดการใช้สมองฝึกคิดในสิ่งต่างๆ เช่นการฝึกแก้ปัญหา ฝึกความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ การใช้ไหวพริบ มองตนเองในแง่ลบ มองตนเองไม่มีคุณค่าจากการถูกตำหนิทุกวัน หรือบ่อยๆ ซึมเศร้า ทุกข์ โกรธ วิตกกังวลนานๆ
AQ = Adversity Quotient คือความสามารถในการแก้ปัญหาและการเผชิญกับวิกฤติ เป็นกลไกของสมอง เกิดจากการได้ฝึกฝนการแก้ปัญหาต่างๆ การทำอะไรด้วยตนเอง การละเล่น ทั้งประสบการณ์ที่ได้ผ่านมาในชีวิต ตั้งแต่เมื่อเยาว์วัย ใครที่สามารถจัดการได้ดีจะเป็นผู้นำ และเป็นผู้ชนะหรือเจ้าของกิจการในโลกของปัจจุบันและอนาคต ใครที่มี AQ ดีจะสามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ใครที่ไม่สามารถควบคุม AQ ได้จะเป็นผู้พ่ายแพ้ และเป็นได้แค่ลูกจ้างหรือตกงาน
เทคนิคการฝึกฝน AQ
- มีสติตลอดเวลา ใช้สติปัญญาในการแก้ไข
- คิดว่าทุกอย่างมีทางออก
- มองโลกในแง่ดี
- เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส
หลักการสร้าง AQ มองปัญหาเป็นโอกาส
1. CONTROL ควบคุมเหตุการณ์/สถานการณ์ได้
2. OWNERSHIP ความเป็นเจ้าของ ปัญหาอยู่ที่ตัวเรา
3. REACH คิดว่าทุกประเภท มีทางแก้ไข ไม่ใช่จบสิ้นแล้วทุกอย่าง
4. ENDURANCE มีความทนทาน อดทน ต่อปัญหาต่างๆ มองโลกในแง่ดีไม่วู่วาม
MQ = Moral Quotient ความฉลาดทางด้านศีลธรรม หรือการเป็นผู้มีจริยธรรมและคุณความดี
วิธีฝึกฝน
- มีตัวอย่างดีๆให้เห็น
- ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตั้งแต่เล็กๆ ก่อนวัยอนุบาล ประถมต้น เล่านิทานสอนใจ ให้ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน
- ประถมปลาย - มัธยม สอนหลักธรรม ให้ดูตัวอย่างดีๆ ให้ช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนหรือเด็กนักเรียนด้อยโอกาส ช่วยสอนหนังสือหรือช่วยดูแลรุ่นน้องๆ ช่วยงานคุณครู สอนเพื่อนๆ ที่อ่อนกว่า
- ไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทำร้ายผู้อื่น พูดจาหยาบคาย ขโมย โดยเฉพาะ 0-5 ขวบ
SQ = Social Quotient ความฉลาดทางสังคมที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น
เทคนิคการฝึกฝน SQ
- ได้เล่นกับเพื่อนในวัยเด็กเล็กๆ
- เด็กโตทำกิจกรรมกลุ่ม หรือทำงานอื่นๆ กับเพื่อน
- คบเพื่อนๆ ที่หลากหลาย
สรุป
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จ ควรจะมีความฉลาดทางปัญญาที่สมดุล แต่ทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ยกเว้น IQ ที่จะปรับเปลี่ยนยาก เพราะต้องเริ่มพัฒนาตั้งแต่ 0 - 5 ปี โดยหากเน้นเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ก็ต้องเปลี่ยนแปลง
หัดคิดแต่ด้านบวก แล้วจะรู้ว่ามีแต่สิ่งที่เป็นไปได้
หัดฝัน แล้วจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่
หัดพูดแต่ด้านบวก แล้วจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่รักเรา
หัดยิ้ม แล้วจะรู้ว่าเรา คือคนที่น่ารัก
หัดฟาดฟันกับอุปสรรค แล้วจะรู้ว่าเรา คือคนที่เข้มแข็ง
ลองทน แล้วจะรู้ว่าเรามีความอดทนยิ่งกว่าใคร
ลองออกกำลังกายทุกวัน แล้วจะรู้ว่าเรา คือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง
ลองคิดเอาชนะ แล้วจะรู้ว่าเราสามารถเอาชนะตัวเองได้ไม่ยาก
ลองคิดให้ใหญ่ แล้วจะรู้ว่าเรามีความสามารถอย่างน่าแปลกใจ
เอกสารอ้างอิง
เอกชัย กี่สุขพันธ์, การบริหาร ทักษะและการปฏิบัติ พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
สุขภาพใจ, 2538, หน้า 115 – 117
กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ,พท.พญ., “IQ EQ AQ MQ SQ” เว็บไซต์เครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อ
วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2551
MQ ความฉลาดทางจริยธรรม
นันทา ติงสมบัติยุทธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร
MQ ในระดับดีนั้น จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังให้มีพื้นฐานตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก ดิฉันได้รับจุลสารพัฒนาข้าราชการพลเรือน ฉบับเดือนเมษายน-พฤษภาคม เมื่อตอนที่เข้าอบรม นบก. อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นวารสารที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์มาก....มีหลายเรื่องที่อยากนำมาถ่ายทอดต่อคิดว่าจะเป็นสาระที่มีข้อคิด และนำมาปรับปรุงตนเองได้.... อย่างเช่นเรื่อง MQ ความฉลาดทางจริยธรรม.. ลองอ่านดูนะคะ.....
"ท่ามกลางสังคมที่อยู่ในสถานการณ์ของความเสื่อมถอยทางจริยธรรมในจิตใจคน สิ่งที่เราทำได้ง่ายที่สุดคือ การหยุดคิดและทบทวนการกระทำของเราเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้เราหลงทาง และอ้างความชอบธรรมจากการกระทำที่ไม่ถูกไม่ควร"
ความฉลาดทางจริยธรรม หรือที่รู้จักในนาม MQ (Moral Oral Quotient) หมายถึง ความฉลาดทางจริยธรรมหรือศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี นอกเหนือไปจาก IQ ความฉลาดทางสติปัญญา หรือ MQ ความฉลาดทางอารมณ์ หรือความฉลาดในการเข้าใจและควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ของตนเอง
MQ นอกจากจะหมายถึงคุณธรรมที่ดี อีกมุมหนึ่งหมายถึง ระดับความเห็นแก่ตัวด้วย การมีความฉลาดทางจริยธรรม ย่อมส่งผลให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ไม่เห็นแก่ตัว คิดดี ทำดี และพูดดีด้วย มีความเมตตาปรานีและรู้จักให้อภัย ลักษณะนิสัยดังกล่าว ไม่สามารถฝึกฝนได้ในช่วงเวลาสั้นๆ การที่บุคคลหนึ่งจะมี MQ ในระดับดีนั้น จำเป็นต้องได้รับการปลูกฝังให้มีพื้นฐานตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรก หากเด็กได้รับการปลูกฝังด้านศีลธรรม การรู้จักให้ความรัก และการปลูกฝัง MQ ตั้งแต่วัยเยาว์ โดยการสอน หรือ การปฏิบัติตนของผู้ใหญ่ให้เป็นตัวอย่าง จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้บุคคลสามารถพัฒนา MQ ได้ในระดับหนึ่ง ส่วนจะฝังลึกลงไปในจิตสำนึกมากน้อยแค่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการำด้รับการปลูหฝัง ซึ่งจะรอการกระตุ้นอีกครั้งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้รับการอบรมพัฒนาเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในด้านการฟัง เช่น การฟังเทศน์ ฟังธรรม ฯลฯ การอ่านหนังสือธรรมะ เป็นต้น เพราะการปลูกฝังที่ไม่เท่ากันนี้เอง ทำให้พบว่าเราทุกคนต่างมีเพื่อนที่มีระดับคุณธรรมจริยธรรมไม่เท่ากัน ทั้งๆที่ บางคนเรียนจบมาจากสถาบันเดียวกัน และยิ่งหากบุคคลใดไม่มีอยู่ในจิตสำนึกดั้งเดิมแล้ว ไม่ว่าโตขึ้นจะได้รับการกระตุ้นอย่างไร ก็ไม่สามารถ ทำให้บุคคลผู้นั้นกลายเป็นคนดีขึ้นมาได้
การพิจารณาบุคคลตามลักษณะของ 3 Q แบ่งเป็น 8 ประเภท
ประเภทที่ 1 IQ สูง EQ สูง MQ สูง เรียกว่าเลิศไปทุกด้าน เป็นบุคคลตัวอย่าง
ประเภทที่ 2 IQ สูง EQ สูง แต่ MQ ต่ำ เป็นบุคคลประเภทฉลาด ความรู้ดี แต่ขี้โกง ฉลาดแกมโกง อารมณ์ดี เก็บความรู้สึกเก่ง ไม่คำนึงถึงศีลธรรม
ประเภทที่ 3 IQ สูง EQ ต่ำ MQ สูง เป็นคนมีความรู้ดี แต่อารมณ์อ่อนไหว ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ โกรธง่าย แต่เป็นคนซื่อตรงไม่คดโกง ไม่ทำร้ายใคร เข้าตำราปากร้ายใจดี
ประเภทที่ 4 IQ ต่ำ แต่ EQ สูง และ MQ สูง เป็นประเภทมีความรู้น้อยแต่ก็สุขุม ควบคุมอารมณ์ได้ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม
ประเภทที่ 5 IQ ต่ำ EQ ต่ำ แต่ MQ สูง เป็นคนมีความรู้น้อย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ ขี้โมโห แต่ก็เป็นคนซื่อตรงไม่คดโกง ปากร้ายใจดี
ประเภทที่ 6 IQ ต่ำ EQ สูง MQ ต่ำ ประเภทนี้หายากแต่ก็พอมี ลักษณะเป็นคนที่มีสติปัญญาค่อนข้างต่ำ เรียนไม่เก่ง คิดไม่ค่อยทันชาวบ้าน มีนิสัยเป็นคนใจเย็น แต่อาจทำอะไรโดยขาดเหตุผล ไม่ค่อยใช้ความคิดจึงทำผิดศีลธรรมได้ง่าย เช่น การลักเล็กขโมยน้อย หรืออาจเป็นคนปัญญาอ่อน ที่ทำอะไรผิดเพราะขาดความยั้งคิด
ประเภทที่ 7 IQ สูง แต่ EQ และ MQ ต่ำ มีความรู้ดี ฉลาด ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ ทั้งยังไม่คำนึงถึงศีลธรรม เป็นตัวโกงในอุดมคติของลิเกไทย จอมวางแผนชั่วร้าย
ประเภทที่ 8 IQ EQ และ MQ ต่ำ แบบนี้คงหายาก เพราะไม่มีส่วนดีเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้ การควบคุมอารมณ์ และระดับจริยธรรมในใจ อาจจะเป็นคนที่มีปัญหาทางจิตหรือโรคจิต
เชื่อว่าต่อไปนี้..นอกจากท่านจะให้คำตอบแก่ตัวเองได้แล้ว...ท่านคงไม่สงสัยพฤติกรรมของคนที่รู้จัก/ใกล้ชิดกันอีก ....ที่สำคัญเมื่อรู้แล้วควรหมั่นนำมาใช้ตรวจสอบทบทวนตัวเองเป็นระยะๆ กันดีไหม....
"ที่มา...มุมจริยธรรม..จุลสารพัฒนาข้าราชการพลเรือน ฉบับเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2549"
...วิธีการปรับ EQ เบื้องต้น...
« เมื่อ: มิถุนายน 17, 2009, 11:36:13 AM »
--------------------------------------------------------------------------------
เป็นบทความจาก http://www.patid.com/ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ครับ....
วัตถุประสงค์ของการปรับแต่ง EQ ก็คือ ต้องการให้ระบบเสียงโดยรวมที่ออกมาจากลำโพงนั้นมีความถี่เสียงทุกเสียงดังออกมาเท่าๆกัน
พูดง่ายๆก็คือ ต้องการให้ เสียงทุ้ม เสียงกลาง เสียงแหลม มีระดับความสมดุลย์ของความดังให้มากที่สุด ในระดับความดังน้อยๆ (เสียงค่อย)นั้น...... หูมนุษย์จะตอบสนองกับเสียงทุ้มและเสียงแหลมน้อยมาก คือไม่ค่อยได้ยินนั่นเอง แต่จะได้ยินเสียงกลางมากที่สุดเครื่องเสียงชั้นดีโดยทั่วๆไปนั้น จะผลิตความดังของทุกย่านความถี่ออกมาเท่าๆกันอยู่แล้ว
แต่ดังที่กล่าวแล้วว่า ในระดับความดังต่ำๆ เราจะไม่ได้ยินเสียงทุ้ม กับเสียงแหลม ทั้งที่มันก็ดังน่ะแหละแต่เราไม่ได้ยินซะเอง
ดังนั้นเครื่องเสียงส่วนใหญ่ จึงให้วงจรชดเชยมาอันนึง ที่เราเห็นว่าเป็นปุ่ม loudness
น่ะแหละ....ถ้าเรากดปุ่มนี้ลงไป เราจะรู้สึกได้ทันทีว่า เสียงดีขึ้นเพราะเราได้ยินเสียงครบทุกย่านความถี่นั่นเพราะ วงจร loudness จะไปยกระดับความดังของเสียงทุ้ม กะเสียงแหลมขึ้นมา
เพื่อชดเชยกับความสามารถของหูมนุษย์
ในที่นี้............. loudness ก็ทำหน้าที่ EQ ให้เราไงครับทีนี้...........สำหรับนักเล่นที่พิถีพิถันขึ้นมาอีกหน่อย หรือในวงการของ concert หรือ house PAทั้งหลายแหล่...............แค่ loudness มันไม่พอหรอกครับ เพราะว่า............แต่ละสถานที่...แต่ละเวที...แต่ละสิ่งแวดล้อม...แต่ละห้อง
มันไม่เหมือนกันเลย......แต่ละแห่งก็ต้องการการปรับแต่ง EQที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสิ่งแวดล้อมตัวเองทั้งนั้น
EQ ขนาดปานกลางส่วนใหญ่ มักจะมีข้างล