สาระน่ารู้ สตรีไทย
นายอานนท์ ภาคมาลี (หมอแดง)
การกินหญิงไทยควรปฏิบัติ เพื่อสุขภาพ
กินอาหาครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ กินข้าวเป็นอาหารหลักสลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ กินพืชผักให้มากและกินผลไม้เป็นประจำ
กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร หลีกเลี่ยงการกินอาหารหวานจัด และเค็มจัด กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน
งดหรือลดเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อควรรู้ ทุกครั้งที่ปรุง/ประกอบอาหารเลือกใช้เกลือ/น้ำปลา/ผลิตภัณฑ์ปรุงรสเสริมไอโอดีน เมื่อเจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรัง เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด ควรปรับพฤติกรรมการบริโภคดังนี้
เบาหวาน ควบคุมอาหารและน้ำหนักตัว โดยกินอาหารวันละ 3 มื้อ แต่ละมื้อประกอบด้วยอาหาร 5 หมู่ ในประมาณและสัดส่วนพอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย กินให้ตรงเวลา กินอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่นข้าวซ้อมมือ ผลไม้ ไม่หวานจัด งดอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด เช่น ขนมหวาน น้ำหวาน เป็นต้น หลีกเลี่ยงการกินเนื้อ ที่ติดมัน ไขมันจากสัตว์ทุกชนิด อาหารทอดทุกชนิด และอาหารที่มีกะทิ
ความดันโลหิตสูง งดอาหารเค็ม ควบคุมน้ำหนัก ลดอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน ของหวาน
ภาวะไขมันในเลือดสูง ลดปริมาณอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่สมองสัตว์ ไข่แดง หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง เครื่องในสัตว์ เป็นต้น โดยจำกัดให้ได้ไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน ลดปริมาณอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ลดปริมาณอาหารจำพวกแป้งให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหมู กะทิ น้ำมันปาล์ม ในการประกอบอาหาร เลือกกินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา อกไก่ เลือกใช้น้ำมันพืชในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย การปรุงอาหารใช้วิธี นึ่ง ต้ม อบ ย่าง แทนการทอดหรือผัดใช้น้ำมัน กินอาหารที่มีใยมาก เช่นข้าวซ้อมมือ ผักต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัด งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์
โรคหัวใจขาดเลือด ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดปริมาณการกินอาหารที่มีไขมันสูง (อาหารที่มีคอเลสตอรอลและไตรกลีเซอรีด์สูง) เช่นไขมันจากสัตว์ หนังเป็ด หนังไก่ เนย ไข่แดง อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ สมองสัตว์ อาหารที่มีรสหวานจัด ขนมหวาน ลดการกินอาหารที่มีรสเค็ม และอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง เช่น กะทิ น้ำปลา ซีอิ้ว น้ำซอสชนิดต่างๆ ผักดองเค็ม หนำเลี้ยบ กุนเชียง หมูแผ่น หมูหยอง เต้าหู้ยี้ งดการดื่มกาแฟ ชา งดและลดการดื่มสุรา
อ้วน กินอาหารสมดุล ควบคุมสัดส่วน และปริมาณอาหารตามโภชนาการ กินอาหารธรรมชาติไม่แปรรูป กินผักและผลไม้รสไม่หวาน หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด หวานจัด และเค็มจัด กินอาหารมื้อเย็นแต่วัน อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนนอน
กินอย่างไรสวยสมวัย ห่างไกลโรค
1. กลุ่มของทารก (0-12 เดือน) สำหรับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนควรให้เฉพาะนมอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องให้น้ำหรืออาหารอื่น เมื่อครบ 6 เดือนขึ้นไป สามารถให้อาหารได้ตามวัยควบคู่ไปกับนมแม่ ซึ่งในการเตรียมอาหารให้กับทารกต้องถูกสุขลักษณะและเหมาะสมตามพัฒนาการการกิน การย่อย เริ่มขากอาหารเหลวไปสู่อาหารอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย ควรเลือกอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลียงสำหรับวันนี้ คือ อาหารที่ใส่สี สารกันบูด และผงชูรส
2. กลุ่มของเด็กวัยก่อนเรียน เด็กวัยนี้ควรให้รับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็นปลา เนื้อสัตว์ ไข่ รวมทั้งผัก ผลไม้ควรกินประจำและเสริมด้วยนมสดรสจืด อย่างน้อยวันละ 2-3 แก้ว รวมทั้งการฝึกให้มีมารยาทและนิสัยการบริโภคที่ดี พยายามให้งดอาหารประเภทขบเคี้ยวลูกอม น้ำหวาน น้ำอัดลม ซึ่งจะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย
3. กลุ่มของเด็กวัยเรียน ในวัยนี้เป็นวัยกำลังเจริญเติบโต ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลากหลายชนิด กินให้ครบทั้ง 3 มื้อ ในเด็กให้ดื่มนมรสจืดทุกวัน อย่างน้อยวัยละ 1 แก้วและควรให้เกลือเสริมไอโอดีนในการอาหาร รวมทั้งการบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก เช่น ตับ เลือด เนื้อสด ผัก ผลไม้ นอกจากนี้ต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารขบเคี้ยว อาหารรสจืด เช่น หวานจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด รวมไปถึงอาหารจานด่วนตามแบบตะวันตก
4. กลุ่มของหญิงตั้งครรภ์ ในกลุ่มนี้ควรบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่มากขึ้น รวมทั้งการดื่มนมที่รสจืด และกินปลาที่สามารถกินได้ทั้งตัว เพื่อให้ได้แคลเซียม เลือกกินอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น ตับ เลือด หัวใจ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียวเข้ม เนื่องจากในกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และมักจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าที่ควรเป็น อาหารที่บริโภคเข้าไปต้องสามารถนำไปเสริมส่วนต่างๆที่ร่างกายขาดได้อย่างพอควร รวมไปถึงการบำรุงเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์อีกด้วยสำหรับอาหารที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ อาหารประเภท หมักดอง อาหารรสจืด อาหารที่ใส่ผงชูรส ชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด
5. กลุ่มอายุต่างๆ (วัยทำงาน 25-59 ปี) (หญิงวัยทอง 45-59 ปี) (ชายวัยทอง40-59 ปี)ในกลุ่มอายุต่างๆเหล่านี้ ยังคงต้องการสารอาหารและพลังงาน ดังนั้นต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งการกินอาหารประเภทปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นม และปลาที่กินทั้งตัว จำพวกปลาเล็กปลาน้อย กุ้งฝอย กุ้งแห้ง ส่วนในการปรุงอาหารก็ควรหันมาใช้น้ำมันพืช เพราะวัยนี้มักมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน จึงควรหมั่นออกกำลังกาย ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงของกลุ่มคนเหล่านี้ ได้แก่อาหารที่มีรสจัด ประเภทหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด อาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
6. กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) กลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆเริ่มเสื่อมถอยลง ทำให้ประสบปัญหาด้านสุขภาพ ควรเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการของโรคที่แทรกซ้อนต่างๆ อาหารหลักยังต้องรับประทานให้ครบ 5 หมู่ เน้นที่ปลาและพืชผักใบเขียว ผลไม้ไม่หวานจัด ลักษณะอาหารเป็นชนิดที่เคี่ยวและย่อยง่าย ประเภท ต้ม นึ่ง ตุ๋น และควรดื่มนม รับประทานปลาเล็กปลาน้อยและหลีกเลียงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภททอด หรือมีกะทิเนย อาหารรสจัดต่างๆ ชา กา แฟ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
โรคเรื้อรัง (Chronic disease) หมายถึงโรคที่เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการหรือต้องรักษาติดต่อกันนาน เป็นแรมเดือน แรมปี หรือตลอดชีวิต มักได้แก่โรคไม่ติดเชื้อ (Non-infectious disease) เป็นส่วนใหญ่ เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัมพาต โรคหัวใจ โรคหืด
การดูแลสุขภาพของผู้เจ็บป่วยเรื้อรัง
1. ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด โดยอาบน้ำทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และสระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตัดเล็บมือ เล็บเท้า ให้สั้นอยู่เสมอ เพื่อป้องกันเชื้อโรค ถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้นและให้ความอบอุ่นอย่างเพียงพอ จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
2. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันอย่างถูกวิธี โดยแปรงทุกวันอย่างถูกวิธี อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ เช้า และก่อนนอน ถูหรือบ้วนปากหลังรับประทานอาหาร เลือกใช้ยาสีฟันผสมฟูออไรด์ หลีกเลี่ยงการทานลูกอม ลูกกวาด ทอฟฟี่ ขนมหวานเหนียวต่างๆ เพื่อป้องกันฟันผุ ตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ไม่ควรใช้ฟันกัดขบของแข็ง
3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย คือ ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง ก่อนหลังการเตรียม ปรุง และรับประทานอาหาร รวมทั้งหลักการขับถ่าย
4. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตรายและหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด โดยการเลือกซื้ออาหารสด สะอาดปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก 3 ป คือ ประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด ปรุงอาหารให้ถูกสุขลักษณะและใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก 3 ส คือสงวนคุณค่า สุกเสมอ และสะอาดปลอดภัย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ รวมทั้งใช้ซ้อนกลางในการรับประทาอาหารร่วมกัน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาหารรสจัด ของหมักดอง รวมทั้งใส่อาหารสีฉูดฉาด ดื่มน้ำสะอาดทุกวัน อย่างน้อยวันละ 8 แก้วและรับประทานอาหารให้เป็นเวลา
5. งดสูบบุหรี่ สุรา สารเสพติด และการสำส่อนทางเพศ
6. สร้างความสัมพันธ์ ในครอบครัวให้อบอุ่น ทำได้โดยให้ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำงานบ้าน สมาชิกทุกคนในครอบครัวควรปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เผื่อแผ่น้ำใจให้กันและกัน จัดกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน ชวนกันไปทำบุญ
7. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท ทำได้โดยระวังป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดภายในบ้าน และระมัดระวังในการป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี โยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ออกกำลังกายและเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวัยและตรวจสุขภาพประจำปีกับแพทย์ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่สม่ำเสมอ โดยการพักผ่อนนอนหลับ อย่าต่ำ 8 ชั่วโมง จัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และที่ทำงานให้น่าอยู่ หาทางพักผ่อนคลายความเครียดเมื่อมีปัญหา หรือมีเรื่องไม่สบายใจมารบกวน อาจอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูภาพยนตร์ และช่วยเหลือผู้อื่นที่มีปัญหา
10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม เช่น การเป็นจิตอาสาในงานต่างๆของชุมชน
11. ให้รับประทานยาและปฏิบัติตนตามแผนการรักษาที่ได้รับและพบแพทย์เป็นประจำตามที่กำหนดนัด หรือไปก่อนกำหนดนัดเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
12. ในผู้ป่วยเบาหวานควรสวมใส่รองเท้าผ้าใบหรือใส่ถุงเท้าเมื่ออยู่ในบ้านหรือรองเท้าที่ไม่ปกปิดการเกิดแผลที่เท้า
13. ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงควรงดอาหารเค็มจัด ออกกำลังกายและตรวจวัดความดันสม่ำเสมอ
14. ผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ควรได้รับการทำกายภาพบำบัดเป็นประจำ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายให้สามารถคืนสู่ปกติได้
ผู้หญิงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ โรคต่างๆ ที่ติดต่อจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง โดยการร่วมเพศ เช่น โรคหนองใน ซิฟิลิส เริม และเอดส์ หากผู้หญิงเป็นโรคนี้แล้ว ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นชัดเจน กว่าจะรู้ก็มีอาการรุนแรงกว่าเดิม
อาการเหล่นี้น่าสงสัยหากคุณมีอาการต่อไปนี้ หลังร่วมเพศ 2-3วัน หรือจากนั้นหลายเดือนหรือเป็นปี หมายถึง คุณกำลังเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เจ็บเสี่ยวท้องน้อย หรือปัสสาวะแสบขัด เจ็บ ปวด หรือคันอวัยวะเพศ มีผื่นแผลหรือตุ่มใสบริเวณรอบๆอวัยวะเพศ ขาหนีบบวม ปริมาณ กลิ่น สี ของสิ่งที่ออกมาจากช่องคลอดผิดปกติ เช่นตกขาวมาก มีสีเหลือเข้มหรือมีกลิ่นเหม็น ประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกมาจากช่องคลอดหลังร่วมเพศ
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถหายเองได้ อาจแสดงอาการคล้ายคลึงกัน แต่มีสาเหตุจากเชื้อคนละชนิดซึ่งต้องการการรักษาที่แตกต่างกันยกเว้นโรคเอดส์ ที่ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาหายขาดได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการของโรคอาจหายไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แต่อาจแสดงอาการที่รุนแรงมาภายหลัง รวมทั้งอาจทำให้คุณเป็นหมันได้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สามารถถ่ายทอดสู่ลูกในท้องได้เมื่อคลอดออกมา เด็กจะพิการ เช่น ตาบอด จมูกแหว่ง ปัญญาอ่อน การักษาแต่เริ่มแรก ย่อมปลอดภัย เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้หญิง จะปรากฏในเวลาไม่แน่นอน ผู้หญิงควรสังเกตอาการผิดปกติในระยะหลังการร่วมเพศทุกครั้ง ที่สำคัญการติดเชื้อในผู้หญิง เกิดขึ้นบริเวณภายในอวัยวะเพศและแสดงอาการให้เห็นช้า
ดังนั้น เมื่อมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าติดเชื้อหลังการร่วมเพศควรรีบไปพบแพทย์ที่คลินิก หรือโรงพยาบาล เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายโดยการตรวจภายใน การตรวจปัสสาวะ และอาจเจาะเลือดถ้าจำเป็นและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรับการตรวจรักษาควรแนะนำให้คู่นอนมารับการตรวจรักษาด้วย
มะเร็งที่ผู้หญิงต้องตรวจ มะเร็งปากมดลูก มีการตรวจ 2 วิธีได้แก่ วิธีแปปสเมียร์ (Pap Smear) สำหรับผู้หญิงอายุ 30 ปี ขึ้นไปหรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ตรวจได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐและเอกชนทุกแห่ง ควรตรวจทุก 5 ปี วิธีวีไอเอ (VIA:ป้ายด้วยน้ำส้มสายชู ) สำหรับผู้หญิงอายุ 30-45 ปี ตรวจได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐบางจังหวัดที่มีบริการ ควรตรวจทุก 5 ปี เช่นกัน
มะเร็งเต้านม ผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนหลังหมดประจำเดือน 3-10วันสำหรับผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้วให้ตรวจวันใดก็ได้ แต่ขอให้ตรวจให้เป็นวันเดียวกันทุกเดือน หากคลำพบก้อนให้ไปพบแพทย์ ส่วนการตรวจโดยเอกซเรย์ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง สตรีอาบุ 35 ปีขึ้นไป
ไม่อยากท้องต้องคุมกำเนิด การคุมกำเนิดมีหลายวิธี แบบถาวร คือทำหมัน และแบบชั่วคราวได้แก่ ยาเม็ด ยาฉีด ยาฝัง ห่วงอนามัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาระของผู้หญิง คงมีแต่ถุงยางอนามัยเท่านั้นที่ผู้ชายมีส่วนร่วมด้วย นอกจากยังหาซื้อได้ง่าย ใช้สะดวก ไม่เป็นภาระต่อเนื่อง รวมถึงไม่มีผลข้างเคียงในผู้หญิง และที่สำคัญช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ได้เป็นอย่างดี
ถ้าท้องไม่พร้อมจะทำอย่างไรดี ตั้งสติให้ดีไม่ตองตกใจ แต่ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไป ให้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงาน เช่น สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ศูนย์นเรนทรพึงได้ โรงพยาบาลสมุทรปราการ
การเตรียมตัวเป็นแม่ เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ หญิงมีครรภ์ต้องได้รับการดูแลสุขภาพให้มากขึ้นกว่าเดิม เป็นช่วงที่ต้องปรับตัวมาก เนื่องจากมี่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ สามีควรมีบทบาทช่วยดูแลภรรยา โดยให้การดูแลพาไปรับบริการต่างๆ ดังนี้ กินอาหารครบ 5 หมู่ ให้มากกว่าปกติ โดยเฉพาะ นม เนื้อสัตว์ ถั่วทุกชนิด รวมทั้งผักใบเขียวและผลไม้ ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักครบชุด 2 ครั้ง แปรงฟันให้ถูกวิธี หลังอาหารแลก่อนนอน ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ตรวจฟันกับทันตแพทย์หรือเจ้าหน้าทีสาธารณสุข อย่างน้อย 1 ครั้ง ฝากท้องอย่างน้อย 5 ครั้ง ฝากครรภ์ครั้งแรกก่อน 12 สัปดาห์ เมื่ออายุครบ 20 สัปดาห์ เมื่ออายุครรภ์ 26 สัปดาห์ เมื่อครรภ์อายุ 32 สัปดาห์ เมื่อครรภ์อายุ 38 สัปดาห์ ออกกำลังกายแต่ไม่เหนื่อยมาก ทำงานบ้านทั่วไป ตรวจครรภ์หลังคลิดก่อน 6 สัปดาห์ ทำจิตใจให้สบายขณะตั้งครรภ์ เพื่อลูกที่เกิดมาจะได้เลี้ยงได้ง่าย การใกล้ชิดเอาใจใส่ของพ่อ จะช่วยให้แม่มีจิตใจเบิกบานแจ่มใสมากยิ่งขึ้น เมื่อมีอาการปกติต้องรับไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
หากมีอาการต่อไปนี้ หญิงมีครรภ์ต้องรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มีไข้สูง วิตกกังวลหรือซึมเศร้า ปัสสาวะขัด เวียนศีรษะอ่อนแพทย์มาก ลูกในท้องดิ้นน้อยลง แพ้ท้องมากกว่าปกติ ปวดท้องหรือแน่นท้องมาก ตกขาวร่วมกับคัน หรือมีกลิ่น หลังเท้าบวม มีน้ำออกทางช่องคลอด
เคล็ดไม่ลับกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้ลูกดูดนมแม่ทันที่หลังคลอด เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมมาเร็ว ระยะ 2-3 วันแรก น้ำนมแม่ยังมีน้อย พยายามให้ลูกดูดนมอย่างเดียว ดูดบ่อยๆ น้ำนมจะค่อยๆเพิ่มขึ้น ห้ามเสริมนมผง หรือให้ผสมแทนนมแม่ เพราะจะทำให้ลูกดูดนมแม่น้อยลงและน้ำนมแห้ง ลูกร้องบ่อยไม่ได้หมายความว่า ลูกหิวเสมอไป การอุ้มลูกปลอบไม่ต้องกลัวลูกจะติดมือ วิธีให้ลูกดูดนม แม่ควรอุ้มลูกตะแตงเข้าหานมแม่ปากลูกอยู่ในระดับหัวนม ถ้าไม่ถนัดให้หาหมอนรองหลังแม่หรือรองตัวลูกให้ลูกอมหัวนมจนมิดลานนม ขณะดูดนมอย่าให้ดูดเฉพาะหัวนม จะทำให้หัวนมแตกได้ ให้ลูกกินนมแม่แต่ละครั้งให้มากและนานจนอิ่ม ลูกจะได้น้ำนมที่มีไขมันสูง ดีต่อร่างกายและสมองลูก การกินนมแม่มื้อต่อไป ควรให้ลูกดูดนมแม่ เต้าเดิมก่อนจนเกลี้ยงเต้าจะกระตุ้นการสร้างน้ำนมมื้อต่อไป ไม่นำจุกนมยาง หรือหัวนมหลอกให้ดูดเฉพาะ ในระยะ 1-2 เดือนแรก จุกนมยางจำทำให้ ลูกตกใจและเลิกดูดนมแม่ได้ ถ้าแม่ต้องไปทำงานนอกบ้านแม่ฝึกบีบเก็บตุนน้ำนมตั้งแต่ลูกอายุ 1-2 เดือน และประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนไปทำงาน ฝึกให้ลูกกินนมที่เก็บไว้ควรคู่กับการดูดนมแม่จากเต้าไม่ควรให้น้ำระยะ 6 เดือนแรก ให้นมแม่อย่างเดียวก็พอ ในระยะ 1 เดือนแรก เด็กที่กินนมแม่จะถ่ายบ่อยแทบทุกมื้อที่กิน อุจจาระข้นมีน้ำปนบางที่เหนียวข้นเป็นเม็ดบางครั้ง มีน้ำสีเหลืองทอง กลิ่นเปรี้ยวๆ ให้สังเกตว่าลูกเติบโตปกติไม่กวน เป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่สบายใจให้รีบปรึกษาแพทย์ ย่างเข้าเดือนที่ 2 ทารกบางคนอาจไม่ค่อยถ่ายบางคนถ่าย 1-2 สัปดาห์ ต่อครั้ง แต่ละครั้งอุจจาระออกมาก นิ่มปกติ ถ้าถ่ายแข็งมีเลือดปนท้องอืด อาเจียน รีบปรึกษาแพทย์ โดยทั่วไปกินนมแม่อย่างเดียวท้องไม่ผูก
การเตรียมตัวก่อนถึงวัยหมดระดู วัยหมดระดู หรือ วัยทองเป็นวัยที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบต่างๆ สตรีในวัยนี้จึงควร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูง หลีกเลี่ยงอาหารไขมันมาก พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส งดสารเสพติดต่างๆ เช่นแอลกอฮอล์ บุหรี่ คาเฟอีน ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกาย จิต และสังคม ตรวจสุขภาพประจำปี รวมทั้งการตรวจมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ตรวจมวลกระดูก การประเมินความเครียด
อาการที่อาจเกิดขึ้นในระยะแรกของวัยหมดระดู ร้อนวูบวามตามใบหน้า ลำคอ และลำตัว เหนื่อยง่ายใจสั่น หายใจไม่เต็มอิ่ม เวียนหรือปวดศีรษะบ่อย เหงื่อออกเวลากลางคืน นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย หงุดหงิด ปัสสาวะบ่อย ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ผิวหนังแห้ง ผมแห้ง ร่วงง่าย เล็บเปราะ และหักง่าย
สูงวัย สูงค่า พาสุข การมีอายุยืนถึง 60 ปี โดยมีสุขภาพแข็งแรงนับว่าโชคดี ผู้ที่มีอายุถึง 60 ปี คาดว่าจะมีอายุอยู่ต่อไปอีกประมาณ 20 ปี โดยในผู้หญิงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกเฉลี่ย 21.9 ปี และผู้ชาย 19.4 ปี ซึ่งถ้าจะมีอายุยืนยาวถึงเวลาดังกล่าวและเปลี่ยนที่พึ่งแก่ครอบครัวและสังคมได้ ผู้สูงอายุควรมีหลักปฏิบัติตนด้านสุขภาพ ดังนี้ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลากหลายเป็นอาหารย่อยง่าย ทำความสะอาดฟันแท้และฟันปลอม พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้สดใส ทำงานอดิเรก ฝึกฝนความจำ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ช่วยเหลือตนเอง ผู้อื่นได้ตามอัตภาพ พักผ่อนวันละ 6-8 ชั่วโมง จัดที่อยู่อาศัยให้เอื้อต่อการปฏิบัติภารกิจและป้องกันการหกล้ม ร่วมกิจกรรมทางสังคม พัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม สร้างเสริมความสัมพันธ์และอบอุ่นในครอบครัว ตรวจสุขภาพประจำปี
มุมสุขภาพ จิต ของสตรี ต้นตอของปัญหาสุขภาพจิตก็คือ ความเครียดและกังวลถ้าเครียดน้อยๆ จะมีผลดีอย่างหนึ่งต่อร่างกายและจิตใจมีความตื่นตัวพร้อมเผชิญปัญหา แต่ถ้าเครียดนานและเรื้องรัง (เกินกว่า 2 สัปดาห์) เป็นต้นไปเข้าข่ายปัญหาสุภาพจิต และต้นตอของปัญหาที่พบได้มากและบ่อยสุด ผู้หญิงคงหนีไม่พ้นประเด็น (ใหญ่ยิ่ง) ที่จะกล่าวดังต่อไปนี้
ปัญหากังวลว่า สามีจะมีภรรยาน้อย มีทุกข์จากภรรยาน้อย จากการศึกษาชายไทย 20 คน ที่มีภรรยาน้อยพบว่ามาจาก 4 ประเด็นใหญ่ๆคือ ความใกล้ชิด ทัศนะคติ (ที่เข้าข้างตนเอง) ชายมีภรรยาได้หลายคน ไม่มีความสุขกับภรรยาหลวง สาเหตุอื่น เช่น เงินทอง การสนับสนุนให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ฯลฯ จะแก้ปัญหาที่สาเหตุปัญหาการมีภรรยาน้อยของสามีจากสาเหตุเหล่านี้ ดังนั้นเราควรรู้แล้วว่าปัญหาการมีภรรยาน้อยของสามีเราต้องป้องกันดังนี้
1. หลีกเลี่ยงไม่ให้สามีใกล้ชิดกับใคร (เพศหญิง) เป็นพิเศษ เข่าข่าย กันไว้ดีกว่าแก้
2. คิดดี (เชิงบวก) ทำให้เรามีความสุขได้ด้วยตนเอง จะสุขได้มีหลักง่ายๆ คือเรามีกิจกรรมของเราเองที่ไม่ต้องพึ่งพา (ประดาสามี) เช่น ทำบุญ ซึ่งในทางสุขภาพจิตถือว่า (เป็นขั้นตอนหนึ่งของการแก้และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต) และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การออกกำลังกาย ในทางจิตเวชนั่นทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนเดอร์ฟิน ซึ่งถือเป็น สารสุข สะสมวันเว้นวัน เพราะหลังการออกกำลังกายสารตัวนี้มีฤทธิ์ในร่างกาย 24 ชั่วโมง เราทำวันเว้นวันก็เพียงพอ ยิ่งเราสามารถสะสมสารสุขได้มากเท่าไหร่ เราจะคิดเป็นเชิงบวกได้โดยอัตโนมัติ เชื่อว่าสาเหตุนั้นหลายท่านรับมือได้สบายใจสาเหตุ
ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกาย จะทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกาย หัวใจและระบบไหลเวียนของเลือด ปอด กล้ามเนื้อ ข้อกระดูก มีความแข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพให้ร่างกายเสริมสร้างภูมิต้านทานในการป้องกันโรค ได้เป็นอย่างดี คนที่ขาดการออกกำลังกาย มีอัตราการเจ็บป่วย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในอัตราที่สูงขึ้น การออกกำลังกาย ควรปฏิบัติประจำ โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5วัน วันละอย่างน้อย 30นาที หรือออกร่างกายสะสม วันละ 2-3ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 1นาที ให้เหมาะสม อาชี วัย และสภาพร่างกาย
ประเภทของการออกกำลังกาย วัยเด็ก/เยาวชน เช่นการวิ่ง การว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ยิมนาสติก วัยทำงาน เช่นเต้นแอโรบิด วิ่งจ๊อกกิ่ง เดินเร็ว วัยสูงอายุ เช่น การเดินช้าๆการบริหารประกอบเพลง เต้นรำ
ประโยชน์ของการออกกำลังกาย ลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง หัวใจ และหลอดเลือด ไขมันในเส้นเลือดช่วยทำให้ปอดหัวใจ กระดูกกล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคกระดูกเปราะ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ช่วยลดความเครียด นอนหลับง่าย ความจำดี ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ตาม ควรออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม โดยปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและชักชวนคนในครอบครัวมาออกกกำลังกายด้วยกันนอกจะทำให้ตัวราและสมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพที่แข็งแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจแล้วยังจะช่วยเสริมสร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัวอีกด้วย
วิธีการพิจารณาเลือกผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องแต่งกาย วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้าน เป็นต้น เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการใช่เพื่อสุขอนามัย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษของผู้ใช้ดังนี้
1. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือสินค้าที่มีเครื่องหมายเลขทะอาหารและยา
2. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความจำเป็นมีคุณค่า
3. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากระบุข้อมูลสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้ เช่นวันเดือนปีผลิตภัณฑ์ วันหมดอายุ วิธีใช้ ถ้าเป็นวัตถุอันตราย ควรมีเครื่องหมายเตือนอันตรายบนผลิตภัณฑ์ด้วย
ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร การเลือกบริโภคเกี่ยวกับอาหาร ควรพิจาณาดังนี้
1. ฉลากยาที่อยู่กับภาชนะจะบอกให้ทราบว่าเป็นอาหารชนิดใด ชื่อการค้าอะไร
2. มีเครื่องหมาย อย.ระบุเลขทะเบียน ซึ่งมีรหัสแสดง ชนิดอาหาร และปี พ.ศ. ที่อนุญาต
3. มีการระบุชื่อผู้ผลิต ขนาดบรรจุในระบบเมตริก วัน เดือน ปี ที่ผลิต หรือหมดอายุมีข้อความ ใช้วัสดุกันเสีย เจือสีสังเคราะห์ แต่งกลิ่นธรรมชาติ ใช้วัตถุปรุงแต่งรสอาหาร หากมีการใช้
4. ระบุสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ แนะนำการเก็บรักษา วิธีปรุงเพื่อรับประทาน หรือวิธีใช้ และข้อความที่จำเป็นสำหรับอาหารที่มุ่งหมายให้ใช้กับบุคคลเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารสำหรับผู้ต้องการควบคุมน้ำหนักต้องมีข้อความ ใช้สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น
5. ผลิตภัณฑ์อาหารบางอย่างจะต้องมีคำเตือนระบุไว้ด้วยเช่น ผลิตภัณฑ์ รอยัล แยลลี่ ต้องมีคำเตือนว่า ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ ไม่ควรรับประทานเพราะอาจเกิดการแพ้อย่างรุนแรง
6. อาหารสำเร็จรูป กึ่งสำเร็จรูป ควรเลือกบริโภค อาหารที่ไม่ใส่สี ควรเลือกสีไม่สดใสผิดปกติ ไม่สะท้อนแสงมีสีอ่อนๆ เพราะอาหารที่สดใสผิดปกติ สะท้อนแสง อาจผสมสีย้อมผ้า
7. หลีกเลี่ยงสารปรุงรสจากร้านอาหาร
ผลิตภัณฑ์ยา ควรเลือกบริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยา ควรพิจารณาดังนี้
1. ฉลากทุกประเภท ต้องประกอบด้วย ส่วนประกอบ เลขทะเบียนตำหรับ เลขที่หรือครั้งที่ผลิต และที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำสั่งยา ข้อบ่งใช้ วิธีใช้ วันที่ผลิต วันสิ้นอายุ ข้อห้ามใช้และคำเตือน
2. ก่อนรับประทานยา ต้องพิจารณาว่ายานั้นยังไม่หมดอายุการใช้ ยังคงคุณภาพตามที่ระบุไว้ ซึ่งสามารถดูได้จากวันสิ้นอายุบนฉลากยาซึ่งจะระบุวัน เดือน ปี
3. การเก็บยาต้องไม่เก็บยาที่ที่โดนแสงแดด หรือที่มีอุณหภูมิ อยู่ในที่อับชื้น ก็อาจทำให้ยาเหล่านั้นเสื่อมสภาพได้
4. ยาเสื่อมคุณภาพ ดูได้ขากฉลากยาซึ่งบางชนิดระบุวันสิ้นอายุไว้ แต่บางชนิดซึ่งมีความทรงตัวสูงจะระบุวันที่ผลิตแทน โดยทั่วไปไม่ควรใช้ยาที่ผลิตเกิน 5 ปีนอกจากนั้นอาจดูได้จาก ลักษณะทั่วไปของยา สีเปลี่ยนไปจากเดิม ยาที่เป็นเม็ดอาจแตกร่วน กร่อน ยาแคปซูลอาจบวม โป่งพอง หรือจับตัวเป็นก้อน ยาชนิดน้ำอาจตกตะกอน แยกชั้น หรือมีรสชาติไม่เหมือนเดิม ส่วนยาชนิดแขวนตะกอนอาจจักเป็นก้อน เขย่าแล้วตะกอนไม่กระจาย สำหรับยาทาภายนอกชนิดขี้ผึ้งหรือครีม อาจจะหยดน้ำหรือน้ำมันแยกออกมา
5. ก่อนใช้ยาอาจต้องอ่านฉลากเพื่อให้เข้าใจวิธีใช้ที่ถูกต้อง โดยมีหลักการใช้ คือใช้ให้ถูกต้อง ใช้ให้ทุกคน ใช้ถูกวิธี ใช้ให้ถูกขนาด ใช้ให้ถูกเวลา
ยาทุกชนิดอาจทำอันตรายแก่ผู้ใช้ได้ เช่นเกิดการแพ้ยาในผู้ใช้เฉพาะตัวของบางคน ซึ่งผู้แพ้ยาจะต้องจำให้แม่นว่าตัวเองแพ้ยาอะไร จะต้องแจ้งแพทย์ เภสัชกร หรือผู้ขายยาให้ทราบทุกครั้ง นอกจานั้นตัวยาเองยังมีโทษ คือผลข้างเคียง ที่ไม่พึงประสงค์ ผลจากการใช้ที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้ยาซ้ำซ้อนเกิน/ไม่ครบขนาด
ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ ปัจจุบันสินค้าบางประเภท เช่น อาหารสุขภาพ เครื่องสั่นสะเทือน เตียงเก้าอี้แม่เหล็ก เครื่องสำอาง มีการส่งเสริมการขายโดยมีผู้ขานมาติดต่อ อธิบายเพิ่มเติมต่อลูกค้า ซึ่งผู้ขายมักมีการกล่าวอ้างคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เกินความเป็นจริง ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่ดูแลให้แสดง ทั้งนี้เนืองจากไม่มีผลการศึกษายืนยัน ดังนั้นการซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จึงต้องพิจารณาถึงสิ่งต่อไปนี้
1. ไม่ควรตัดสินใจซื้อโดยฟังเพียงคำโฆษณาเชิญชวนเท่านั้น เพราะอาจจะเสียเงินเกินความจำเป็นและยังอาจได้รับอันตรายด้วย
2. ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี มอก./อย
สตรียุคใหม่ กับบทบาทด้านสุขภาพ การสร้างเครือข่ายการรวมพลัง ร่วมทำกิจกรรมกัน นับได้ว่ากำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน หากเรามาพิจารณาดูในด้านของสุขภาพบ้าง จะพบว่าปัจจุบันการเกิดโรคที่เกิดจากพฤติกรรมหรือโรคที่ควรจะป้องกันด้วยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องนั้น แนวโน้มเพิ่มขึ้น เราควรจะสร้างเครือข่ายหรือรวมพลังกันสร้างสุขภาพได้แล้ว
ถึงเวลาที่สตรีไทยจะลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้เป็นผู้นำในการสร้างสุขภาพกันตั้งแต่บัดนี้ เพื่อใประชาชนไทยมีสุขดีตลอดไป