ICF คือบัญชีสากลเพื่อการจำแนกการทำงาน
ความพิการและสุขภาพ
สามารถใช้ในการประเมินและรักษาได้กับทางการแพทย์และเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงวิชาชีพทางการแพทย์เข้าด้วยกัน

ICF สนใจว่าคนบกพร่อง/พิการให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ โดยสนใจใน 3 มิติด้วยกันคือ Body function&
Structure, Activity,
และ Participation ซึ่ง3สิ่งนี้มีEnvironmental Factors และ Personal Factors
เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
โดยActivityและ Participationจะเทียบเท่ากับArea of Occupationซึ่งได้แก่ Work, Play, Rest, Leisure,
Sleep, ADL, และ
Social participation
สิ่งแวดล้อม(Environment Factors) ที่นักกิจกรรมบำบัดสนใจประกอบไปด้วย สิ่งแวดล้อมทางกาย ทางสังคม และทางความคิด (ทัศนคติ)
การให้คะแนนแบบ ICF จะมีเพียงคะแนนของสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่เป็นได้ทั้งบวกหรือลบ
ถ้าScore สิ่งแวดล้อมเป็นบวกหมายถึงสิ่งแวดล้อมนั้นส่งเสริมให้เขามีความสามารถเราก็จะประเมินว่าสิ่งแวดล้อมนั้นดีหรือไม่
ถ้าScore สิ่งแวดล้อมเป็นลบหมายถึงสิ่งแวดล้อมนั้นมีสิ่งกีดขวางความสามารถในการทำกิจกรรม เราก็จะปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมนั้นให้ดีขึ้นส่งเสริมความสามารถของเขา
Activity คือการใช้ระบบการทำงานของร่างกายในการทำกิจกรรมได้ หรือสามารถทำกิจกรรมได้
Activity limitations คือการจำกัดการทำกิจกรรม หรือกทำกิจกรรมนั้นๆไม่ได้
Participation คือการเข้ามีส่วนร่วม
Participation restrictions คือ การจำกัดการเข้ามีส่วนร่วม หรือเข้าร่วมกิจกรรมไม่ได้
ผลลัพธ์ของการรักษาทางกิจกรรมบำบัดจะเน้นไปที่ 2 อย่างคือ Quality of Life และ Occupational Performance
ความสามารถ(Performance) หนึ่งๆอาจจะไม่ถึงความสามารถสูงสุด (Capacity) แต่ความสามารถใดๆในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต (Occupational Performance) ได้มักจะเกิดความสามารถสูงสุด
กรณีศึกษา
กรณีศึกษาที่1 คนไข้เป็นโรคหัวใจ มี ICF Codeว่าหัวใจโตเกินไป ทำให้ทำADLไม่ได้ มีสิ่งแวดล้อมในบ้านที่ไม่เหมาะสม
วิเคราะห์เราต้องรู้สาเหตุของโรค และโรคทำให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการทำกิจกรรมในระดับไหน และประเมินต่อว่ากิจวัตรประจำวันใดบ้างที่เขาสามารถทำได้ซึ่งอาจจะเริ่มต้นทำกิจวัตรที่เป็นพื้นฐานก่อนแล้วค่อยปรับๆ หรืออาจจะต้องมีคนช่วยในการทำหรือมีอุปกรณ์เสริมหรือไม่ รวมทั้งต้องปรับสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้ส่งเสริมความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของเขาเช่นอาจจะปรับพื้นที่ในการทำกิจวัตรประจำวันให้อยู่ในบริเวณที่ใกล้กัน เพื่อลดการใช้กำลังมากเกินไปที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรค
กรณีศึกษาที่2 คนไข้เป็นคุณยายป่วยเป็นโรคมะเร็ง หมอบอกว่าจะตายภายในสามเดือน และอยู่ในโรงพยาบาลตลอด
วิเคราะห์ เราจะต้องปรับสิ่งแวดภายในและภายนอกของคุณยาย เริ่มต้นจากสิ่งแวดล้อมภายในก่อนคือให้ญาติๆคอยให้กำลังใจ อยู่เคียงข้างคุณยายเพื่อให้คุณยายมีความคิดในแง่บวกในชีวิตที่เหลืออยู่ และตัวคุณยายเองก็ต้องปรับทัศนคติตามไปด้วย เพื่อที่จะมีแรงใจที่จะสู้ อยู่กับโรคต่อไป หรืออาจจะหากิจกรรมที่คุณยายชอบหรือทำเป็นงานอดิเรกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในเรื่องนี้ และเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมภายนอกโดยการให้คุณยายออกไปเจอสังคมภายนอกบ้างไม่อยู่แต่ในโรงพยาบาล หากเป็นสังคมที่เป็นผู้ป่วยประเภทเดียวกันก็จะดีเพื่อที่จะได้ให้คุณยายมีการแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์ว่าจะอยู่กับโรคนี้ไปนานๆได้อย่างไร
กรณีศึกษาที่3 เป็นนักศึกษาชั้นปีที่1 ควบคุมอารมณ์ไม่ได้แต่อยากเป็นหมอ
วิเคราะห์ เนื่องจากตัวเขาอยากเป็นหมอ จึงต้องยก/อธิบายคุณสมบัติของความเป็นหมอให้เขาได้เข้าใจ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เขาประพฤติตัวให้ดีขึ้น จากนั้นหากิจกรรมที่ทำให้เขาใจเย็นลง หากว่าเขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่ส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีได้อาจจะเป็นเพราะหน้าที่การทำงานของร่างกายหรือระบบต่างๆของร่างกายมีความบกพร่องที่จำกัดการแสดงความสามารถใดๆในการดำเนินชีวิต ทำให้เราเองก็อาจจะส่งเสริมให้เขามีความสามารถสูงสุดไม่ได้ เราอาจจะต้องถามถึงความต้องการที่แท้จริงที่ทำให้เขาอยากเป็นหมอเพื่อเน้นยำถึงเจตจำนงของเขาอีกครั้ง หรือเปิดมุมมองให้เขาเกี่ยวกับวิชาชีพแพทย์อื่นๆที่ช่วยในการรักษาคนไข้ให้เขาเพื่อให้เขามีทางเลือกในการตัดสินใจอีกครั้ง อีกทั้งเราต้องประเมินสิ่งแวดล้อมภายนอกเช่นครอบครัวว่าส่งเสริมหรือยับยั้งให้เขาประพฤติพฤติกรรมเช่นนี้เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนให้ครอบครัวมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น และสิ่งแวดล้อมภายนอกเช่นกำลังใจจากคนรอบข้างหรือสังคมที่เขาอาศัยอยู่ก็สำคัญที่เพิ่มโอกาสและเป็นตัวกระตุ้นให้เขาได้แก้ไขตนเอง
ขอบคุณภาพจาก http://www.unescap.org/stat/meet/widd/icfintro.htm