ศีลแปดกับหนู จดหมายถึงครูจากใจ

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

กราบสวัสดีค่ะครู

สิบวันนับจากวันครู (16 มกราคม 2556) หยิบสมุดเช็คลิสต์ที่จะติ๊กข้อปฏิบัติของตนเองแล้วก็ต้องส่ายหน้า

“กับกระดาษที่ กลวงโบ๋”

แบบอยู่ในโหมด off record

เป็นเหตุย้ำชัด แบบที่ไม่ต้องรอครูเคาะกะบาล แล้วก็มีเสียงว่า “สนน ไอ้ติ๋วเอ้ย”

ได้แต่มานั่งทบทวนกับตนเอง

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ สิบวันแล้วนะติ๋ว ที่หลวงปู่ ครู และแม่ เมตตาให้โอกาส ตั้งใจ ปวารณารักษาศีล 8 ตลอดชีวิต

สิบวันนี้มีอะไรเปลี่ยนไปกับตนเองบ้าง

ที่รู้สึกกับตนเองคือ ที่โดดเด่นแจ่มชัด เป็นศีลแปดแบบอ่อนหัดจริง ๆค่ะ

ยังเป็นศีลข้างนอกที่เป็นรั้ว เป็นเกราะคอยเรียกสติ แต่ยังมิได้ย้ำชัดลงเข้าไปในใจค่ะครู

น่าอายแต่มันจริง หนูไม่ใช่ผู้ปฏิบัติศีล 8 ออกมาจากใจ

แต่ที่พยายามอยู่คือ หนูพยายามจะเอาหลักของศีล 8 มาล้อมตนเอง เพื่อขัดเกลาจิตใจ ศีล 8 จึงอยู่นอก ๆ อยู่สำหรับหนู

จะหยิบจะจับ จะกิน จะอะไรในวันทำงานก็รู้สึก โก่งโก๊ง กับตนเองบ้างเจ้าค่ะ เป็นดั่งวันที่ครูเห็นคือ ไม่รู้จะรับ-ส่งบัตรจอดรถในห้างสรรพสินค้ายังไง จนครูเมตตา ให้ทางสว่างว่า “ก็หาสมุดอะไรสักอย่างรองซิ”

ตอนนั้นหนูรู้สึก เออ จริงด้วย หนูคิดไม่ได้เลย เฮอะ ๆ

ว่ากันไปที่ศีลทีละข้อ ข้อหนึ่งของหนู ไม่ฆ่าไม่ทำร้ายโดยตรง แต่ยังคงเบียดเบียนผู้คนชัดอยู่เจ้าค่ะ ในการทำงานล่าช้าของหนู สร้างความยุ่งยากให้เพื่อนร่วมงานไม่น้อย กับสถานการณ์ที่หนูเตรียมเปลี่ยนที่ทำงานเช่นนี้ โดนดีจนเมื่อวันอังคารที่ตามครูไปเป็นวิทยากรไม่ได้รับการเซ็นอนุมัติ เลยต้องใช้เป็นวันลาป่วยแทน มานึกย้อนกับตนเองถ้าหนูรู้ว่าไม่อนุมัติหนูจะยังไปไหม คำตอบก็คือ “ไปค่ะ” หนูจึงบอกกับตนเองว่า บางทีใคร ๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องเห็นดีด้วยนะ แต่เราได้ทำแล้ว ถูกตรงแล้วกับความตั้งใจในตนแล้วก็ไม่มีสงสัยค่ะครู

ศีลข้อสอง ว่าด้วยการลักทรัพย์ ขโมยเงินหรือหยิบจับ ของ ๆ คนอื่น ๆ ข้อนี้ก็พอไหวเจ้าค่ะ แต่ที่ด่างพร้อยก็มีตรงที่บางวันก็ไปทำงานสาย

ศีลข้อสามยกระดับจากเว้นจากการประพฤติผิดในกามมาเป็นรักษาเพศพรหมจรรย์ หนูขอสารภาพจากใจ ตอนที่ปวารณาเป็นการเปล่งออกจากใจภายในที่ตั้งใจเชื่อหลวงปู่และครู

“เหมือนพระอริยะให้ของล้ำค่าแล้วหนูจะรับไหม”

คำตอบอย่างไม่ต้องสงสัยคือ “รับค่ะ”

แม้จะรู้ว่าไม่ง่าย แต่ที่เอ่ยปากให้นั่นหมายถึง หนูมีโอกาสรับไว้ได้หากเพียรพอ ง่าย ๆ กับตนเองก็คือ

“เชื่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์เจ้าค่ะ”

แล้วแปดวันผ่านไปถึงว่านึกได้ว่า อ้าวนี่หนูจะสัมผัสผู้ชายไม่ได้ตลอดชีวิตเลยนี่นา (นึกย้อนกับตนเอง จิตก่อนหน้านี้มันมีลางสังหรณ์ไหมนะ หลัง ๆ กอดพ่อบ่อยขึ้น ทั้งนวดและประคบให้ เหมือนตอนที่หลวงพี่จะบวชเลย เพราะหลังจากวันนั้นก็เหมือนไม่มีสิทธิ์แล้ว)

นั่นก็หมายถึงว่า “ชาตินี้จะไม่ได้แต่งงาน”

นึกขึ้นได้รู้สึก “สาธุ แล้วก็ขำกับตนเองเจ้าค่ะ แบบก๊ากเลยก็ว่าได้”

อาจจะเป็นข้อดีของคนปัญญาน้อยอย่างหนู ที่คิดไม่ทัน แบบผ่านไปตั้ง 8 วัน

ครูบาอาจารย์ล้ำเลิศในการชี้ทางศิษย์แบบสุดยอด ที่ทำให้จิตหนูไม่มีขัดเคือง สาธุ

เหมือนใจที่เคยหมอง เมื่อตอนสงสัยว่า สรุปแล้ว ชีวิตนี้ จะหนีเรื่องแต่งงานพ้นไหม เพราะบางทีก็รู้สึกว่า พ่อแม่ยังหวังให้สร้างครอบครัว ทางนี้จึงถูกปิดฉากไปโดยปริยาย อย่างไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งสิ้น

(แต่กว่าหนูจะมาคิดได้ก็ 8 วัน ขำซะไม่มีกับตนเองเจ้าค่ะ)

ศีลข้อ 4 ข้อนี้หนูแย่มากเลยเจ้าค่ะ เหมือนกอดข้ออื่น ๆ ไว้ แล้วพยายามแก้ไขข้อนี้ ที่เคยบอกพี่ที่ทำงานว่าจะรีบเคลียร์ตนเองให้เสร็จก่อนไป ส่งงานวันที่ 25 นี่ก็ถึงกำหนดแล้ว ยังไม่เสร็จ เสร็จก็บางงานที่เดี๋ยวนี้จริง ๆ เหลือค้างอีกเพียบ

ข้อปฏิบัติที่ครูให้ไว้ ก็ทำแบบกระปิดกระปรอย ไม่อยู่กับร่องกับรอยในตนเอง

หนูชอบเวลาที่ใคร ๆ บอกว่า “รักษาสัจจะเป็นที่หนึ่ง”

ทำให้หนูได้สำรวจเข้ามาที่ใจหยาบ ๆ ก็เห็นว่า มันยาก และยังห่างไกลเจ้าค่ะ

แต่ก็ต้องพยายามขัดเกลากับตนเองต่อไปเจ้าค่ะ

ศีลข้อห้าไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยา ไม่กินกาแฟ ข้อนี้ดีหน่อยอย่างหยาบผ่านฉลุยแต่ที่ละเอียดลงไปถึงการรักษาสติ ยังต้องปรับปรุงอีกมากเจ้าค่ะ เพราะยังขาดสติบ่อย ๆ

ศีลข้อหก ไม่ทานหลังเที่ยง ก่อหน้านี้ครูเมตตาให้ได้ฝึกมาแล้ว แบบพอได้ บ่าย ๆ ก็ยังมีหิวบ้างก็จะทานสาหร่ายและเม็ดทานตะวันเจ้าค่ะ ข้อนี้ครูเมตตาให้โอกาสโดยมอบบาตรให้ 1 ใบแล้วก็บอกว่า ต่อไปให้ฝึกใช้บาตรเดียว อันนี้ยังเป็นแบบใช้แต่ไม่ค่อยเปิดเผยเจ้าค่ะ บางวันทานในรถ บางวันหยิบขึ้นมาทานตอนที่ไม่มีใคร บางวันไปทานก๋วยเตี๋ยวแบบเอาลงบาตรนี่แหละเจ้าค่ะ ก็พอได้กับตนเองเจ้าค่ะ แบบยอมรับว่ายังเป็นทำค่ะ แต่ไม่เปิดเผยกับใครเจ้าค่ะ

ศีลข้อ 7 ไม่แต่งหน้า ไม่ใช้เครื่องสำอางของหอม ไม่ดูละคร ไม่ฟังเพลง อันนี้พอได้บ้างเจ้าค่ะ เห็นว่าพอไม่ดูข้างในฟุ้งซ่านน้อยลง ส่วนเพลงวันที่ทำสรุปพรีเซ็นเตชั่น ที่ วสส. ตอนแรกก็ไม่แน่ใจกับตนเอง แต่รู้สึกข้างในว่า เป็นหน้าที่ ไม่ใช่ความคะนองที่ทำเพื่อตนเอง จึงใส่เพลงเข้าไปเพื่อนำเสนอภาพเจ้าค่ะ แต่บางทีข้างในก็ได้ยินเสียงตนเองร้องเพลง หรือเดินไปได้ยินเสียงเพลงเท้าจะจับจังหวะเองก็มีเจ้าค่ะ ก็เป็นอะไรที่ต้องตั้งสติกับตนเองมากขึ้นเจ้าค่ะครู



ศีลข้อ8 ไม่นั่งนอนบนที่นอนสูง นุ่น หรือสำลี อันนี้ก็สบายกับตนเองที่ไม่นอนแต่เดิมอยู่แล้ว เป็นอะไรที่นอนง่าย ก็เลยเก็บเสื่อที่บ้านพับรองผ่องถ่ายเจ้าค่ะ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ข้างในเบาขึ้น อธิบายได้ไม่ชัดเจนนักเจ้าค่ะ แต่รู้ในตนเองว่า เหตุเริ่มจากที่หลวงปู่และครูชี้ทางให้ปวารณา ผลจึงเกิดให้ความรู้สึกว่า สิ่งรุงรังภายในใจลดลงอย่างแจ่มชัดกับตนเอง แต่ก็ยังเหลืออีกมากอยู่ที่ต้องสู้ ฝืนใจกิเลสขัดเกลาต่อไป

หากไม่ได้ครูกะปุ๋ม แล้ว หนูก็นึกไม่ออกว่า หนูจะไหลไปอยู่นรกขุมไหน


ครูเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตใหม่

ครูอดทนสอนหนู ทั้ง ๆที่หนูเป็นนักเรียนรู้ที่ไม่ดีเลย เรียนรู้อะไร ๆ ได้ช้ามาก

ขนาดคำสั่งครู จิตหนูมันยังจำไม่ได้ น่าเจ็บใจกับตนเองจริง ๆเจ้าค่ะครู

วันนี้ครูให้บทธรรมข้อนี้ชัดแจ่ม ข้างในทุกข์มาก ใจไม่ปรารถนาให้ครู เอ็ดตะโล แต่ความโง่ของหนูก็ยังสร้างเหตุจนได้

ขนาดครูไม่สบาย ครูก็ยินดี เสียสละเพื่อให้ จิตหนูได้เจริญก้าวหน้า เพื่อหาทางแก้ไขในตนเอง


กราบขอบพระครูในความเมตตาของครูเจ้าค่ะ ที่พอจะเป็นผู้เป็นคนได้ก็เพราะชีวิตมีครูกะปุ๋มเมตตาสอนสม่ำเสมอเจ้าค่ะ สาธุ