ในการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หมู่บ้านข้าวโพดลดหมอกควัน เท่าที่ดำเนินงานมา 3 ปี พบว่าการดำเนินงานต้องใช้
- ข้อมูลทางวิชาการจากภาควิชาการทั้งหลาย ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยวิจัย
- ความร่วมมือของคนในชุมชนที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
- การสนับสนุนของหน่วยงานทั้งราชการส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่นในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหา สนับสนุนทั้งในส่วน soft service หรือ งบประมาณ
1. การอัดฟ่อน จำเป็นต้องมี เครื่องอัดฟ่อน ชาวบ้านต้องการแบบอัตโนมัติ (พิสูจน์แล้ว) เครื่องหนึ่งราคา 4.5 แสนบาท โดยชาวบ้านต้องมีรถไถ หากเป็นเครื่องแบบใช้มือคนเข้าช่วยน่าจะอยู่ที่เกือบๆ 2 แสนบาท ในกรณีที่ส่งเสริมให้เป็นอาชีพต้องมีโกดังเก็บเปลือกฝักที่อัดไว้ก่อน จำนวน 1-2 โรง เพื่อเป็นตัวอย่าง ในแต่ละโรงน่าจะอยู่ที่ 1 ล้านบาท อาจทำเป็นกองทุนทิ้งไว้ได้
2. การทำกระดาษ ซึ่งต่อเนื่องจากการอัดฟ่อน ควรมีตัวตีเยื่อ ในแต่ละหมูบ้านให้มี 1 ตัว ราคาโดยประมาณแบบเดา 50,000-60,000 บาท และงบดำเนินการ เช่น สารเคมี ค่าแรงของคนทำ ค่าจ้างโรงงานทำเป็นม้วน และค่าอื่นๆ เช่น ซื้อัวัสดุทำถุง/หูหิ้ว ที่อาจมี เป็นต้น ซึ่งให้ประเดิมไว้ก่อนที่จะส่งจำหน่ายได้ น่าจะตกหมู่บ้านละ 50,000-100,000 บาท ทั้งนี้ให้แต่ละหมู่บ้านทำเป็นกองทุนและมีการบริหารจัดการอย่างชัดเจนให้นายอำเภอดูแล
3. การทำเป็นอาหารหมัก (silage) และอาหารผสมครบส่วน หรืออาหารที่มีทั้งอาหารหยาบและอาหารข้นที่มีคุณค่าสูง (TMR) ซึ่งต่อยอดจากการอัดฟ่อเช่นกัน จำเป็นต้องมีถังแบบล๊อกฝาได้เพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปขนาดใบละ 100 ลิตร โดยประมาณ ในแต่ละหมู่บ้านให้มีซัก 80-100 ใบ ราคาน่าอยู่ที่ 300 กว่าบาท ต้องสอบถามอีกครั้ง หลังจากทำและส่งจำหน่ายให้กับผู้เลี้ยงวัวขุนหรือวัวนมแล้ว นำกลับมาใช้ใหม่ได้
4. การทำปุ๋ยหมัก ซึ่งจะใช้เปลือกฝักข้าวโพดและแกนฝักข้าวโพด รวมทั้งอาจใช้ตอซังด้วย บางหมู่บ้านที่สนใจและรวบรวมตอซัง (ต้นที่แห้งตายในไร่ปลูก) ได้ง่ายจะเห็นผลชัดเจน กิจกรรมนี้จะมีค่ายูเรีย มูลสัตว์ กากน้ำตาล ค่าแรงประเดิมให้เป็นกองทุนก่อน น่าตกประมาณ 1 แสนอัพ หากจะให้ดีขอ ดร.สริยามาช่วยด้วย โดยทำเป็นปุ๋ยอัดเม็ด และปุ๋ยแบบสั่งตัดได้จะดีมาก ถือว่าเป็น OTOP 3 ดาวอัพได้เช่นกัน
5. กิจกรรมการนำเปลือกฝัก แกนฝัก และตอซัง ไปใช้เป็นวัสดุรองพื้นในระบบการเลี้ยงหมูหลุม (เฉพาะพื้นที่ที่ชาวบ้านเลี้ยงหมูมาก และสนใจที่จะเลี้ยงในระบบนี้) จำเป็นต้องมีเครื่องสับตอซังซึ่งบางหมู่บ้านอาจมีแล้ว โดยได้รับแจกไปแล้วเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจใช้วิธีทำเป็นกองทุนส่งเสริม โดยให้ประมาณหมู่บ้านละ 1-2 แสนบาท มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 ราย (ถ้ามีถึง 20 รายจะดีมาก เพราะจัดเป็นกลุ่มตาม กม. ได้เลย นายอำเภอควบคุมดูแล และสนับสนุนต่อไปได้) หลังจากขายปุ๋ยได้ ให้หักเงินบางส่วนมาสมทบกองทุนเพื่อความยั่งยืนของสมาชิก
6. การเพาะเห็ด (กิจกรรมเสริม) ถ้าหมู่บ้านใดสนใจ กิจกรรมนี้จะใช้เปลือกฝักและตอซังนิดหน่อยเท่านั้น แต่จะดีในแง่มีเห็ดไว้ทานในครัวเรือนสำหรับกรณีแกนฝักข้าวโพด
สิ่งที่ได้จากการดำเนินงาน
1. ด้านสังคม ได้มีโอกาสในการเลือก การรับรู้เทคโนโลยีเพื่อนำไปปปรับใช้ในชุมชน และสร้างความร่วมมือของคนในชุมชนให้รักชุมชนของตนเอง พึ่งพาตนเองได้ มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับ
2. ด้านเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้จากการนำเศษวัสดุที่มีค่าเป็น 0 กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น
3. ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ลดปัญหาหมอกควันในระดับชุมชน ผู้ก่อเป็นผู้แก้ปัญหา และสร้างประบนการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาไปพร้อม ๆกัน อีกทั้งสุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น