
ชินกาลมาลีปกรณ์คือคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่รจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระ ภิกษุชาวลังกาในล้านนา เนื้อความกล่าวถึงเรื่องพุทธพยากรณ์ทั้ง24พระองค์ซึ่งได้อิธิพลตามความเชื่อของพุทธศาสนาเเบบมหายาน พุทธประวัติ เเละประวัติศาสตร์ล้านนาบางช่วงที่สำคัญ มีการกล่าวถึงตำนานพระเเก่นจันทน์ คือการสร้างพระพุทธรูป
หนังสือเล่มนี้ ตีพิมพ์เป้นหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพของ อ.เเสง มนวิทูร ซึ่งเป็นผุ้เเปลหนังสือเล่มนี้
(นมัสการพระรัตนตรัย)
โมหนฺธการํ ติฆนํ ปหนฺตฺวา
ญาณงฺสุนา ธมฺมวรงฺสุนา โย
เวเนยฺยพนฺธุตฺตยปงฺกชนฺตํ
โพเธสิ วนฺเท ชินํปสุมาลี ฯ
พระพุทธองค์ใด ละความมืดคือโมหะอันหนาทึบในภพทั้งสาม ด้วย
พระรัศมี คือพระปัญญาตรัสรู้ ยังเผ่าพันธุ์เวไนยชน เปรียบเหมือน
ดอกบัวสามเหล่า ให้คลี่บานคือให้ตรัสรู้ด้วยพระรัศมีอันประเสริฐ
คือพระธรรม ข้าพเจ้า (ผู้ชื่อว่ารตนปัญญาเถร) ขอนมัสการพระพุทธ
พระองค์นั้น ผู้ทรงชนะแล้ว มีละอองพระบาทเป็นระเบียบ ฯ
( บทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณทำนองสรภัญญะ )
องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน
ตัดมูลเกลศมาร บ มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว
ราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร
องค์ใดประกอบด้วย พระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย
พร้อมเบญจพิธจัก- ษุจรัสวิมลใส
เห็นเหตุที่ใกล้ไกล ก็เจนจบประจักษ์จริง
กำจัดน้ำใจหยาบ สันดานบาปแห่งชายหญิง
สัตว์โลกได้พึ่งพิง มละบาปบำเพ็ญบุญ
ข้าขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุญ- ญภาพนั้นนิรันดร
ถอดความ พระองค์ใด ชี้ทางสว่างด้วยแสงแห่งปัญญา ยังเผ่าเวไนยชน
หมู่มวลมนุษย์ ทุกรูป ทุกนาม เมื่อได้ ฟังธรรมเทศนาแล้ว สามารถเข้าใจ และ ประพฤติปฎิบัติได้ตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเปรียบเสมือนดอกบัว ๓ เหล่า คือ เหล่าที่๑คือดอกบัวที่โผล่พ้นน้ำ เมื่อได้รับแสงอาทิตย์แล้วก็จะบานในทันที พอฟังธรรมก็รู้ได้ในทันที
เหล่าที่๒ กำลังจะผุดขึ้นเหนือน้ำ รอแสงอาทิตย์สาดส่อง พอได้รับแสง ก็จะบานในวันพรุ่งนี้ คือ คนที่พิจารณาไตร่ตรองและพยายามปฎิบัติตามหลักธรรม
เหล่าที่๓ คือ ฟังธรรมแล้ว พิจารณาไตร่ตรองแล้ว ปฎิบัติแล้วยังไม่เข้าใจ ต้องคบหากับสัตบุรุษ หรือผู้รู้ คอยให้ทำแนะนำและเห็นตัวอย่างจึงเข้าใจ บัว ๓ เหล่านี้หรือ คน๓ ชนิด นี้ เรียกว่า เวไนยชน เพราะยังสมารถชักจูงได้เพื่อได้ฟังธรรมเทศนา สามารถรู้ได้ด้วยตนเอง
เหล่าที่ ๔ คือบัวที่จมอยู่ใต้น้ำ ที่เพิ่งแตกรากเหง้า ไม่รู้ว่าจะโผล่พ้นน้ำรับแสงอาทิตย์ได้หรือไม่ เปรียบเหมือนคนที่ไม่เอาถ่าน ไม่สามารถรับรู้ และเข้าใจในแก่นแท้แห่งหลักธรรม คนพวกนี้จึงไม่ใช่เวไนยชน
ธรรมเปรียบเหมือนแสงอาทิตย์ ดอกบัวคือตัวแทนของผู้รู้เมื่อได้รับฟังธรรมเทศนา
(หน้าที่ 2)
ราคาตุเร เสฎฺฐคโท ติโลเก
โมหนฺธกาเร วรทีปมาลี
โทสคฺคิโต โย รตนาวลีว
ฆมฺมาภิตตฺเต ปณมามิ ธมฺมํ ฯ
สภาพใด เหมือนยาอันประเสริฐ บำบัดความกระวนกระวาย
มีราคะเป็นต้น ทั้งสามโลก. เหมือนแสงประทีปอันประเสริฐ
ส่องสว่างในที่มืดคือโมหะ. เหมือนสายพานแก้ว ซึ่งพาออก
จากไฟคือ โทสะ เป็นต้น ในภาวะตั้งว่า ความรุ่มร้อนในฤดูแล้ง
ข้าพเจ้าขอนมัสการสภาพนั้น คือ พระธรรม ฯ
นักบวชที่ยังเสพกามอย่างใดอย่างหนึ่งหรือละการเสพกามได้แล้ว แต่ยังยินดี ลุ่มหลง มัวเมา กระวนกระวาย กระหายในกาม เร่าร้อนเพราะกามคือสิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจ ก็ยังไม่สามารถตรัสรู้ได้ แต่เมื่อใดใครก็ตามยุติการเสพกามแล้ว ไม่ยินดี ไม่ลุ่มหลง ไม่มัวเมา ไม่กระวนกระวายไม่กระหายในกาม ผู้นั้นมีโอกาสที่จะรู้เห็น และตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ อันตัดรากถอนโคนความยินดีหรือยินร้ายในกามได้เด็ดขาด
ราคะเป็นเรื่องทำให้ลุ่มหลง พอใจในกามคุณ 5 อย่าง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทำให้จิตฟุ้งซ่าน โมหะ เกิดจากความคิดเห็นที่ผิด จากการไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้ประจักษ์ในเรื่องนั้นๆ ให้ถ่องแท้ถี่ถ้วนก่อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เป็นเหตุให้ไม่รู้บุญไม่รู้บาป ไม่เชื่อบุญไม่เชื่อบาป ชักนำให้ไปทำความชั่วความไม่ดีต่างๆ เป็นอาการที่รู้ไม่เท่าทันถึงสภาวธรรมที่แท้จริงของอารมณ์ที่เข้ากระทบกับจิต ทำให้เกิดความวิปริต เห็นผิดไปจากสภาวธรรมที่แท้จริง โทสะ เกิดจากมานะคือความถือตัวถือตน ความรู้สึกว่าตัวเด่นกว่าเขา ตัวด้อยกว่าเขา หรือตัวเสมอกับเขา เมื่อถูกกระทบเข้าก็เกิดความไม่พอใจ เกิดโทสะขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วหากระงับไม่ได้ก็จะนำให้ทำความชั่วความไม่ดีต่างๆ เช่น ทะเลาะวิวาทกัน กลั่นแกล้งกัน ทำร้ายกัน ฆ่ากัน เป็นเหตุให้ตัวเองเดือดร้อน โลกก็เร่าร้อน ขาดสันติภาพ อยู่กันอย่างเดือดร้อน หวาดระแวงกันและกัน
โทสะ กำจัดได้โดย เมตตา คือการมีความรักปรารถนาดีต่อกัน[1]
การฝึกสัมมาสมาธิ การ ฝึกสมาธิเพื่อให้เกิดประโยชน์และคุณค่า ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติย่อมต้องการที่จะฝึกหรือปฏิบัติในแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะฝึกหรือปฏิบัติได้ถูกต้อง
การฝึกสัมมาสมาธิคือการที่จิตไม่ฟุ้งซ่านลักษณะของสัมมาสมาธิที่กล่าวนี้ ในพระไตรปิฎกยังแสดงให้เห็นว่า สัมมาสมาธิมีคุณูปการแก่ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติ โดยเมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่านและมีความตั้งมั่นแห่งจิตแล้ว ย่อมขจัดมิจฉาสมาธิ ตลอดจนกิเลสได้ ดังความในพราหมณสูตร[6]กล่าวถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้อีกตอนหนึ่งว่า
สัมมาสมาธิที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด. จากความข้างต้น แสดงให้ทราบว่า สัมมาสมาธิสามารถขจัดมิจฉาสมาธิ ตลอดจนกิเลสและความฟุ้งซ่าน สามารถทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพานได้
การจะฝึกสมาธินั้น บุคคลจะต้องยึดหลักการฝึกแบบสัมมาสมาธิ กล่าวคือ ฝึกเพื่อการทำให้ใจสงบ ระงับจากกาม ปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย และไม่ฟุ้งซ่าน จนกระทั่งจิตตั้งมั่น ไม่ซัดส่าย ก็จะสามารถทำให้การฝึกและปฏิบัติของบุคคลนั้น ถูกต้อง ตรงต่อพระพุทธธรรมคำสอน จนสามารถบรรลุถึงเป้าหมาย คือพระนิพพานได้ ทั้งนี้ การที่จะจิตจะไม่ฟุ้งซ่าน จิตจะต้องไม่คิดหรือตรึกในสิ่งที่จะทำให้จิตเกิดราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งในพระไตรปิฎก ได้กล่าวถึงลักษณะของจิตฟุ้งซ่านว่า จะมีลักษณะที่ซัดส่ายไปข้างนอก คือซัดส่ายไปในอารมณ์ คือกามคุณ ทำให้มีความพอใจในกามคุณ 5 อย่าง คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ซึ่งทำให้จิตระคนปนเจือไปด้วยความตรึกไปในกาม[8]
ราคะ โทสะ โมหะ คือ สิ่งที่ทำให้เราทำผิด จากสิ่งที่ควรทำ
เมื่อสิ้น ราคะ โทสะ โมหะ ไปแล้วก็จะพบหนทางที่ถูกต้อง
พุทฺธสฺส พิมฺพาว สมินฺทฺริโย โย
นรมรูนํ วรทกฺขิเณยโย
คณุตฺตโม ตํ ปณมามิ สํฆํ ฯ
บุคคลใดสืบเนื่องมาแต่พระพุทธ เหมือนเนื้อนาบุญ.
มีอินทรีย์สงบเหมือนพระพุทธรูป. เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา
อันประเสริฐของเทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย, เป็นผู้สูงสุด
แก่มนุษย์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนมัสการซึ่งบุคคลนั้น ผู้เป็นพระสงฆ์ ฯ
แม้พระพุทธก็ได้ทรงตรัสสรรเสริญพระพุทธ (ด้วยกัน) และตรัสชี้แจงลำดับ, กาล และ เทศ ซึ่งเป็นดังพวงมาลามากมายสวยงามต่างๆ กัน พระองค์สามารถที่จะทำให้นักปราชญ์ทั้งหลายทราบแนวความคิดเห็นได้โดยง่าย ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์แล้ว ขอให้ได้อานิสงส์ส่วนบุญ มากพอที่จะเป็นการกำจัดอันตรายต่างๆ ได้ด้วยบุญกุศลนั้น จะได้กล่าวถึง คัมภีร์ชินกาลมาลี เรื่องราวอันเป็นระเบียบกาลแห่งพระพุทธ) ต่อไป
ในเรื่องกาลและเทศนั้น กาลที่สืบเนื่องติดต่อกันมาแห่งพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคโคดมผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย นับตั้งแต่กาลที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเป็นต้นมา ชื่อว่า ชินกาล คือ กาลแห่งพระชินหรือพระพุทธผู้ชนะแล้ว และชินกาลนั้น มีหลายอย่าง พึงทราบตามลำดับดังต่อไปนี้
น้าที่ 3)
(พระโพธิสัตว์ ๓)
พระโพธิสัตว์มี ๓ จำพวก โดยยึดหลักการที่บำเพ็ญบารมี คือ พระโพธิสัตว์ จำพวกปัญญาธิก ๑ พระโพธิสัตว์จำพวกสัทธาธิก ๑ และพระโพธิสัตว์จำพวกวิริยาธิก ๑
พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลาย ทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปจึงสำเร็จเป็นพระพุทธ จัดเป็นจำพวกปัญญาธิก เพราะกำลังพระปัญญินทรีย์แรงมากต่อไปนี้เป็นกาลที่ทรงปรารถนา โดยแสดงออกทางพระกายและพระวาจา
(จิตตุปบาทกาล)
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคของเราทั้งหลาย ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธ ด้วยใจ ๗ อสงไขย ด้วยวาจา ๙ อสงไขย ด้วยกายและวาจา ๔ อสงไขยและแสนกัป พระโพธิสัตว์ของเรามีขณะจิตที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธครั้งแรก แต่ยังมิได้เคยพบเห็นพระพุทธองค์ใด ๆ เลยนั้น นับชาติไม่ถ้วนมาแล้ว เรื่องนี้โปรดทราบดั่งต่อไปนี้
ในครั้งอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดเป็นคนยากจนคนหนึ่ง อยู่ในเมืองคันธารเก็บผักหักฟืนด้วยตนเองจากป่ามาขายเลี้ยงมารดา อยู่มาวันหนึ่ง กำลังแบกของหนักมาถูกแดดแผดเผากระหายน้ำ จึงนั่งพักที่โคนต้นนิโครธ (ต้นไทรหรือต้นกร่าง) แห่งหนึ่ง รำพึงว่าขณะนี้เรามีเรี่ยวแรงกำลังอยู่ ก็พอทนความทุกข์ร้อนได้ เมื่อเวลาแก่เฒ่าลงไปแล้วหรือในเวลาเจ็บไข้ เราจะไม่อาจทนความทุกข์ได้ อย่ากระนั้นเลย เราไปเมืองสุวรรณภูมิขนเอาทองมาเลี้ยงมารดาให้มีความสุขเถิด เมื่อคิดดั่งนี้แล้ว จึงพามารดาไปลงเรือสำเภาโดยขอเป็นลูกจ้างประจำเรือ แล้วไปเมืองสุวรรณภูมิพร้อมกับพ่อค้าทั้งหลายเรือสำเภาได้อับปางลงในวันที่ ๗ ครั้งนั้นพวกพ่อค้าได้ถึงมหาวินาศกันสิ้น พระโพธิสัตว์แบกมารดาของตนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร ครั้งนั้น ท้าวมหาพรหมชั้นสุทธาวาสเล็งแลดูสัตว์โลกทั่วไปคิดว่าล่วง ๑ อสงไขยมาแล้ว บุรุษใดที่จะบังเกิดเป็นพระพุทธแม้สักองค์หนึ่งสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธ จะมีไหม จึงเห็นพระโพธิสัตว์กำลังสละชีวิตพามารดาของตนว่ายข้ามมหาสมุทรอันลึกล้ำกว้างใหญ่หาที่สุดมิได้ ก็รู้ว่า มหาบุรุษผู้นี้ มีความเพียรมั่งคงนักมีอัธยาศัยช่วยเหลือผู้อื่น พระโพธิสัตว์โดยพรหมดลใจ เกิดความคิดขึ้นในใจว่าเราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นตรัสด้วย เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย ดั่งนี้ ว่ายข้ามมหาสมุทร ๒-๓ วัน ก็ถึงฝั่งพร้อมด้วยมารดา ตั้งแต่นั้น
(หน้าที่ 4)
พระโพธิสัตว์เลี้ยงดูมารดาจนสิ้นชีพ ก็ได้ไปเกิดในเทวโลก ฝ่ายมารดาของพระโพธิสัตว์ได้ไปตามยถากรรม
นี้คือกาลที่ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธขึ้นในใจเป็นครั้งแรก เรียกว่าปฐมจิตตุปบาทกาล
(มโนปณิธาน)
ในพระชาติอื่น ต่อแต่นั้นมา พระมหาบุรุษจุติจากเทวโลก เป็นพระราชาทรงพระนามว่าพระเจ้าสัตตุตาปน ในเมืองสิริมดี เมืองสิริมดีในครั้งนั้นก็เหมือนเมืองพาราณสี เป็นที่รู้กันว่า พระเจ้ากรุงสิริมดีนั้น โปรดประพาสคล้องช้าง ทรงทราบข่าวช้างที่พรานป่าป่าทูลบอกเล่า จึงเสด็จไปกับเสนาข้าราชการ คล้องช้างเชือกนั้นได้แล้ว โปรดให้นำมาขึ้นระวางเป็นช้างหลวง ครั้นหมอควาญผู้เชี่ยวชาญตำราคชเวทฝึกหัดช้างเชือกนั้นดีแล้ว ในวันที่ ๘ (หลังจากฝึกหัดแล้ว) พระองค์ทรงขี่เลียบพระนคร ครั้งนั้นโขลงช้าง เป็นอันมากมาจากป่าในเวลากลางคืน เข้าไปในอุทยาน หักทำลายพืชพันธุ์ต้นไม้ ถ่ายมูลตรคูณแล้วพากันกลับไป พระราชาเมื่อเสด็จเลียบพระนคร ทรงทราบข่าวนั้นจากพนักงานเฝ้าสวน จึงเสด็จไปทอดพระเนตร (ความเสียหาย) สวน เสด็จเลยเข้าไปในสวน ทรงตรวจตราดูบริเวณสถานที่ต่าง ๆ ครั้นช้างพระที่นั่งได้กลิ่นช้างพัง ก็เกิดอาละวาดเมามันขึ้นด้วยกามราคะ สลัดควาญช้างตกลงแล้วหนีเตลิดไป พระราชายังประทับอยู่บนช้างตัวนั้น แม้ทรงกระชากชัปไว้ด้วยขอแก้วก็ไม่อาจทำให้มันกลับได้ถูกมันพาไป ทรงเหนี่ยวกิ่งมะเดื่อไว้ได้ จึงประทับนั่งอยู่บนยอดไม้ ฝ่ายเสนาข้าราชการทั้งหลาย ติดตามรอยช้างนั้นพากันไปรับพระองค์คืนเข้าพระนคร พระราชาตรัสเรียกหมอควาญนั้นมาแล้วตรัสว่า “ตาหมอแกลวงเอาเราไปฆ่าหรือ ?” หมอควาญกราบทูลว่า “ขอเดชะ ไฉนตรัสอย่างนี้? ช้างเชือกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าหัดไว้อย่างดีที่สุดแล้ว มันไปด้วยความเร่าร้อนราคะ เมื่อสมใจมันแล้ว มันก็จะกลับมาอีก” ช้างนั้นเข้าป่าไปรื่นรมย์กับนางช้างเสด็จแล้ว ในวันที่ ๗ ก็กลับมายืนอยู่ในโรงของตน พระราชาทรงทราบพฤติการณ์นั้นแล้ว เสด็จไปสู่โรงช้าง ทรงลูบงวงมันแล้วตรัสว่า “ตาหมอ ช้างเชื่องออกอย่างนี้ทำไมเราเอาขอรั้งมันไว้ไม่อยู่?” หมอควาญกราบทูลว่า “ขอเดชะ ไฉนตรัสอย่างนี้? ขึ้นชื่อว่าราคะ ร้ายแรงยิ่งกว่าขอแก้วนัก ร้อนยิ่งกว่าไฟนัก มีพิษยิ่งกว่างูนัก เพราะฉะนั้น
(หน้าที่ 5)
พระองค์จึงไม่อาจเอามันอยู่ มันไปด้วยกำลังราคะของช้าง แล้วมันกลับด้วยกำลังมนต์ของข้าพระพุทธเจ้า” “ถ้ากระนั้นแกแสดงกำลังยาคือมนต์ของแกให้เราดูได้ไหม?” พระราชาตรัสถาม “ได้ พระเจ้าข้า” หมอควาญทูลรับแล้ว ใช้กำลังมนต์บังคับช้างให้จับก้อนเหล็กใหญ่ที่เผาไฟลุกแดง ช้างเอางวงจับเหล็กก้อนแดงนั้นแน่นไม่ปล่อย เพราะกลัวหมอควาญ พระราชาทรงกลัวช้างจะตายตรัสสั่งให้หมอควาญบอกช้างให้ปล่อยก้อนเหล็กนั้นแล้วทรงสลดพระทัย ทรงรำพึงว่า “ราคะนี้หนอ ร้อนยิ่งนัก สัตว์บุคคลเหล่านี้ อาศัยราคะแล้วเสวยทุกข์มีประการต่าง ๆ อย่ากระนั้นเลย เราขอเป็นพระพุทธเปลื้องตนให้พ้นจากราคะเถิด” ความตั้งใจที่จะเป็นพระพุทธได้บังเกิดขึ้นแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
เราตรัสรู้แล้ว จะให้ผู้อื่นตรัสรู้ด้วย เราพ้นจากกิเลสแล้ว จะให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราข้ามโลกได้แล้ว จะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย มหาสมุทรคือวัฏสงสารมีภัยมาก ฯ
พระองค์ตั้งพระทัยอย่างนี้แล้ว สละราชสมบัติ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ทรงบรรพชาเป็นพระฤษี ดำรงอยู่ตลอดพระชนมชีพมายุ เมื่อสิ้นพระชนมชีพ ก็ได้ไปบังเกิดในโลกสวรรค์
แต่นั้น ในเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลก บังเกิดเป็นคนตระกูลพราหมณ์ นับถือพรหม ณ ตำบลสาลัททิยพราหมณ์แคว้นมคธ สอนไตรเพทแก่พราหมณ์มานพ ๕๐๐ คน เมื่อบิดามารดาสิ้นชีพแล้ว ได้บริจาคทรัพย์จนหมด ออกบวชเป็นพระฤษีอยู่ที่ภูเขาปัณฑร ภูเขาปัณฑรในครั้งนั้นก็เหมือนภูเขาเอรกะ พระเมตไตรย-โพธิสัตว์ได้เป็นหัวหน้าศิษย์ฤษีของพระมหาสัตว์ อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เห็นแม่เสือตัวหนึ่งทำท่าจะกินลูกของตนที่เชิงภูเขาแห่งหนึ่ง จึงมาคิดว่า “ทุด ! ทุด ! โลกเอ๋ยโลก” แล้วพูดกับหัวหน้าศิษย์ว่า “เราช่วยกันไปแสวงหาอาหารที่เป็นเดนสิงโต เป็นต้น เอามาให้แก่แม่เสือนี้เถอะ” เมื่อหัวหน้าศิษย์ไปแล้ว พระโพธิสัตว์เล็งเห็นว่า “ร่างกายของตนเกลือกกลั้วบาปมิใช่น้อย และเห็นว่าร่างกายเป็นเหตุแห่งทุกข์ คันหาอุบายที่จะปลดเปลื้องทุกข์นั้นเห็นอยู่แต่พุทธการกธรรม คือ ธรรมที่จะให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธ” ครั้นเล็งเห็นดังนั้นแล้วจึงคิดว่า “ผู้ที่ไม่ปฏิบัติพุทธการกธรรมอันยากยิ่ง ไม่สละสิ่งที่สละยาก ไม่ได้บริจาคสิ่งที่บริจาคยาก ไม่อาจบรรลุพุทธภูมิได้” แล้วเกิดความคิดขึ้นในใจว่า
สรุป บุคคลใด สืบเนื่องมาด้วยบุญทางศาสนา มีดวงจิตที่สงบดั่งพระพุทธรูป เป็นที่สมควรกราบไหว้บูชา จากเหล่าเทวดาและหมู่มวลมนุษย์ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้บูชาบุคคลนั้น แม้แต่พระสงฆ์ผู้รู้แจ้งแสดงเป็นลำดับ เช่นความงดงามของดอกไม้ที่ร้อยเป็นมาลัยที่สวยงาม เห็นแสงแห่งธรรมในความเป็นระเบียบเรียบง่ายแห่งกาลวิธี จนสามารถเห็นหลักธรรมวิธีคิด วิธีปฎิบัติได้โดยง่าย ข้าพเจ้าขอกราบไหว้เป็นพุทธบูชา ด้วยพระรัตนตรัยทั้ง๓ อันมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยอานิสงส์ของบุญที่พอมี ขอให้ข้าพเจ้า ได้กล่าวถึงและเข้าใจคัมภีร์ชินกาลบาลีปกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องราว ระเบียบ กาลของพระพุทธที่ท่านพระรัตนปัญญาเถระเป็นผู้รจนาไว้ โดยศาสตราจารย์(พิเศษ)ร.ต.ท.แสง มนวิทูร เป็นผู้แปล ด้วย ดวงจิตอันบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ขอตั้งจิตอนิษฐานหากข้าพเจ้าพอมีบุญบารมีที่สะสม ขอให้ข้าพเจ้าถอดความหนังสือ ชินกาลมาลีปกรณ์ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และเข้าใจในแก่นแท้แห่งหลักธรรมอันว่าด้วยเรื่องราวประวัติทางพุทธศาสนาที่เรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ในกาลต่อไป