ในผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องทางจิตสังคม นั่นมีความหลากหลายอาจเกิดจากการเลี้ยงดูตั้งแต่เยาว์วัยจนเกิดเป็นปมภายในจิตใจ หรืออาจเกิดจากปัญหาทางกาย การสูญเสียอวัยวะหรือความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งไปทำให้เกิดความกังวล ซึมเศร้า รวมถึงปัจจัยทางสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การเรียน ครอบครัว ภาระหน้าที่การงาน ฯลฯ ทำให้ผู้รับบริการบางรายเกิดจากความเครียดที่สะสมจนเกินไปซี่งก่อให้เกิดโรคต่างๆตามมามากขึ้นทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
สำหรับหลักการทางกิจกรรมบำบัดนั้นการที่นักกิจกรรมบำบัดจะทราบเกี่ยวกับประวัติของผู้รับบริการนั้นสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั่วไป ความบกพร่องที่เกิดขึ้น ปัญหาที่ทำให้ผู้รับบริการไม่สามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้ นักกิจกรรมบำบัดจะต้องดูอย่างรอบด้าน และควรใช้สื่อต่างๆของนักกิจกรรมบำบัดที่มีดังต่อไปนี้
1.)Therapeutic use of self : การใช้ผู้บำบัดเป็นสื่อ
2.)Activity Analysis / Synthesis : การวิเคราะห์ / สังเคราะห์กิจกรรม
3.)Teaching & Learning Process
4.)Environment Adaptation : การปรับสิ่งแวดล้อม
5.)Relationship Building : การสร้างสัมพันธภาพ มาใช้ในการบำบัดฟื้นฟู
เช่นผู้รับบริการที่เป็นhemiplegia(อัมพาตครึ่งซีก)หรือมีความบกพร่องทางร่างกายต่างๆ ย่อมมีปัญหาทางด้านจิตสังคมเพราะว่าการที่เขาเคยทำอะไรได้ด้วยตนเองตลอด แต่วันหนึ่งอยู่ดีๆเขาก็ไม่สามารถทำงานหรือสิ่งที่เขาชอบได้เช่นเดิมแน่นอนว่าผู้รับบริการจะต้องรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าที่น้อยลง ไม่มีความมั่นใจในการทำกิจกรรม ทำให้ผู้รับบริการไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรซึ่งนั้นจะทำให้ผู้รับบริการอาจเกิดความซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดควรทำการสัมภาษณ์ ซักถามประวัติของผู้รับบริการ ความต้องการของผู้รับบริการ ปัญหาที่ขัดขวางในการทำกิจกรรม ประเมินความสามารถในด้านต่างๆ ทำการตั้งเป้าประสงค์และวางแผนการรักษาร่วมกับผู้รับบริการอาจรวมไปถึงครอบครัวด้วย นักกิจกรรมบำบัดควรใช้สื่อของนักกิจกรรมบำบัดดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วคือการปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมแก่ผู้รับบริการ ไม่ให้ขัดขวางต่อการทำกิจกรรม การประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วย การวิเคราะห์กิจกรรมซึ่งจะปรับและประยุกต์ให้เหมาะสมกับความสามารถและที่สำคัญคือการสร้างสัมพันธภาพอันดีกับผู้รับบริการนั้นสำคัญเพราะนั่นหมายถึงการให้ความร่วมมือในการบำบัด ฟื้นฟู ผู้รับบริการรวมถึงการให้ข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ให้ความหวังจนมากเกินไปเพราะถ้าไม่ได้ตามที่หวัง ผู้รับบริการอาจเกิดปัญหาทางด้านจิตใจมากขึ้น ทั้งนี้อาจมีการให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำ การจัดกิจกรรมกลุ่มหรือการเล่าประสบการณ์ชีวิตให้กับผู้รับบริการที่มีปัญหาเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างกำลังใจอีกด้วย
สำหรับผู้รับบริการสูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีการเสื่อมถอยของร่างกายไปตามอายุที่มากขึ้น ทั้งนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะ dementia (โรคสมองเสื่อม)ซึ่งนำไปสู่โรค Alzheimer ในที่สุด ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมไปตามวัยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการมองเห็น การได้ยิน การทรงตัว การเดิน การรับรู้การเข้าใจ รวมถึงระบบต่างๆภายในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้สูงอายุมากขึ้นเช่นผู้สูงอายุที่มีปัญหาทางด้านการมองเห็นและการทรงตัว ทำให้เกิดการล้มหรือสะดุดได้ ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือแผลได้และจะหายช้ามากเพราะระบบในร่างกายที่เสื่อมถอย นอกจากนี้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัวยอดฮิตนั่นคือความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่สามารถทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้ดีดังเดิม รวมถึงปัญหาที่มีมากในปัจจุบันนั่นคือปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ไม่มีผู้ดูแล ยากจน ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจเป็นอย่างมาก ปัญหาเหล่านี้ยิ่งทำให้ผู้สูงอายุยิ่งไม่อยากทำกิจกรรมต่างๆและเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอีกด้วย อาจเกิดภาวะซึมเศร้า อยากตาย แยกตัวออกจากสังคม ฯลฯ
ดังนั้นการเข้ารับบริการทางกิจกรรมบำบัดต่างๆ นักกิจกรรมบำบัดควรคำนึงถึงข้อมูลต่างๆของผู้รับบริการ ไม่ว่าจะข้อมูลทั่วไป การดำเนินชีวิตในสมัยก่อน การประกอบอาชีพในอดีต สิ่งที่สนใจอยากจะทำ ความต้องการ ปัญหาที่ขัดขวางการทำกิจกรรมต่างๆ ฯ ร่วมกันวางแผนและตั้งเป้าประสงค์ในการบำบัด ฟื้นฟู การใช้สื่อของนักกิจกรรมบำบัดต่างๆ การสร้างสัมพันธภาพกับผู้สูงอายุดังเช่นท่านเป็นคนในครอบครัว และการที่ผู้รับบริการสามารถทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตได้ด้วยตนเองยิ่งทำให้ผูสูงอายุเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เกิดความรู้สึกว่าตนเองนั้นมีคุณค่ามากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุอยากที่จะทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่นคุณยายอายุ 70 ปี อดีตเคยเป็นคุณครูสอนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งแต่ปัจจุบันเกษียณออกมา ร่างกายแข็งแรงดี มีภาวะซึมเศร้าเนื่องจากลูกหลานไม่ค่อยได้มาเยี่ยมและสามีเสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไม่มีปัญหาทางการเงินเพราะลูกหลานส่งมาให้ใช้ทุกเดือน ดังนั้นสิ่งที่ควรส่งเสริมให้คุณยายได้ทำกิจกรรมคือการสอนหนังสือแก่เด็กๆในชุมชนหรือเป็นการเล่าประสบการณ์ให้คุณยายได้รู้สึกถึงบทบาทการเป็นครูอีกครั้งและรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากขึ้น อีกทั้งได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆมากขึ้น
การส่งเสริมให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมต่างๆนั้นนอกจากจะช่วยฟื้นฟูความสามารถแล้วยังเป็นการให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากขึ้น และมีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมอื่นๆมากขึ้น รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมอาจจะดำเนินไปในรูปแบบกิจกรรมกลุ่มให้ผู้รับบริการได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้รับบริการมี well-being และQuality of Life ที่ดีขึ้นอีกด้วย