ในชีวิตประจำวันของเรามีเรื่องให้น่าเครียดมากมาย เกิดได้ตลอดตั้งแต่ตื่นจนหลับทีเดียว  การอยู่กับความเครียดนี่  จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและควรบริหารจัดการให้ได้ ไม่งั้นความเครียดทุกวันจะกลายเป็นเครียดสะสม จนแสดง ออกมาทางร่างกายหลายอย่าง เช่น  เหนื่อยเพลีย  ใจสั่น นอนไม่หลับ  ปวดศีรษะ  ปวดท้อง  คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น  

         การจัดการความเครียดนั้น มีนักวิชาการได้เขียนไว้มากมาย โอ๊ยอ่านจนไม่ไหว  แต่เวลาที่คนเครียดไปอ่าน ก็อ่านไปเถอะ ทำไม่ได้หรอก  บางอย่างมันอยู่บนจิตนาการ แม้แต่คนที่เขียนมาให้เราปฏิบัติเชื่อมั๊ยว่าทำไม่ได้คือกันเพียงแต่เป็นหลักการให้รู้ว่า  หากทำได้อย่างนี้แล้ว  ความเครียดก็จะลดลงไปนั่นเอง  เช่น"อย่าไปคิดมาก "  อะไรพอวางได้ก็วาง    ก็เพราะมันวางไม่ได้นี่แหล่ะถึงได้นั่งเครียดอยู่นี่ไง  ไม่งั้นคงไม่เครียดหรอกว่ามั๊ย 

        อ้าว แล้ว อย่างนี้เราจะจัดการกับความเครียอย่างไรล่ะนี่  จะให้เครียดต่อไป   หลายคนคง บอกว่า  " อ๊าย ...ชลัญธร  แล้วเธอจะขึ้นหัวข้อ  stress management  ทำม๊าย  "  อุตส่าห์หลงอ่านแล้วเธอจะให้ฉันเครียดต่อไปงั้นหรือ    ขอบอกว่าเปล่าจ้า  ก็จะมาชวนการบริหารจัดการความเครียดให้อยู่หมัด  นี่แหล่ะ  ไม่ใช่ไม่เครียดนะ  แต่ เครียด อย่างไร ให้จัดการได้น่ะ

        มาเริ่มเลย นี่คือวิธีคิดแบบ ชลัญ อาจลอกเลียนแบบไม่ได้  แต่อย่างน้อยอ่านเรื่องนี้แล้วไม่เครียดแหล่ะไป๊

        จริง ชีวิตชลัญก็มีความเครียดกับเขาเหมือนกัน  ร้องไห้ ก็เป็นนะ เห็นว่าอย่างงี้  เพียงแต่ความเครียดของชลัญไม่เคยเกินข้ามวันก็เท่านั้น  อย่างแรกมาดูนิยามความเครียดก่อน

  นิยามความเครียดของชลัญ นั่นคือ  ความรู้สึกของเราที่ไม่ได้รับการตอบสนองจากเรื่องต่างๆ ที่เราคาดหวัง  ไว้ล่วงหน้าแล้ว   แต่ผลลัพธ์ มัก ไม่ได้ดั่งนั้น จึงทำให้เกิดความเครียด  ซึ่งการตอบสนองนั้นคือตอบสนองกิเลศเราใน ตัณหา มานะ  ทิฐิ  

  ตัณหา  คือความอยากได้อยากมี

    มานะ คือ ความถือตัวตนและอยากใหญ่

     ทิฐิ  คือ ความยึดมั่น ในความคิดของตัวกูว่า ถูก  ดี  ประเสริฐ

  เมื่อกิเลสไม่ได้รับการตอบสนองก็เกิดความเครียด  ยิ่ง เครียดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมจากความคิดปรุงแต่งของตนเองต่างๆนาๆ ซึ่งความเครียด กับความทุกข์นี่ชลัญมองว่ามันใกล้กันมากเลย แบ่งกั้นเพียงเส้นบางๆ  เท่านั้น เอง เมื่อรู้ถึงนิยามแล้วนั้น  เราก็มามองเรื่องเครียดเรา  แต่ละเรื่อง  ว่า  ประเด็นไหนที่ทำให้เครียด  ชลัญขอยกตัวอย่าง

  เช่น การทำงาน นั้น ย่อมมีปัญหาและอุปสรรค  เช่น จากเพื่อร่วมงาน  ลูกน้อง หรือหัวหน้า  สมมติไม่พอใจลูกน้อง  บอกอะไร ก็ไม่ฟังไม่ทำ  ไม่เชื่อ ดื้อ  ไม่เคารพ  เรา  มาดูสาเหตุของความเครียดเนื่องจาก  ตั้งเป้าหมายในใจว่า เมื่อฉันเป็นหัวหน้า  และเรียนมาสูงกว่าใคร  ดีกรีเกียรตินิยมเมื่อฉันพูดหรือบอกอะไร แกต้องทำตามฉัน  นี่คือเป้าหมายในใจเรา  ก็คือการ ตอบสนองมานะ กับทิฐิ  แต่ในมุมของลูกน้อง  คิด 

  “อะไรว่ะ ตูทำมาเป็นชาติ  ตั้งแต่หัวหน้าใหม่ยังไม่เกิด  ไม่เห็น ใครจะเป็นอะไร  มาสั่งเปลี่ยนโน่น นี่นั่น  เหนื่อยนะโว๊ย ฝันไปเถอะ ไม่ทำหรอก”

  นั่นคือลูกน้องไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลง  ก็เกิดการใช้คำสั่ง ปฏิบัติ เมื่อถูกสั่งให้ทำอย่างที่ยังไม่เข้าใจ  ลูกน้องก็เกิด แอนตี้ในใจ  ส่งผลออกมานอกใจคือพฤติกรรมที่ แสดงออกมา “สั่งๆไป ตูไม่ทำ เหนื่อยโว๊ย”

  เมื่อเราเห็นพฤติกรรมของลุกน้องก็เกิดความรู้สึกกังขาว่า  เราให้เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีขึ้น เป็นการพัฒนา  ต่อผู้รับบริการทำไมไม่ทำว่ะ แถมทำท่ากวนประสาท 

  นี่ไง เกิดความเครียดขึ้นแล้ว  แล้วทำไงล่ะ ขั้นแรกเอามาเริ่มต้นใหม่  คุยกันได้มั๊ย  ด้วยเหตุผล  จับเข่าคุยแฟร์ๆ  อย่าคิดเอง ปรุงแต่งเองว่า ถ้า ..... แล้วจะ..... ต่างคนต่างคิด  ก็จะไม่ได้ข้อจริง ได้แต่ข้อเท็จ แล้วต่างสรุปเองว่า  ข้อเท็จเป็นจริงไปซะงั้น

หากไม่ได้ผล ขั้นที่ 2 จะเครียดไปใย  หากนี่คือการพัฒนางาน  เราเป็นเพียง หัวหน้างาน  เมื่อสั่งแล้ว ว่าให้ทำ ..... เพิ่ม แต่ไม่มีใครทำ  ก็บันทึกรายงานผู้บังคับบัญชาสูงสุด ว่า ทำไม่ได้  เนื่องจาก  ............ 1………2…………ฯลฯ  ละ มานะ ทิฐิ ก็ช่างมัน  ไม่ใช่เราไม่อยากทำ  แต่มีข้อจำกัด   ก็ต้องปล่อยไป จนกระทั่ง  ไว้ทุกอย่างพร้อมเมื่อไหร่ จะเริ่มใหม่ ให้เจ้านายดู วางไว้ก่อน   ตอนนี้ ไม่มีใครเอาด้วย  ก็ขอสบายๆ แบบลั่นล้า  ก็อย่าว่ากัน นะ ประมาณนี้เอง  ความเครียดก็คงไม่สะสม แล้ว   อย่าไปเก็บมาทุกเรื่องว่านี่เป็นความรับผิดชอบของเรา  ไม่มีใครทำทำเองก็ได้ว่ะ  เพราะยิ่งทำจะยิ่งเครียด  คนอื่นเขาก็คิดว่า  “เก่งนักทำไปคนเดียว ให้ตายไปเลย” ประมาณนี้  นี่แหล่ะ ปรุงแต่งกันเองก็เลยเกิดความเครียดกันคนละมุม มองหน้าไม่สนิท  จิตก็ตก แน่ๆ 

สรุปการแก้เครียดวิธีแรกคือการลด ตัณหา  มานะ ทิฐิ ของตนเองลงนั่นเอง  ไม่ใช่บอกไม่ให้คิด อย่าไปสนใจคนพันธ์นั้น ช่างหัวมัน  ทำแบบนั้นทำไม่ได้หรอก   แต่ให้คิดแบบยืดหยุ่น  ผ่อนหนักผ่อนเบา  แล้วเครียดใช่จะหมด  แต่เพียงเครียดลดลงอยู่ในระดับที่ ร่างกายทนได้ บริหารจัดการได้นั่นเอง

สำหรับปัญหา ที่ทำให้ชลัญเครียดก็มี ใช่ว่ามาเขียน stress management แล้วผู้เขียนจะไม่มีเรื่องเครียด เลย  แต่เรื่องเครียดของผู้เขียนนั้นมักไม่ข้ามวัน  ต้อง จัดการได้  จึงนำแนวคิดมาแบ่งปัน  คงต้องมีต่อ ตอนต่อไป  เพราะท่าจะยาวไปแล้ว ล่ะ เดี๋ยวเริ่มเครียด  5555 

“คำว่าปัญหา มีมาให้เราแก้ไข  ไม่ใช่มีมาให้ทุกข์ใจ หรือเครียด  การแก้ปัญหานั้นเวลามองอย่างมองข้างหน้าหรือเพียงรอบตัว แต่ให้เอาใจเราขึ้นไปอยู่บนที่สูงๆ  แล้วมองลงมาที่ปัญหา  เราจะเห็นในทุกมิติ  ยิ่งเราขึ้นไปมอง สูงมากเท่าไร เราก็จะมองเห็นได้กว้างมากขึ้น ที่สำคัญ เราเห็นปัญหามันเล็กลงๆ นั่นเอง หากมองไม่เห็น หรือขึ้นไปมองไม่ไหว ก็ให้หาตัวช่วย เพียงคำพูดให้กำลังใจ อาจทำให้เรามองเห็นปัญหา แล้ว หันหน้าสู้ได้   หากแก้ไม่ได้ทำอะไรไม่ได้จริงๆ  ก็ไม่ต้องทำอะไร  ปล่อยให้เวลาผ่านไป ปัญหา ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว ขอเพียงเอาจิตของเราออกมาจากอดีตให้ทันปัจจุบัน  รับรอง ไม่มีความเครียดสะสม แน่นอน”

ด้วยความห่วงใย

ชลัญธร

ปล. รอติดตามวิธีจัดการความเครียด วิธีต่อไปของชลัญนะค่ะ