โรคจิตเวชหมายถึง โรคที่มีอาการเด่นในเรื่องความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ ใจคออารมณ์ หรือพฤติกรรม ผิดไปจากมนุษย์โดยเฉลี่ยที่เขาเป็นเขามีกัน จนทำให้คนๆนั้นไม่อาจใช้ชีวิต ทำงาน หรือเรียนได้อย่างที่เคย
จิตสังคม หมายถึง โรคทางจิตเวช ที่ทำให้มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม และสภาพแวดล้อมของสังคมที่อาศัยอยู่นั้นก็มีผลกับการดำเนินไปของโรคว่าจะดีขึ้น หรือแย่ลง
โรคทางจิตเวชในเด็ก และวัยรุ่น ส่วนใหญ่จะมีประเภทตั้งแต่ตรวจพบตั้งแต่เด็กและวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ว่าเป็น จะมีอาการต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ และประเภทที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ในวัยผู้ใหญ่ ทั้งที่มีอาการตั้งแต่เด็ก ทำให้ได้รับการรักษาช้า
โรคทางจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นสามารถแบ่งความผิดปกติได้ตาม DSM IV โดยจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 10 กลุ่ม ดังนี้
1) Mental Retardation คือ บกพร่องทางสติปัญญา จะมีระดับIQต่ำกว่าปกติ
2) Learning Disorders คือความผิดปกติของสมองในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ หรือที่เรียกกันว่าเด็กLD
3) Motor Skills Disorders มีความผิดปกติของการประสานงานของกล้ามเนื้อ
4) Communication Disorders มีความผิดปกติในด้านการสื่อสารไม่ว่าภาษาพูด หรือภาษามือ (sign language)
5) Pervasive Developmental Disorders คือความผิดปกติในด้านพัฒนาการหลายด้าน ตัวอย่างเช่น autistic disorder, childhood disintegrative disorder หรือ Asperger's syndrome เป็นต้น
6) Attention-Deficit and Disruptive Behavior Disorders แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อยๆคือ
- Attention- deficit/hyperactivity disorder หรือโรคซนสมาธิสั้น (ADHD)
- Conduct disorder เด็กมีพฤติกรรมเกเรคล้ายอันธพาล มีความประพฤติไม่ดี
- Oppositional defiant disorder เด็กมีอาการดื้อ ไม่เชื่อฟัง
7) Feeding and Eating Disorders of Infancy or Early Childhood ความผิดปกติในพฤติกรรมการกิน
8) Tic Disorders คือ อาการกระตุกของกล้ามเนื้อต่างๆอย่างไม่เป็นจังหวะ ( motor tics ) หรือการส่งเสียงหรือพูดคำต่างๆซ้ำๆ ( vocal tics )
9) Elimination Disorders คือความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งปัสสาวะและอุจจาระ
10) อื่นๆ ได้แก่
- Separation anxiety disorder ความกังวลต่อการต้องแยกจากพ่อแม่หรือคนใกล้ชิด
- Selective mutism เด็กไม่ยอมพูดกับคนนอกครอบครัว แม้แต่ที่โรงเรียน
- Reactive attachment disorder of infancy or early childhood เด็กที่ขาดความรักผูกพันแต่เล็ก เช่นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง จนเกิดปัญหาเหม่อลอย ไม่สนใจคนอีกเลย หรือต้องสนิทกับคนแบบไม่เลือก
- Stereotype movement disorder พฤติกรรมซ้ำๆ ของเด็ก เช่น ดูดนิ้ว กัดเล็บ โขกศีรษะกับพื้น
การรักษาทางกิจกรรมบำบัดในเด็ก
เนื่องจากในเด็ก สิ่งที่สำคัญคือพัฒนาการตามวัยต่างๆ และความสามารถในการเรียนรู้ การเล่น การเข้าโรงเรียนและสามารถเรียนพร้อมกับเล่นกับเพื่อนๆที่โรงเรียนได้ ลองคิดดูว่าในเด็กที่เป็น สมาธิสั้น(ADHD) ซึ่งจะทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียน และไม่สามารถนั่งนิ่งๆ หรือทำตามคำสั่งของคุณครูได้
เมื่อเข้าไปเรียนในโรงเรียนจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง ดังนั้นบทบาทของนักกิจกรรมบำบัด คือ การส่งเสริมให้เด็กสามารถมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโรงเรียนให้ได้มากที่สุด และเด็กสามารถเรียนรู้ สามารถทำกิจวัตรประจำวัน และการดูแลตนเองต่างๆที่เด็กควรทำได้ตามวัย โดยผ่านการประเมินเพื่อให้ทราบถึงระดับความสามารถ ระดับของความรู้สึกนึกคิด เป็นต้น จากนั้นนักกิจกรรมบำบัดจะให้การรักษาโดย
1. กิจกรรมที่ได้รับการวิเคราะห์มาแล้วตามกรอบอ้างอิงการรักษาในการช่วยเหลือส่งเสริมเด็ก สิ่งที่เด็กจะได้คือความสามารถในการทำกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น และการรู้สึกภูมิใจในตนเอง
2. การให้ระบบการบูรณาการรับความรู้สึกที่เหมาะสม ( Sensory Integration )ในเด็กที่มีความบกพร่อง ผ่านกิจกรรมการรักษา
3. การปรับสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ และการทำกิจกรรมต่างๆ
4. การปรับพฤติกรรมของเด็ก โดยใช้ therapeutic use of self การพูดคุย การให้แรงเสริมทางบวกและทางลบ
5. การให้คำแนะนำพ่อแม่ด้วย เช่น ทำอย่างไรให้ลูกระบายความโกรธอย่างสร้างสรรค์ ทำอย่างไรให้ลูกไม่แยกตัวอยู่คนเดียว เป็นต้น นักกิจกรรมบำบัดจะรักษาเด็ก โดยสื่อสารกับพ่อแม่เด็กเป็นหลัก
การรักษาทางกิจกรรมบำบัดในวัยรุ่น
จะเป็นเรื่องของการให้คำแนะนำรักษาเกี่ยวกับปัญหาที่เค้ามีทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ เช่น ถ้าทางร่างกายก็อาจจัดตารางเวลาการทำกิจกรรมแต่ละวันให้เค้า ทางจิตใจก็อาจจะเป็นการเคลียปม การจัดกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และส่งเสริมความสามารถของเค้า โดยผ่านกระบวนการประเมินทางกิจกรรมบำบัด ผ่านการรักษาโดย
1. การจัดกิจกรรมการรักษาซึ่งผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว เพื่อเพิ่มความสามารถ และที่สำคัญคือเพื่อให้เค้าเกิดความพึงพอใจ การรับรู้ว่าตนเองมีคุณค่า รับรู้ความสามารถสูงสุดของตนเอง และสามารถควบคุมตนเองขณะทำกิจกรรมต่างๆได้ อาจจะเป็นการให้ทำกิจกรรมกลุ่มหรือเดี่ยวตามความเหมาะสมของแต่ละราย
2. การคลายปมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาที่เค้า มีทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ เช่น ถ้าทางร่างกายก็อาจจัดตารางเวลาการทำกิจกรรมแต่ละวันให้เค้า เพื่อให้มีความสมดุลเหมาะสม การจัดกิจกรรมที่ทำให้เค้าได้ใช้แรงขับมากๆ เพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น (เช่น ในผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า) ทางจิตใจก็อาจจะเป็นการเคลียปม การจัดกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และให้เทคนิคการจัดการความเครียด
3. การส่งเสริมการรับรู้และความสามารถในการทำหน้าที่ตามบทบาทของตนเอง
4. การเพิ่มทักษะทางสังคมของเด็กผ่านการทำกิจกรรมกลุ่ม และทักษะการแก้ไขปัญหา
ยกตัวอย่างการรักษา เช่น การทำจิตบำบัด การทำงานฝีมือและงานปั้น การเพิ่มทักษะและส่งเสริมให้ทำกิจกรรมยามว่างที่เค้าชอบ ทำแล้วมีความสุขโดยการรักษาจะสื่อสารกับเด็กเป็นหลัก
ซึ่งเป้าหมายทางกิจกรรมบำบัดของทั้งในเด็กและวัยรุ่น คือการช่วยให้เค้ามีการทำกิจกรรมที่มีความสมดุล มีความมั่นใจในตนเอง รู้สึกว่าชีวิตตนเองมีคุณค่า มีความสุขกับการใช้ชีวิตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นายนฤเบศ เสาร์แก้ว
นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่3
คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล