การแก้ปัญหาต้องเดินไปพร้อมกันทุกภาคส่วน


ในการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หมู่บ้านข้าวโพดลดหมอกควัน เท่าที่ดำเนินงานมา 3 ปี พบว่าการดำเนินงานต้องใช้

  • ข้อมูลทางวิชาการจากภาควิชาการทั้งหลาย ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยวิจัย 
  • ความร่วมมือของคนในชุมชนที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
  • การสนับสนุนของหน่วยงานทั้งราชการส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่นในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหา สนับสนุนทั้งในส่วน soft service หรือ งบประมาณ
ทั้งนี้การดำเนินงานต้องทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไป คือ ทั้งการปราบปราม และการป้องกัน สำหรับการปราบปรามก็เป็นนโยบายที่ชัดเจนที่หน่วยงานที่ถือกฏหมายต่าง ๆ ไว้ ไม่ว่าจะเป็นกฏหมายสิ่งแวดล้อม กฏหมายทางการปกครอง ก็ต้องเข้มงวดและนำมาใช้อย่างจริงจัง
แต่จะให้ยั่งยืนต้องมาเรียนรู้และป้องกัน โดยการส่งเสริมการนำเศษเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ซัง ตอ เปลือก แกน ข้าวโพดมาทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และสร้างจิตสำนึกของคนในชุมชนควบคุ่กันไป

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายอำเภอแม่แจ่ม ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น ซึ่งทางรองผู้ว่าฯ สนใจการนำเปลือกข้าวโพดมาทำเป็นกระดาษ ทั้งระดับครัวเรือน และระดับอุตสาหกรรม

ร่วมประชุมระดมความคิดเห็นจากทั้งผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นายอำเภอแม่แจ่ม อบต. ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชน เจ้าของพื้นที่ ก.วิทย์ ผู้สนับสนุนงบประมาณ ม.เชียงใหม่ เครือข่ายในพื้นที่เจ้าของโครงการ เพื่อกำหนดทิศทาง แผนในการดำเนินงานในระยะต่อไป ซึ่งคาดว่าที่ แม่แจ่มโมเดล จะสามารถเป็นต้นแบบให้หมู่บ้านอื่นๆ ได้มาเรียนรู้วิธีการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อลดหมอกควัน การบริหารจัดการภายในหมู่บ้าน และการสร้างเครือข่าย

ร่วมจัดนิทรรศการเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล และโอกาสในการพัฒนาท้องถิ่นด้วยการนำ วทน. ไปใช้ในชุมชน โดยคนชุมชนเป็นผู้เลือกเองว่าต้องการเทคโนโลยีอะไรตามความสามารถของแต่ละบุคคล

นี่คือกระดาษที่ทำมาจากเปลือกข้าวโพด ซึ่งสามารถทำได้ทั้งระดับครัวเรือน ระดับท้องถิ่น และระดับโรงงานอุตสาหกรรม จากที่ผมสัมผัสมา ทั้งเนื้อกระดาษและกระบวนการผลิต มีศักยภาพพอที่จะนำมาผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้
ผมมีข้อมูลเทคโนโลยีที่ใครสนใจก็ลองอ่านดูได้ครับ

1. การอัดฟ่อน จำเป็นต้องมี เครื่องอัดฟ่อน ชาวบ้านต้องการแบบอัตโนมัติ (พิสูจน์แล้ว) เครื่องหนึ่งราคา 4.5 แสนบาท โดยชาวบ้านต้องมีรถไถ หากเป็นเครื่องแบบใช้มือคนเข้าช่วยน่าจะอยู่ที่เกือบๆ 2 แสนบาท ในกรณีที่ส่งเสริมให้เป็นอาชีพต้องมีโกดังเก็บเปลือกฝักที่อัดไว้ก่อน จำนวน 1-2 โรง เพื่อเป็นตัวอย่าง ในแต่ละโรงน่าจะอยู่ที่ 1 ล้านบาท อาจทำเป็นกองทุนทิ้งไว้ได้

2. การทำกระดาษ ซึ่งต่อเนื่องจากการอัดฟ่อน ควรมีตัวตีเยื่อ ในแต่ละหมูบ้านให้มี 1 ตัว ราคาโดยประมาณแบบเดา 50,000-60,000 บาท และงบดำเนินการ เช่น สารเคมี ค่าแรงของคนทำ ค่าจ้างโรงงานทำเป็นม้วน และค่าอื่นๆ เช่น ซื้อัวัสดุทำถุง/หูหิ้ว ที่อาจมี เป็นต้น ซึ่งให้ประเดิมไว้ก่อนที่จะส่งจำหน่ายได้ น่าจะตกหมู่บ้านละ 50,000-100,000 บาท ทั้งนี้ให้แต่ละหมู่บ้านทำเป็นกองทุนและมีการบริหารจัดการอย่างชัดเจนให้นายอำเภอดูแล

3. การทำเป็นอาหารหมัก (silage) และอาหารผสมครบส่วน หรืออาหารที่มีทั้งอาหารหยาบและอาหารข้นที่มีคุณค่าสูง (TMR) ซึ่งต่อยอดจากการอัดฟ่อเช่นกัน จำเป็นต้องมีถังแบบล๊อกฝาได้เพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปขนาดใบละ 100 ลิตร โดยประมาณ ในแต่ละหมู่บ้านให้มีซัก 80-100 ใบ ราคาน่าอยู่ที่ 300 กว่าบาท ต้องสอบถามอีกครั้ง หลังจากทำและส่งจำหน่ายให้กับผู้เลี้ยงวัวขุนหรือวัวนมแล้ว นำกลับมาใช้ใหม่ได้

4. การทำปุ๋ยหมัก ซึ่งจะใช้เปลือกฝักข้าวโพดและแกนฝักข้าวโพด รวมทั้งอาจใช้ตอซังด้วย บางหมู่บ้านที่สนใจและรวบรวมตอซัง (ต้นที่แห้งตายในไร่ปลูก) ได้ง่ายจะเห็นผลชัดเจน กิจกรรมนี้จะมีค่ายูเรีย มูลสัตว์ กากน้ำตาล ค่าแรงประเดิมให้เป็นกองทุนก่อน น่าตกประมาณ 1 แสนอัพ หากจะให้ดีขอ ดร.สริยามาช่วยด้วย โดยทำเป็นปุ๋ยอัดเม็ด และปุ๋ยแบบสั่งตัดได้จะดีมาก ถือว่าเป็น OTOP 3 ดาวอัพได้เช่นกัน

5. กิจกรรมการนำเปลือกฝัก แกนฝัก และตอซัง ไปใช้เป็นวัสดุรองพื้นในระบบการเลี้ยงหมูหลุม (เฉพาะพื้นที่ที่ชาวบ้านเลี้ยงหมูมาก และสนใจที่จะเลี้ยงในระบบนี้) จำเป็นต้องมีเครื่องสับตอซังซึ่งบางหมู่บ้านอาจมีแล้ว โดยได้รับแจกไปแล้วเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจใช้วิธีทำเป็นกองทุนส่งเสริม โดยให้ประมาณหมู่บ้านละ 1-2 แสนบาท มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 ราย (ถ้ามีถึง 20 รายจะดีมาก เพราะจัดเป็นกลุ่มตาม กม. ได้เลย นายอำเภอควบคุมดูแล และสนับสนุนต่อไปได้) หลังจากขายปุ๋ยได้ ให้หักเงินบางส่วนมาสมทบกองทุนเพื่อความยั่งยืนของสมาชิก

6. การเพาะเห็ด (กิจกรรมเสริม) ถ้าหมู่บ้านใดสนใจ กิจกรรมนี้จะใช้เปลือกฝักและตอซังนิดหน่อยเท่านั้น แต่จะดีในแง่มีเห็ดไว้ทานในครัวเรือนสำหรับกรณีแกนฝักข้าวโพด




สิ่งที่ได้จากการดำเนินงาน

1. ด้านสังคม ได้มีโอกาสในการเลือก การรับรู้เทคโนโลยีเพื่อนำไปปปรับใช้ในชุมชน และสร้างความร่วมมือของคนในชุมชนให้รักชุมชนของตนเอง พึ่งพาตนเองได้ มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้รับ

2. ด้านเศรษฐกิจ  เพิ่มรายได้จากการนำเศษวัสดุที่มีค่าเป็น 0 กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

3. ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ลดปัญหาหมอกควันในระดับชุมชน ผู้ก่อเป็นผู้แก้ปัญหา และสร้างประบนการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาไปพร้อม ๆกัน อีกทั้งสุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น