บกพร่องความทางจิตสังคมของเด็กและวัยรุ่น เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น ปัจจัยทางสังคม การเลี้ยงดู ความต้องการ ความเครียด ที่ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก ทำให้บุคลิกภาพของเด็กเปลี่ยนไป ส่งผลกระทบทำให้เด็กมีข้อจำกัดในการเรียนรู้ หรือความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันลงลด

ซิกมันด์ฟอรยด์ (Sigmund Freud) กล่าวว่า “การพัฒนาบุคลิกภาพของคนนั้นเริ่มตั้งแต่เป็นทารกและเชื่อว่าชีวิตในตอนต้นหากได้รับการเลี้ยงดูไม่ดีพอ จะมีผลต่อบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่” จากการศึกษาค้นคว้าและวิจัยพบว่าการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการหล่อหลอมบุคลิกภาพของเด็ก

เขาสร้างทฤษฎีที่รอบด้านในเรื่องโครงสร้างของจิต (psyche structure) โดยแบ่งโครงสร้างของจิตออกเป็น 3 ส่วน

อิด (id)

ซึ่งทำงานในระดับจิตไร้สำนึกเกี่ยวข้องกับการตอบสนองความพึงพอใจในความปรารถนาขั้นพื้นฐานและการปกป้องตัวเอง (self-preservation). มันทำงานโดยเกี่ยวข้องกับหลักแห่งความปรารถนา (pleasure principle) และอยู่นอกขอบเขตของกฎเกณฑ์ทางสังคมและข้อกำหนดทางศีลธรรม

อีโก (ego)

ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุผลอีโก้ควบคุมพลังของอิดและนำมันเข้าสู่แนวทางของหลักแห่งความจริง (reality principle) และนำพลังของอิดไปสู่พฤติกรรมที่สามารถยอมรับได้

ซุปเปอร์อีโก้ (superego)

หรือศีลธรรมซึ่งพัฒนาขึ้นในวัยเด็ก ซุปเปอร์อีโก้คอยสอดส่องและตรวจสอบอีโก้ปรับเปลี่ยนค่านิยมภายนอกให้เข้าสู่ภายในบุคคลเป็นกฎแห่งการควบคุมตัวเองซึ่งใช้ในการต่อต้านอิด

ฟรอยด์มองพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลว่าเป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนของจิต

แก่นของโครงสร้างทางจิตของฟรอยด์ คือการเก็บกดความต้องการทางสัญชาติญาณที่ไม่ได้รับการตอบสนอง การเก็บกดเกิดขึ้นผ่านชุดของกลไกป้องกันตัวเอง (defense mechanisms) ในกระบวนการของจิตไร้สำนึก

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตาม Erikson's Theory of Psychosocial Development ได้แบ่งพัฒนาทางบุคลิกภาพออกเป็น 8 ขั้นโดยช่วงวัยเด็ก  (children) คือช่วงอายุก่อนอายุ 12 ปี ซึ่งอยู่ในขั้น 1 , 2 ,3, 4 ดังนี้

ขั้นที่1

ความไว้วางใจหรือความไม่ไว้วางใจ(Trust VS Mistrust)  ในช่วงขวบปีแรกของชีวิต ถ้าเด็กได้รับความรักความอบอุ่น

ความเอาใจใส่จากพ่อแม่ เด็กจะพัฒนาความรู้สึกไว้วางใจคนอื่น แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กไม่ได้รับในสิ่งที่เขาต้องการ เด็กจะเกิดความสงสัย ความกลัว และความไม่ไว้วางใจคนอื่น

ขั้นที่2

ความเป็นตัวของตัวเองหรือความสงสัย (Autonomy VS Doubt & Shame)  ในช่วงขวบปีที่ 2 ถ้าเด็กได้มีโอกาสสำรวจและลงมือกระทำตามความอยากรู้อยากเห็น ความสามารถของตน เด็กก็จะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักควบคุมตนเอง แต่ถ้าเด็กถูกขัดขวางหรือไม่มีโอกาส เขาจะเกิดความไม่กล้าทำสิ่งใด เกิดความสงสัยในความสามารถของตัวเอง เกิดความละอายว่าไม่มีความสามารถแต่อย่างใด

ขั้นที่3

  ความคิดริเริ่ม หรือความสำนึกผิด (Initiative VS Guilt)   ในช่วง 3-5 ขวบ ถ้ามีการกระตุ้นให้เด็กได้แสดงความสามารถอย่างมีเป้าหมาย และทิศทางที่แน่นอน เด็กก็จะพัฒนาการมีความคิดริเริ่ม แต่ถ้าเด็กถูกตำหนิ ถูกห้ามก็จะรู้สึกผิดหวัง รู้สึกกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรผิดๆลงไป ไม่กล้าตัดสินใจ

ขั้นที่4

ความเอาการเอางาน หรือความรู้สึกมีปมด้อย (Industry VS Inferiority)  ในช่วง 6-11 ขวบ เด็กจะยุ่งอยู่กับการศึกษาเล่าเรียน การปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ต่างๆ การฝึกฝนระเบียบวินัย ทำให้เกิดความขยันขันแข็ง ความเอาการเอางานอย่างไรก็ตาม ถ้าเด็กประสบความล้มเหลวในการเรียนหรือในการคบเพื่อน เด็กจะเกิดความรู้สึกมีปมด้อย ผลที่ตามมาอาจเป็นการหนีเรียน หรือไม่ตั้งใจเรียน

ขั้นที่5

ความมีเอกลักษณ์แห่งตน หรือความไม่เข้าใจตนเอง (Identity VS Identity diffusion)ในช่วงวัยรุ่นหรือ 12-19 ปี เป็นช่วงที่เด็กมีบทบาทต่างๆกับเพื่อน กับครูผู้ที่ตนชื่นชม เช่น ดารา เด็กจะเรียนรู้ที่จะมีแบบอย่างหรือเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย กิริยาท่าทางการพูดจา ถ้าเด็กไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์ให้ตนเองได้ก็จะทำให้เกิดความสับสน ความไม่เข้าใจ เกิดการเลียนแบบผู้อื่น

  (วัยรุ่น (adolescent)คือช่วงอายุระหว่าง 12-19 ปี  อยู่ในขั้นที่ 5)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จาก ทฤษฏีของ ซิกมันด์ฟอรยด์ 

- ทำให้รู้ว่าการดูแลเด็กโดยตอบสนองต่อความของต้องการของเด็กจะเป็นเพื่อลดภาวะการเกิดจิตสังคมในแง่ลบมากขึ้นแต่เราก็ไม่ควรที่จะตอบสนองให้มากเกินไปเพราะจะส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและแข็งข้อขึ้นได้

จาก ทฤษฏีของ Erikson

- ทำให้รู้ว่าช่วงอายุแต่ละวัยของเด็กมีความต้องการ และการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กตามมา

บทบาทของนักกิจกรรมบำบัด

- มีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้รับบริการเด็ก หรือผู้ปกครอง หลังจากนั้นก็มีการรวบรวมข้อมูลของผู้รับบริการจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง คนใกล้ชิด หรือคุณครูในโรงเรียน 

- การประเมินทางกิจกรรมบำบัด การวิเคราะห์ และการวางแผนการรักษาทางกิจกรรมบำบัดโดยใช้กิจกรรมเป็นสื่อในการรักษา 

- การปรับพฤติกรรม เพื่อการลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตัวเด็กในการทำกิจกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน

- การแนะนำและให้ความรู้ แก่ ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ดูแล และการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาการของเด็ก

- ส่งเสริมสุขภาพทางบวก การมีคุณภาพชีวิตที่ดี(Quality of Life) และสร้างความสุข(Well-Being)ทั้งตัวเด็กและผู้ดูแล

-การประเมินซ้ำ เพื่อตรวจดูความก้าวหน้าและการรักษาที่เหมาะสมให้กับตัวเด็กดียิ่งขึ้น

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เรียนรู้เพิ่มเติม

ทฤษฏีของ ซิกมันด์ฟอรยด์ ที่มา :

http://blackdogsworld.wordpress.com/2010/02/04/sigmund-freud-biography/

ทฤษฏีของ Erikson ที่มา :

http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/concepts_of_developmental_psychology/05_1.html