กลอนเซิ้งบ้องไฟ (อีสาน )

 

การเซิ้งบั้งไฟเป็นศิลปะการร้องและการรำประกอบเครื่องดนตรีง่ายๆของชาวอีสานจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อมีงานบุญบั้งไฟ หรือ บ้องไฟเท่านั้น

 

บุญบั้งไฟเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของคนอีสานหรือคนไทยเชื้อสายลาวที่กระจายอยู่ในภาคอื่นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีตาม ฮีตสิบสอง คองสิบสี่อันหมายถึง ธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามของคนอีสาน

 

ฮีตสิบสอง เป็นประเพณีที่จัดงามบุญขึ้น ทุกเดือนในหนึ่งปี เช่นเดือนอ้ายบุญเข้ากรรม / เดือนยี่ บุญคูนลาน (บุญกุ้มข้าว) / เดือนสามบุญข้าวจี่ /เดือนสี่ บุญผะเหวด / เดือนห้า บุญสงกรานต์ / เดือนหก บุญบั้งไฟ / เดือนเจ็ด บุญเบิกบ้าน /เดือนแปด บุญเข้าพรรษา / เดือนเก้า บุญข้าวประดับดิน / เดือนสิบ บุญข้าวสาก /เดือนสิบเอ็ด บุญออกพรรษา / เดือนสิบสอง บุญกฐิน

 

คองสิบสี่ ประกอบด้วย หนึ่ง ผลผลิตได้เอาไปทานก่อน / สอง ล้อมรั้ว ทั้งหมู่บ้าน /สาม ล้างตีนแล้วจึงขึ้นเรือน /  สี่ ไม่ให้โลภมาก /ห้า  ถึงวันพระสมมาผัวเมีย  /หก สมมาก่อนเส้า คึงไฟ / เจ็ด ทำความสะอาดกายแล้วจึงเข้านอน / แปด ลุกแต่เช้าเตรียมตักบาตร จังหัน / เก้า ยามพระเดินมาอย่าเหยียบเงาพระ / สิบ อย่าใช้ของเดนเหลือเศษทำทาน / สิบเอ็ด เก็บดอกไม้ และจัดธูป เทียน ไฟฟังธรรมทุกวันยามพระเข้ากรรม (ปริวาสกรรม) / สิบสอง อย่าร่วมเพศเมื่อวันศีล / สิบสาม ถึงเดือนห้าให้สมมาพ่อแม่ และเฒ่าแก่ / สิบสี่ สมมาเทวดาในครัวเรือน

 

เมื่อถึงเดือนหกจะมีบุญบั้งไฟ เพื่อเตรียมจุดขึ้นฟ้าไปขอฝนกับพญาแถน ซึ่งมีความเชื่อและเรื่องเล่ามาเหมือนกัน จะเว้นไม่กล่าวถึงในที่นี้ แต่จะกล่าวถึงเฉพาะเซิ้งบั้งไฟ

 

การเซิ้งจะทำกันในวันโฮม หรือวันรวมบุญ (วันก่อนวันจุดบั้งไฟ) ขบวนเซิ้งประกอบด้วยผู้รำมีทั้งชายและหญิง หรือจะเป็นชุดหญิงล้วน หรือชายล้วนก็ได้  จำนวนไม่จำกัด อาจจะมีตั้งแต่ ๔ ถึง ๒๐ คน ดนตรีประกอบด้วยแคน กลอง ฉิ่ง ฉาบ กรับ หรือ เคาะกะโหลกกะลาไปตามที่หาได้ก็มี บางคณะแต่งหน้าประแป้ง เขียนหน้าเขียนตาสวยงาม แต่บางคณะก็เอาดินหม้อป้ายหน้าให้ดูตลก บางคณะก็มีการประดิษฐ์ รูปอวัยวะผู้ชาย (อันเล็กๆ) เชิดไปอย่างสนุกสนาน  บางคณะก็ใช้ร่มขาดๆ กางๆ หุบๆ ไปทำให้คนดูขบขัน แต่ที่จะเห็นเป็นสาระที่สุดเห็นจะเป็นการร้องเซิ้ง บางคนเรียกว่ากลอนเซิ้ง บางแห่งก็เรียกว่า กาบเซิ้ง

 

วิธีการร้องก็จะมีคนร้องนำเป็นวรรคๆ พอจบวรรคคณะที่ตามไปก็จะร้องรับพร้อมกันทั้งคณะ กลอนเซิ้งจะมีหลายลักษณะ เช่น เซิ้งขอ เซิ้งให้พร เซิ้งเล่านิทาน หรือกลอนเซิ้งเฉพาะกิจที่ต้องการสื่อความหมายเฉพาะเรื่องก็สามารถทำได้

 

กลอนที่จะยกต่อไปนี้ เป็นกลอนเซิ้ง คณะเซิ้งจะเร่ไปตามบ้านช่อง ห้างร้าน ถึงบ้านใดคณะจะหยุดหน้าบ้านแล้วร้องกลอนเซิ้ง ไปจนกว่าเจ้าของบ้านจะออกมาทานหรือให้ สิ่งที่ให้อาจจะเป็นเงิน หรือ ข้าวของ หรือเหล้า หรือแม้แต่ข้าวหมาก ถ้าบ้านไหนให้ก็จะร้องกลอนอวยพรแถมให้ ถ้าไม่ได้ก็จะไม่มีความรุนแรงอะไร เพียงแต่ร้องกลอนตื้อนิดหน่อย ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็จะมีคำกลอนกระแนะกระแหนบ้าง พอหอมปากหอมคอ

 

กลอนขอมักจะเอาเรื่องพระเวสสันดรมากล่าวอ้าง ว่าแม้แต่ผะเหวด หรือพระเวสสันดรยังให้ทานช้างม้า วัว ควาย เวียงวัง และลูกเมีย ท่านจะให้ทานพวกข้าพเจ้าจะไม่ได้บ้างเชียวหรือ อะไรทำนองนี้ จะขอยกกลอนที่มีเกี่ยวกับวัว ควายมาดังนี้

 

โอ เฮาโอ พวกเซิ่งเฮาโอ ( แล้วคณะก็ว่าตามหลังทุกวรรค)

มาฮอดนี่เฮาขอสาก่อน …………..

มาฮอดบ่อนเฮือนเจ้าศรัทธา …………..

ขอเงินตราไปซื่อกินเหล่า …………..

ขอนำเจ้าผู้เพิ่นใจบุญ …………..

จั่งเป็นคุณลูกหลานมาจอด …………..

ย่างมาฮอดเฮือนเจ้าศรัทธา …………..

เอามาสา เอามาเร็วก่อน …………..

ตาออนซอนองค์เวสสันดร …………..

บ่ออาทร วัว ควาย ช้าง ม้า …………..

ใจแก่กล้าทานลูกทานเมีย …………..

สาละเสียมัทรีนางแก้ว …………..

ทานให้แล่วแก่ชูชะโก …….. ฯลฯ

 

เพลงอีเกิ้ง (เพลงร้องให้เด็กๆฟัง หรือ เพลงหัดให้เด็กร้อง ของคนอีสาน คล้ายเพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ของทางภาคกลาง)

 

   อีเกิ้งเอย ขอข้าวขอแกง 

ขอแหวนทองแดงแขวนคอน้องหล่า

ขอเสื้อผ้าให้น้องข่อยใส่

ขอช้างใหญ่ให้น้องข้าขี่

ขอซิ่นหมี่ให้น้องข่อยนุ่ง

ขอกะบุงหาบกะต่า

ขอช้างม้า เป็ด ไก่ งัว ควาย

ขอกระบวยทองคำตักน้ำ

ขอข้าวหย่ำมาป้อนก้อนคำ

ขอหมอลำให้น้องข่อยเบิ่ง

เดือนอีเกิ้งตูข่อยเฝ้าหอ

 

เพลงกล่อมเด็ก ในท้องถิ่นอีสานจะมีบทเพลงใช้กล่อมเด็กเป็นจำนวนมาก เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับสภาพทางธรรมชาติ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เกี่ยวกับนิทาน วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตต่างๆ ซึ่งมีท่วงทำนองที่เยือกเย็นชวนง่วงนอน ถ้าเป็นเด็กโตที่พอจะฟังเข้าใจว่าจะซาบซึ้งในเนื้อหา เป็นการปลูกฝังแนวคิดและเรื่องราวต่างๆให้แก่เด็กไปในตัว ประกอบกับอู่ที่ให้เด็กนอนส่วนใหญ่จะใช้ผ้าขาวม้าใช้เชือกหรือเถาวัลย์ที่เหนียวผูกขมวดปมที่ชายผ้าทั้งสองข้าง แล้วโยงใส่เสาเรือน เสาเถียงนา หรือต้นไม้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ใกล้ที่ไหน  เมื่อนำเด็กลงนอนผ้าขาวม้าก็จะหย่อนลงรับสันหลังเด็ก  ด้านข้างก็จะบีบรัดเข้ามาเสมือนเป็นอ้อมกอดของแม่ เวลาไกวก็จะโยนตัวได้นุ่มนวล ไม่มีเสียงออดแอดรบกวน ยิ่งเวลาที่แขวนอู่อยู่ตามหัวไร่ปลายนามีสายลมโชยเบาๆ แทนพัดลม แล้วผู้เป็นแม่ เป็นย่า หรือยาย หรือพี่สาวแกว่งไกวเปลไปด้วยร้องเพลงกล่อมไปด้วย เด็กจะเคลิ้ม จะมีความไว้วางใจ มีความมั่นใจ มีจินตนาการที่ดีงาม แล้วก็เผลอหลับไปได้ โดยที่ยังไม่ทันถึงสองจบด้วยซ้ำไป

 

มีเพลงกล่อมเด็กหลายเพลงที่เนื้อร้องกล่าวถึงควายซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้าน คู่นาอย่างแท้จริง และเมื่อเด็กเติบโตขึ้นจนเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ก็ไม่พ้นกลับมาเป็นเด็กเลี้ยงควาย และดำเนินชีวิตคนทำนาโดยมีควายคู่ชีวิต สืบวิสัยของบรรพบุรุษต่อไป

 

จะขอยกบางบทซึ่งเป็นของเก่าแก่ดั้งเดิมมาบันทึกไว้ดังนี้

 

   นอนสาเยอ

* นอนสาเยอแม่เยอ หลับตาสาเยอแม่เยอ

แม่เฮาไปไฮ่ขี่ควายเขาลา

พ่อเฮาไปนาขี่ควายเขาตู้
ขาหนึ่งคู้ ขาหนึ่งเหยียดสอยลอย

สองขาหน้ายันไปกุ่นๆ

สาวขาไหลขี่ดินไง่ฟัง

อื้อ..อืออื้ออือ

 

เพลงเด็กอีสาน เป็นเพลงที่เด็กๆ ใช้ร้องเล่นกันเป็นหมู่ๆ นอกจากจะเป็นเครื่องบันเทิงเริงรมย์แล้ว ทำนองจะเรียบง่ายๆ จดจำและถ่ายทอดกันได้ง่าย สนุกสนาน และเนื้อร้องก็จะสอดแทรกเรื่องราวที่สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน หรือไม่ก็เป็นทำนองตลกขบขันก็มี มีบางบทที่พูดถึงควายดังนี้

  น้องข้อยให้อีแม่ใหญ่ข้อยกวย

 

ควายข้อยเสียอีแม่ใหญ่ข้อยด่า

 

เต้นเข้าป่าเห็นนกแจนแวน

 

แจนแวนเอ้ยเห็นควายข้อยบ่

 

เห็นอยู่นั่นแหล่ว อีตู้ย่างก่อน อีด่อนนำหลัง