โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พุทธสัจจะ

ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

สารบัญ

บทที่ ๑    พุทธสัจจะ

บทที่ ๒    ลักษณะของพุทธสัจจะ

บทที่    หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

บทที่ ๔    การเข้าใจและเข้าถึงพุทธปรัชญา

บทที่ ๕    วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า

บทที่ ๑

พุทธสัจจะ

วิธีการเข้าถึงพุทธสัจจะจำแนกเป็นประเด็นดังนี้

1111111111 พุทธสัจจะ

1111111112 การเข้าใจและเข้าถึงพุทธสัจจะ

1111111113 วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า

สรุปเป็นทัศนะจำแนกประเด็นพุทธปรัชญาได้ดังนี้

1111111111.1 ประวัติศาสตร์พุทธปรัชญา

111111111พระพุทธเจ้ามีนามเดิมว่าสิทธัตถะประสูติที่ลุมพินีตั้งอยู่ระหว่างนครกบิลพัสดุ์และเทวทหะเมื่อ 623 ปีก่อนคริสตศักราช (ก่อนพุทธศักราช 80 ปี) พระบิดานามว่าสุทโธทนะมารดานามว่าพระนางมหามายาประสูติได้ 7 วันพระมารดาทิวงคตและอยู่ในการดูแลของพระนางประชาบดีโคตรมีเมื่ออายุได้ 16 ปีได้ทรงอภิเษกกับพระนางยโสธราหรือพิมพามีโอรสหนึ่งองค์นามว่าราหุลออกผนวชเมื่ออายุ 29 ปีเพื่อแสวงหาสัจธรรมเป็นเวลา 6 ปีจึงได้บรรลุสัมโพธิญาณเมื่ออายุ 35 ปีสิทธัตถะราชกุมารสนพระทัยในการเจริญสมาธิตั้งแต่เยาว์วัยดังปรากฎในพิธีแรกนาขวัญจิตพระองค์เป็นสมาธิจนบรรลุขั้นปฐมฌานครั้นบรรลุสัมโพธิญาณพระองค์ก็เสด็จจาริกไปตามแคว้นต่างๆเพื่อแสดงสัจธรรมคืออริยสัจ 4 ตลอดระยะเวลา 45 พรรษาได้ปลดเปลื้องหมู่ชนจำนวนมหาศาลให้หลุดพ้นจากทุกข์โดยให้ปฏิบัติตามที่ทรงปฏิบัติมาพระองค์เสด็จปรินิพพานที่สาลวโนทยานนครกุสินาราเมื่อพระชนอายุได้ 80 ปีก่อนค.ศ. 543 ปีหลังปรินิพานได้ 3 เดือน พระสาวกสำคัญ 3 ท่านคือพระมหากัสสปะพระอานนท์และพระอุบาลีพร้อมด้วยพระอรหันต์500 รูปได้ทำสังคายนาคำสั่งสอนให้เป็นหมวดหมู่ครั้งแรกนอกจากนั้นในพ.ศ. 100 พระสาวกนำโดยพระยสกากันทบุตรได้ทำสังคายนาเป็นครั้งที่ 2 เพื่อสะสางข้อปฏิบัติสงฆ์ที่ผิดพระวินัยต่อมาในปีพ.ศ. 236 พระสาวกนำโดยพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้ทำสังคายนาเป็นครั้งที่ 3 ที่นครปาฏลีบุตรมีพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้อุปถัมภ์ได้จัดหมู่คำสั่งสอนได้ 3 หมวดเรียกว่าไตรปิฎกมีพระวินัยปิฎกพระสุตตันตปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกผลจากการทำสังคายนาครั้งที่ 3 นี้เองพระเจ้าอโศกมหาราชได้จัดส่งพระสมณทูตรวม 9 สายเพื่อออกไปเผยแผ่คำสอนยังดินแดนต่างๆทั้งในและนอกประเทศอินเดีย

111111111การเกิดนิกายและสำนักทางพุทธสัจจะ

111111111ถึงแม้จะมีการทำสังคายนาคำสั่งสอนจนถือว่าเป็นที่ยุติแล้วก็ตามแต่ยังมีสาวกบางกลุ่มได้พยายามตีความคำสอนนั้นตามอำเภอใจของตนและดำเนินชีวิตตามที่ตนเองเห็นชอบอีกด้วยทำให้เกิดการแตกออกเป็น 4 สำนักใหญ่ๆดังนี้

1111111111) สำนักมาธยมิกะเป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายมหายานนาคารชุนเป็นผู้ก่อตั้งปรัชญาสำนักมาธยมิกะคำว่ามาธยมิกะหมายถึงทางสายลาง (มาธยมาปฏิบัติ) ซึ่งนาคารชุนสอนมุ่งถึงอัตถิตาและนัตถิตาของทุกสิ่งทุกอย่างปรัชญาสำนักนี้มองสิ่งต่างๆที่ธรรมชาติเป็นอย่างนั้น(ตถตา) ตถตาเป็นคำสอนของอัศวโฆษะหรือเป็นไปอย่างนั้นเองปราศจากแก่นสารอมตะมีแต่ความว่างเปล่าจึงเรียกว่าศูนยวาท

111111111มาธยมิกะใช้การวิภาษวิธีในการตีความหมายของเนื้อหาพุทธธรรมทัศนะของกลุ่มมหายานส่วนใหญ่ต่างเน้นเรื่องอนัตตาและมองว่าทุกสิ่งว่างจากแก่นสารมีความว่างเป็นจุดสุดท้ายจึงเรียกว่าศูนย์วาทะ (พิสิฏฐ์โคตรสุโพธิ์, 2549 : 43)

111111111มาธยมิกะไม่ได้ถือว่าสิ่งใดๆมีสารัตกะหรือธรรมชาติที่เป็นเฉพาะของตนเองแม้แต่ความร้อนก็พูดไม่ได้ว่าเป็นสารวัตรของธาตุไฟเพราะความร้อนและไฟต่างก็เป็นสิ่งที่เกิดมาจากการรวมตัวของปัจจัยอื่นๆมากมายและสิ่งใดที่เกิดมาเพราะอาศัยปัจจัยอื่นๆมากมายไม่อาจจะกล่าวได้ว่า “มันมีธรรมชาติแท้หรือสารัตกะเป็นของตนเอง” สิ่งใดที่มีธรรมชาติหรือลักษณะแท้ซึ่งไม่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นเกิดในความเป็นจริงไม่มีเลยเราจึงพูดไม่ได้ว่า "มันมีอยู่" ถ้าสิ่งหนึ่งไม่มีสารัตถะหรือไม่มีการเป็นอยู่ด้วยตัวเองเราก็ไม่อาจจะยืนยันสารรัตถะของสิ่งใดๆที่ว่า "มี" และเราก็ไม่คงจะยืนยันในเชิงปฏิเสธอีกด้วย

1111111112) สำนักโยคาจารเป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายมหายานไมตรียนาถเป็นผู้ก่อตั้งสำนักโยคาจารและนักปรัชญาสำคัญมีท่านอัศวโฆษะมีชีวิตในช่วงปีค.ศ. 100 และอารยเทวะเป็นปรัชญาแบบจิตนิยมเชิงจิตวิสัย (Subjective Idialism) ท่านอสังคะแต่งโยคาจารภูมิและมหายานสัม

111111111ปรัชญาสำนักนี้ยืนยันว่าสรรพสิ่งที่เกิดมาจากแดนเกิดแรกคือวิญญาณและเป็นเครื่องแสดงออกของวิญญาณเดิมที่เรียกว่าอาลยวิญญาณซึ่งอยู่เหนือผู้รู้และอารมณ์ (พิสิฏฐ์โคตรสุโพธิ์, 2549 : 36) ที่ปรัชญาสำนักนี้ชื่อว่าโยคาจารเพราะการศึกษาให้รู้แจ้งสัจธรรมขั้นสูงสุดโดยการปฏิบัติปรัชญาโยคาจารกำเนิดขึ้นมาเพราะมีแนวคิดของปรัชญามาธยมิกที่ถือว่าความจริงทาง

จิตไม่มีปรัชญาโยคาจารแย้งว่าถ้าความจริงทางจิตไม่มีเสียแล้วเหตุผลและทัศนะทุกอย่างก็ไม่จริงทั้งหมดและนักปรัชญามาธยมิกะไม่อาจยืนยันได้ว่าเหตุผลของตนถูกต้องการกล่าวว่าทุกสิ่งทั้งกายและทางจิตไม่จริงนั้นเป็นการขัดแย้งในตัวเอง(พิสิฏฐ์โคตรสุโพธิ์, 2549 : 36)

111111111ปรัชญาสำนักนี้ปฏิเสธลักษณะภาพทางวัตถุวิสัยของโลกภายนอกยอมรับว่ามีวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนแต่ละดวงเป็นขณิกะ (ชั่วคราว) เช่นขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วคราว) มีปัจจัยปรุงแต่ง (เจตสิก) ของตนเองและแสวงหาความรู้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่ประสบโยคาจารถือว่าอวิชชาเป็นเหตุเราจึงจำแนกวิญญาณหนึ่งๆออกเป็นตัวผู้นำกรรมและความรู้สึกรู้ซึ่งความจริง

แล้ววิญญาณเดิมนั้นมีลักษณะบริสุทธิ์และจำแนกไม่ได้

1111111113) สำนักเสาตรันติกะเป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายหีนยานผู้ก่อตั้งปรัชญาสำนักนี้คือกุมารลาตะ (Kumarlata) แห่งนาครตักสิลาปรัชญาสำนักเสาตรันติกะหรือวิพากษ์สัจนิยมปฏิเสธคัมภีร์อภิธรรมทั้งหมดและยึดมั่นอยู่ในพระสูตรของพระพุทธองค์โดยตรงทัศนะเกี่ยวกับการมีอยู่ของธาตุประกอบว่ามีอยู่ตลอดกาลปรัชญาพุทธบางสาขาถือว่าธาตุประกอบ (ธรรม) ทั้งปวงมีอยู่ตลอดกาลคือในอดีตปัจจุบันและอนาคตแต่ปรัชญาสำนักเสาตรันติกะโต้แย้งโดยการตั้งคำถามเชิงวิจารณ์ว่าถ้าหากว่าธาตุประกอบในอดีตและในอนาคตมีอยู่เหมือนกับที่มันมีอยู่ในปัจจุบันเหตุใดมันจึงเป็นอนาคตและอดีต? ความแตกต่างกันชั่วคราวของสิ่งทั้งปวงจึงถูกปิดบังไว้และไม่สามารถกล่าวได้เช่นกันว่าสารัตถะหรือแก่นแท้ของธาตุประกอบหนึ่งมีอยู่ในอดีตและอนาคตโดยไม่ใช่เป็นเพราะการกระทำตามหน้าที่ของมันเพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เป็นอะไรเลยเป็นแต่เพียงการกระทำตามหน้าที่ของมันการยอมรับการมีอยู่อย่างต่อเนื่องของธาตุประกอบเป็นการยอมรับปรัชญาอกาลิกนิยมอย่างหนึ่งและไม่จำเป็นที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่เป็นสิ่งที่เกิดจากความนึกคิดแนวความคิดเช่นนี้อาจทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องขึ้นมาคืออนาคตอันห่างไกลสภาพความไม่มีอยู่หรือนิพพานที่ไม่สามารถเข้าถึงอาจมีอยู่เมื่อคิดว่ามันมีอยู่

1111111114) สำนักไวภาษิกะเป็นสำนักทางปรัชญาในนิกายหีนยานสืบเนื่องมาจากการทำสังคายนาที่แคชเมียร์อรรถกถาพระไตรปิฎกได้รับการแต่งและจารึกเป็นภาษาสันสกฤตโดยการอำนวยการของท่านวสุมิตรคัมภีร์ชื่อ "อภิธรรมมหาวิภาษาศาสตร์" ที่อธิบายคัมภีร์อภิธรรม

111111111ไวภาษิกะถือว่าสิ่งที่มีอยู่จริงมีทั้งร่างกาย(วัตถุ) และจิตใจ (นามธรรม) แต่ละอย่างที่อยู่เป็นอิสระแยกจากกันไม่ขึ้นแก่กันและสภาวะทั้ง 2 อย่างคือวัตถุและนามธรรมต่างก็มีส่วนประกอบหลายอย่างไม่มีสิ่งใดเลยที่จะมีสภาพเป็นอมตะสรรพสิ่งมีการผันแปรเปลี่ยนแปลงเสมอนอกจากสภาวะ 3 อย่างคืออวกาศและนิพพาน 2 อย่างซึ่งคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบที่เล็กที่สุดของวัตถุคือปรมาณูเมื่อปรมาณูรวมตัวกันวัตถุก็ก่อเป็นรูปร่างขึ้นมาแต่ภาวะของปรมาณูเราไม่อาจสัมผัสได้นอกจากจะสัมผัสกลุ่มที่ได้รวมตัวกันแล้วของปรมาณูที่ปรากฏเป็นรูปร่างออกมาเท่านั้น(พิสิฏฐ์โคตรสุโพธิ์, 2549 :25)

ไวภาษิกะยืนยันว่าวัตถุภายนอกมีอยู่เรารับรู้วัตถุนั้นในฐานะที่เป็นอารมณ์ของประจักษ์ไม่ต้องมีสิ่งใดมาเป็นตัวกลางระหว่างประสาทสัมผัสและอารมณ์ภายนอกความรู้ก็เกิดขึ้นแล้วความรู้ทางอายตนะตาหูและใจไม่ต้องสัมผัสถึงตัววัตถุก็รับรู้ได้แต่ความรู้ทางอายตนะอื่นๆคือจมูกลิ้นและกายต้องสัมผัสถูกต้องวัตถุ (อารมณ์) นั้นโดยตรงจึงรับรู้ได้เช่นจมูกสัมผัสกลิ่นจึงรับรู้กลิ่นลิ้นสัมผัสรสจึงรู้รสเค็มเปรี้ยวเป็นต้นเมื่ออายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน 2 อย่างสัมผัสกันการปรุงแต่งทางใจเกิดขึ้นมาเพราะอาศัยการปรุงแต่งทางใจจิตจึงเกิดการรู้แจ้งขึ้นมา

5) สรุปสำนักทางสัจจะ

สำนักทางพุทธปรัชญา 4 สำนักที่กล่าวมาหลักการใหญ่ๆที่มีความคล้ายคลึงกันคือสิ่งที่ถูกรู้นั้นคือธรรมชาติ (ภายนอก) ซึ่งเราจะรู้ความจริงเหล่านั้นได้จากการที่เรามีจิตใจที่มุ่งหวังและมีความพยายามใฝ่ในความรู้ด้วยตัวของเราและพุทธปรัชญา 4 สำนักนั้นโต้เถียงกันในเรื่องความจริงขั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาโดยเหตุแห่งความแตกต่างทางความคิดก็มาจากการที่ยึดหลักธรรมคนละอย่างในการอธิบายสภาวะแห่งความรู้และนิพพานโดยสำนักมาธยามิกะมีความเข้าใจว่าไม่มีสัจธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเลยไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางใจและถือว่าทุกอย่างว่างหรือสูญเรียกว่าสูญญตาและโยคาจารนั้นก็เข้าใจไปในทำนองเดียวกันว่าจิตอย่างเดียวเท่านั้นที่มีอยู่ส่วนโลกียวัตถุทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่สูญเปล่าจากความจริง

แต่สำนักเสาตรันติกะและสำนักไวภาษิกะถือว่าวัตถุและจิตใจเป็นสิ่งมีอยู่จริงและสำนักเสาตรันติกะเข้าใจว่าสิ่งภายนอกนั้นเราไม่สามารถสัมผัสได้และก็สัมผัสไม่ได้เลยแต่เราสามารถเข้าใจสิ่งนั้นได้โดยการอาศัยการอนุมานและสำนักไวภาษิกะมีความคิดว่าการรับรู้โลก

บทที่ ๒

ลักษณะของพุทธสัจจะ

111111111พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้วจึงได้แสดงให้เห็นถึงเป็นศาสนาที่มีเหตุผลสมบูรณ์จริยธรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริงโดยทรงวางหลักง่ายๆของการดำเนินชีวิตของมนุษย์เอาไว้ประมวลลักษณะเด่นๆของพุทธปรัชญาได้ดังต่อไปนี้ (พิสิฏฐ์โคตรสุโพธิ์, 2546 : 6)

1111111111) หลีกเลี่ยงที่จะถกเถียงโต้แย้งทางปรัชญา(Aversion of Discussion) พระพุทธเจ้าไม่ใช่นักเก็งความจริงแต่จะพยายามอธิบายหลักคำสอนของพระองค์อย่างมีเหตุผลโดยปกติจะหลีกเว้นการอธิบายที่ยึดยาวในลักษณะเช่นนี้พระองค์มักจะคัดค้านพวกที่ชอบสนทนาโต้แย้งในเรื่องการถือโชคลางพระองค์จะมีท่าทีใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยย้ำที่คุณค่าแห่งความเพียรพยายามและคุณค่าของการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมากกว่าศาสนาและจริยธรรมของพุทธเน้นที่การเชื่อและให้พึ่งตนเองคำสอนเน้นที่การวางหลักฐานอย่างหยั่งลึกในเรื่องการวิเคราะห์อย่างถึงแก่น (วิภัชชวาที) และประสบการณ์ทางการปฏิบัติอย่างยิ่งมากกว่าที่จะมามัวโต้เถียงกันทางอภิปรัชญาเป็นสิ่งที่ไร้สาระและเสียเวลา

111111111จุดมุ่งหมายของพุทธไม่ใช่แต่การสนทนาโต้ตอบหาเหตุผลทางความคิดทางปรัชญาแต่มุ่งที่การหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆเมื่อถูกถามปัญหาทางอภิปรัชญาพระองค์จะทรงปฏิเสธไม่ตอบเงียบเฉยนิ่งเสียและบอกว่าไม่ควรถามการนิ่งเฉยไม่ยอมตอบไม่ใช่เป็นความโง่หรือเป็นเพราะไม่รู้แต่ถือว่าเป็นความฉลาดอย่างยิ่งต่างหากเพราะแม้ตอบแล้วก็จะยังไม่จบอยู่ดีปัญหาทาง

อภิปรัชญาที่นักคิดสมัยนั้นชอบโต้แย้งกันโดยถามหาที่สุดของโลกเป็นต้นแต่พระพุทธเจ้าไม่ตอบดังนี้(ม. ม. 13/128/141.)

111111111 “ปัญหาว่าโลกเที่ยงโลกไม่เที่ยงโลกมีที่สุดโลกไม่มีที่สุดชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกหลักจากตายตถาคตไม่เกิดอีกหลักจรากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกหลักจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่เราไม่ตอบ”

111111111เหตุผลที่ไม่ตอบปัญหาทางอภิปรัชญาด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ (ม.ม.13/128/141)

111111111“ไม่เป็นประโยชน์ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายเพื่อคลายความกำหนัดเพื่อดับเพื่อสงบระงับเพื่อรู้ยิ่งเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพานเหตุนั้นเราจึงไม่ตอบ”

111111111ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าครั้นถูกถามพระองค์จะนิ่งเฉยเสียหรือปฏิเสธตรงๆหรือให้ยกคำถามไว้ก่อนว่ายังไม่ควรตอบการไม่ตอบเป็นความฉลาดถ้าตอบว่า “ใช่” ก็ต้องตกอยู่ในข่ายของสัสสตวาทะ (ความเห็นว่าวิญญาณเที่ยง) ถ้าตอบ “ไม่ใช่” ก็จะอยู่ในข่ายอุจเททวาทะ(ความเห็นว่าวิญญาณขาดสูญ) ผู้ใดมีศักยภาพสามารถรู้อดีตและอนาคตไม่มีขีดจำกัดจะรู้จะตอบปัญหานี้ได้ดี

1111111112) มีลักษณะทุทัศนนิยม(Pessimism) ความคิดหลักของพุทธปรัชญาถูกกล่าวหาว่าเป็นทุนิยมคือมองโลกในแง่ร้ายเนื่องจากพระพุทธเจ้าสอนว่าโลกเต็มไปด้วยทุกข์หน้าที่ของมนุษย์ต้องถอนตนออกจากโลกแห่งความทุกข์เป็นความโง่เขลาอย่างยิ่งที่จะคาดหวังความสนุกเพลิดเพลินในโลกนี้มองอย่างนี้จะเป็นทุนิยมแต่พุทธปรัชญาก็แสดงหนทางหลุดพ้นจากทุกข์ให้บรรลุถึงสุขได้อาจกล่าวได้ว่ามีจุดเริ่มต้นเป็นแบบทุนิยมแต่จุดสุดท้ายจบลงที่ความเป็นสุนิยมคือการมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง

1111111113) มีลักษณะเป็นสัจนิยม(Realism) พระพุทธเจ้าวิจารณ์ความเชื่องมงายในคำสอนในคัมภีร์ที่สืบทอดมาตามประเพณีเช่นคัมภีร์พระเวทเป็นต้นพระองค์ทรงปฏิเสธความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวทที่ประทานมาจากเบื้องบนแต่ทรงเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมจึงไม่ยอมรับอำนาจบงการของเทพเจ้าผู้สูงสุดพระองค์เน้นคำสอนที่ประสบการณ์จริงของชีวิตและไม่ยอมรับว่าจะมีอะไรอื่นๆที่อยู่เหนือขอบเขตแห่งความพยายามและความเข้าใจของมนุษย์เอง

1111111114) มีลักษณะแบบปฏิบัตินิยม(Pragmatism) คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้ผลจริงจากความคิดแบบปฏิบัตินิยมพระองค์สอนเรื่องอริยสัจ 4 ที่ชี้ตัวปัญหาพร้อมทั้งต้นตอของปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างได้ผลจริงคือการไม่ยึดติดและทำลายตัณหาความสงบทางจิตความรู้และปัญญาจึงจะเกิดและนั่นคือการบรรลุนิพพานพระพุทธเจ้าไม่ใช่พวก

  อไญยยนิยม (Agnostic) ที่กล่าวว่าไม่มีใครรู้จริงไม่อย่างนั้นพระองค์จะไม่เรียกพระองค์ว่า“พุทธะ” หมายถึงผู้รู้ผู้ตื่นแน่นอน

บทที่

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

1111111111) ไตรลักษณ์

111111111ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นที่ว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่างๆมาประชุมกันเข้าหรือมีอยู่ในรูปของการรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่างๆนั้นซึ่งส่วนประกอบนั้นล้วนเกิดดับต่อกันไปเรื่อยไม่เที่ยงไม่คงที่ส่วนประกอบทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยซึ่งกันและกันเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันความเป็นไปต่างๆทั้งหมดนี้เป็นไปตามธรรมชาติอาศัยความสัมพันธ์และความเป็นปัจจัยเนื่องอาศัยกันของสิ่งทั้งหลายเองจึงเรียกเพื่อให้เข้าใจง่ายๆว่าเป็น

111111111ไตรลักษณ์นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสามัญลักษณะแปลว่าลักษณะทั่วไปหรือเสมอเสมือนกันแก่สิ่งทั้งปวงซึ่งได้ความหมายเท่ากันซึ่งประกอบด้วย (พระเทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต), 2532 :67-78)

1111111111. อนิจจตา (Impermanence) ความไม่เที่ยงความไม่คงที่ความไม่ยั่งยืนภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป

1111111112. ทุกขตา (Stress and Conflict) ความเป็นทุกข์ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัวภาวะที่กดดันฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัวเพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัวไม่ให้ความสมอยากแท้จริงหรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหาและก่อนให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้าไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน

1111111113. อนัตตา (Soullessness) ความเป็นอนัตตาความไม่ใช่ตัวตนความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเองสิ่งทั้งหลายหากจะกล่าวว่ามีก็ต้องว่ามีอยู่ในรูปของกระแสที่ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆอันสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันเกิดดับสืบต่อกันไปอยู่ตลอดเวลาไม่ขาดสายจึงเป็นภาวะที่ไม่เที่ยงเมื่อต้องเกิดดับไม่คงที่และเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัยก็ย่อมมีความบีบคั้นกดดันขัดแย้งและแสดงถึงความบกพร่องไม่สมบูรณ์อยู่ในตัวเมื่อทุกส่วนเป็นไปในรูปกระแสที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาขึ้นต่อเหตุปัจจัยเช่นนี้ก็ย่อมไม่เป็นตัวของตัวมีตัวตนที่แท้จริงไม่ได้

1111111112) อริยสัจ4

111111111อริยสัจ 4 เป็นหลักธรรมสำคัญที่ครอบคลุมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนาเนื้อความทั้งหมดที่ได้แสดงออกมาคือความจริงอันประเสริฐ

111111111อริยสัจ 4 เป็นความจริงเกี่ยวกับชีวิตและสรรพสิ่งและเป็นไปตามเหตุปัจจัยเป็นความจริงแท้มีทั้งด้านเกิดทุกข์และความดับทุกข์หลักอริสัจเป็นการให้มองเห็นภัยของชีวิตและมองเห็นทางปลอดภัยพร้อมแนะวิธีการหลีกภัยเอาไว้ประกอบด้วย

1111111111. ทุกข์แปลว่าความทุกข์หรือสภาพที่ทนได้ยากได้แก่ปัญหาต่างๆของมนุษย์กล่าวให้ลึกลงอีกหมายถึงสภาวะของสิ่งทั้งหลายที่ตกอยู่ในกฎธรรมดาแห่งความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาซึ่งประกอบด้วยภาวะบีบคั้นกดดันขัดแย้งมีความบกพร่องไม่สมบูรณ์ในตัวเองขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้(พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2542 : 896-897)

1111111112. สมุทัยแปลว่าเหตุเกิดแห่งทุกข์หรือสาเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นได้แก่ความยากที่ยึดถือเอาตัวตนเป็นที่ตั้งโดยอาการที่มีเราซึ่งจะเสพเสวยที่จะได้จะเป็นจะไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ทำให้

1111111113. นิโรธแปลว่าความดับทุกข์เป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธปรัชญาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าการดับทุกข์คือการดับความอยากการตัดเยื่อใยในความรักความสิ้นราคะสิ้นโทสะสิ้นโมหะสลัดออกสิ้นตัณหาโดยสิ้นเชิงได้แก่นิพพานอันเป็นสภาวะที่ทำลายความอยากในกามความสงสัยและความไม่รู้จึงเป็นความสงบอย่างยิ่งดุจน้ำสมุทรที่ลึกปราศจากคลื่นอิสระอย่างยิ่งสุขอย่างยิ่งสามารถบรรลุได้ในชาตินี้ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อมถ้าปฏิบัติมรรค 8

1111111114. มรรคแปลว่าปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับทุกข์หรือทางปฏิบัติในการออกจากทุกข์เป็นการแสดงให้เห็นขั้นตอนหรือวิธีการออกจากความทุกข์พระองค์เรียกว่าทางสายกลางมี 8องค์ประกอบใครก็ตามที่ปฏิบัติตามมรรค 8 ก็สามารถถอนตนจากทุกข์ได้นี้คือตัวแก่นสารที่เป็นหลักปฏิบัติของศาสนาพุทธเพราะพระองค์ไม่ได้ต้องการจะสอนแต่เพียงภาคทฤษฎีต้องให้ลงมือ

ในภาคปฏิบัติการจริงๆมรรค 8 ประกอบด้วย(พิสิฏฐ์โคตรสุโพธิ์, 2546 : 12)

1111111111. สัมมาทิฏฐิความเห็นที่ถูกต้องเพราะความไม่รู้ก่อให้เกิดความเห็นผิดในรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลกและอัตตามนุษย์เข้าใจว่าชีวิตเต็มไปด้วยทุกข์มีอัตตายืนพื้นที่เป็นอมตะเวียนตายเวียนเกิดไม่รู้จักสิ้นสุดการสลัดความเห็นผิดและเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆเรียกกว่าเกิดสัมมาทิฏฐิ

1111111112. สัมมาสังกัปปะคิดถูกต้องเพื่อการขจัดรากเหง้าแห่งความคิดอกุศลทั้งหลายสัมมาสังกัปปะต้องมาคู่กับสัมมาทิฏฐิ

1111111113. สัมมาวาจามนุษย์ต้องควบคุมวาจาของตนไม่กล่าวเท็จพูดส่อเสียดพูดหยาบคายและวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเจ้อไร้ประโยชน์กล่าวแต่คำสัตย์คำจริงแม้เพียงคำเดียวแต่ทำให้จิตใจสงบดีว่าคำพูดเพ้อเจ้อไร้ความหมายเป็นล้านๆคำ

1111111114. สัมมากัมมันตะหมายถึงการประพฤติที่ถูกต้องมุ่งเอาการรักษากริยาทางกายด้วยการไม่ทำร้ายหรือทำลายชีวิตบุคคลอื่นสัตว์อื่นไม่ลักขโมยฉ้อโกงไม่ละเมิดทางเพศเป็นต้อนสรุปคือปฏิบัติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมจรรยาและหน้าที่ที่ตนความประพฤติเพื่อความสงบของตนและสังคม

1111111115. สัมมาอาชีวะหมายถึงการประกอบอาชีพในทาวสุจริตพระพุทธเจ้ามุ่งเอาการเว้นจากการค้าอาวุธค้าขายมนุษย์ค้าขายยาพิษค้าขายเนื้อค้าขายสุรายาเมาเป็นต้นที่เรียกว่ามิจฉาวาณิชชะเป็นความชั่วที่บุคคลจะแสวงหาทรัพย์ด้วยการข่มขู่กรราโชกกินสินบนโกงเจ้าเล่ห์ต้มตุ๋นเป็นต้น

1111111116. สัมมาวายามะหมายถึงความพยายามที่จะหยุดความคิดที่ชั่วความรู้สึกที่ชั่วเป็นความพยายามที่จะควบคุมตัวเองมีวินัยด้วยตนเองหยุดกอุศลวิตกปลุกเร้ากุศลวิตกขั้นตอนพยายามที่

1111111117. สัมมาสติหมายถึงการรู้สึกตัวอยู่เสมอการมีสำนึกในสภาวะที่จิตใจรักษารูปแบบเดิมของตนถ้าใจมีสติกำกับอกุศลธรรมจะเกิดมาไม่ได้การตั้งสติที่ถูกต้องให้กำหนดสติในอารมณ์ 4ประเภทคือกำหนดการเคลื่อนไหวของกายในอิริยาบถต่างๆกำหนดที่ความรู้สึกเวทนาเจ็บสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์กำหนดความคิดนึกในจิตของตนคิดดีคิดไม่ดีต้องมีสติกำกับรู้และกำหนดที่ธรรมารมณ์

1111111118. สัมมาสมาธิหมายถึงการที่จิตสงบมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านพร้อมที่จะพิจารณาสัจภาวะหากจิตไม่สงบนิ่งก็เหมือนน้ำที่เป็นคลื่นไหวสั่นพริ้วไม่สามารถจะส่องเห็นเงาตัวเองอย่างชัดเจนได้

1111111113) ปฏิจจสมุปบาท

111111111พุทธปรัชญาแสดงหลักของการเกิดขึ้นเพราะอาศัยกับและกันเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท

เน้นถึงทฤษฏีสาเหตุและผลการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆเกิดมีขึ้นได้ด้วยอาศัยปัจจัยต่างๆเป็นการ

อธิบายสาเหตุของทุกข์ในระดับของจิตวิทยาและกายภาคปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักสำคัญที่คำสอน

เรื่องต่างๆดังพุทธพจน์ว่า

111111111“ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นย่อมเห็นธรรมผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท” (ม.มู 12/346/359 อ้างในพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2542 :79)

111111111เพื่อให้เป็นที่เข้าใจง่ายๆก็คือคำสอนที่บอกว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมมีอีกสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุหรือพอเกิดเหตุอันหนึ่งย่อมมีผลตามมาแน่นอนปฏิจจสมุปบาทเป็นการอธิบายเชิงปัจจัยสัมพันธ์ด้วยเป็นความจริงสูงสุดด้วยนั่นคือในแง่ปัจจัยสัมพันธ์พุทธอธิบายการเกิดของโลกแต่ในแง่ความจริงสูงสุดพุทธอธิบายความหลุดพ้นเพราะตัดห่วงของปัจจัยสัมพันธ์เป็นทางสายกลางระหว่างสัสสตวาทะและอุจเฉทวาทะดังกล่าวแล้ว

111111111หลักของปฏิจจสมุปบาทมี 4 ขั้นตอนคือ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2542 :81)

1111111111. เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี

1111111112. เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

1111111113. เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้ก็ไม่มี

1111111114. เพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้ก็ดับ

111111111หัวข้อปฏิจจสมุปบาท 12

111111111อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

111111111สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

111111111วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป

111111111นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ

111111111สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ

111111111ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา

111111111เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

111111111ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

111111111อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ

111111111ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ

111111111ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะโลกปริเทวะอุปายาสะ

นี้คือห่วงโซ่แห่งปัจจัยของการเกิดส่วนห่วงโซ่แห่งปัจจัยการดับก็ไล่การดับลงเรื่อยๆเช่นเพราะอวิชชาดับสังขารจึงดับเพราะ...ดับชราจึงดับนี่คือการดับแห่งทุกข์จะเห็นว่าในห่วงโซ่แต่ละห่วงโซ่ไม่มีสามเหตุอื่นๆที่เรียกว่าพระเจ้าอยู่เลยเมื่อความทุกข์ดับไปเป็นการบรรลุนิพพานก็ไม่มีพระเจ้ามาช่วยทั้งการเสวยผลกรรมดีหรือชั่วก็เป็นผลที่เกิดจากการกระทำของแต่ละ

บุคคล

1111111114) เบญจขันธ์

111111111พุทธปรัชญามองเห็นชีวิตเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบกันเข้าด้วยกันหรือเป็นเพียงการปรุงแต่งเมื่อแยกส่วนต่างๆที่มาประกอบกันเข้านั้นออกไปให้หมดก็จะไม่พบตัวตนของสิ่งนั้นเหลืออยู่

111111111ส่วนประกอบส่วนประกอบ 5 ส่วนที่เรียกว่าเบญจขันธ์ขันธ์ซึ่งแปลว่าส่วนหรือกองชีวิตสามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบได้ดังนี้ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2542 : 15-16)

1111111111. รูปขันธ์ได้แก่ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมดร่ายกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกายหรือสสารและพลังงานฝ่ายวัตถุพร้อมทั้งคุณสมบัติและพฤติการณ์ต่างๆของสสารพลังงาน

1111111112. เวทนาขันธ์ได้แก่ส่วนแห่งความรู้สึกมีสุขทุกข์โทมนัสโสมนัสซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง 5 และทางใจ

1111111113. สัญญาขันธ์ได้แก่ความกำหนดรู้ได้หรือการหมายรู้คือกำหนดรู้อาการเครื่องหมายลักษณะต่างๆอันเป็นเหตุให้จำอารมณ์นั้นๆได้

1111111114. สังขารขันธ์ได้แก่องค์ประกอบหรือคุณสมบัติต่างๆของจิตมีเจตนาเป็นตัวนำซึ่งแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจและการแสดงออกทางกายวาจาให้เป็นไปต่างๆเป็นที่มาของกรรมเช่นศรัทธาสติหิริโอตตัปปะเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาปัญญา

1111111115. วิญญาณขันธ์ได้แก่ความรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาททั้ง 5 และทางใจคือการเห็นการได้ยินการได้กลิ่นการรู้รสการรู้สัมผัสทางกายและการรู้อารมณ์ทางใจ

1111111115) กฎแห่งกรรม

111111111คำสอนเรื่องกรรมของพุทธปรัชญาอาศัยคำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นฐานสำคัญตามคำสอนหลัก 2 ประการนี้แสดงให้เห็นกฎแห่งกรรมว่าชีวิตในปัจจุบันเป็นผล (วิบาก) ของการกระทำแห่งชีวิตในกาลอดีตและชีวิตในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับการกระทำในชีวิตปัจจุบัน

111111111กรรมแปลว่าการกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาอันได้แก่ความจงใจการเลือกคัดตัดสินมุ่งหมายที่จะกระทำเจตนาหรือเจตจำนงนี้เป็นตัวนำบ่งชี้และกำหนดทิศทางแห่งการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ดังกล่าวว่า “เธอทั้งหลายพึงทราบกรรมเรากล่าวว่าเจตนาเป็นตัวกรรมบุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกายวาจาใจ” (องฺ.ฉกฺกฺ 22/63/577)

111111111กรรมนั้นเมื่อจำแนกตามคุณภาพหรือตามธรรมที่เป็นมูลเหตุแบ่งได้ 2 อย่างคือ(พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2542 : 159-160)

1111111111. อกุศลกรรมกรรมที่เป็นอกุศลการกระทำที่ไม่ดีกรรมชั่วหมายถึงการกระที่เกิดจากอกุศลมูลคือโลภะโทสะหรือโมหะ

1111111112. กุศลกรรมกรรมที่เป็นกุศลการกระทำที่ดีหรือกรรมดีหมายถึงการการะทำที่เกิดจากกุศลมูลคืออโลภะอโทสะหรืออโมหะ

111111111ถ้าจำแนกตามทวารคือทางที่ทำกรรมหรือทางแสดงออกของกรรมจัดเป็น 3 คือ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2542 : 160)

1111111111. กายกรรมกรรมทำด้วยกายหรือการกระทำทางกาย

1111111112. วจีกรรทกรรมทำด้วยวาจาหรือการกระทำทางวาจา

1111111113. มโนกรรมกรรมทำด้วยใจหรือการกระทำทางใจ

1111111116) อนัตตา

111111111หลักอนัตตาซึ่งเป็นปัญหาทางปรัชญาที่บุคคลอื่นเข้าใจยากเพราะพุทธปรัชญาได้ปฏิเสธความคิดเรื่องความเป็นจริงสูงสุดคือวิญญาณเป็นอมตะที่เรียกว่าอาตมัน (Atman) ของปรัชญาสายพระเวทมีความเชื่อของชนต่างๆเกี่ยวกับวิญญาณเช่นชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าคนเราประกอบได้ด้วยร่างกายและวิญญาณที่เรียกว่า Ka และ Ba ซึ่งจะต้องคงอยู่ต่อไปหลังความตายในปรัชญาคริสต์ทั้งยุคปิตาจารย์และอัสสมาจารย์ก็กล่าวถึงธรรมชาติของ Anima

111111111หลักอนัตตาของพุทธปรัชญาปฏิเสธวิญญาณอมตะปัญหาเรื่องอาตมันก็ยังคงเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันมาตราบจนปัจจุบันแต่พุทธปรัชญามีความเห็นว่าความรู้สึกเป็นกระแสต่อเนื่องที่เกิดมาจากความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกิดก่อนและสิ่งที่ตามมาภายหลังไม่มีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงที่อยู่ภายใต้การเคลื่อนไหวที่เป็นกระแสนี้การเกิดใหม่ของวิญญาณนั้นเกิดมาจากจิตดวงเก่าที่มีกรรมและส่งผลให้เกิดขึ้นตามกฎแห่งกรรมเมื่อหมดกรรมจะไม่มีการเกิดอีกต่อไป

1111111112.1.5 สรุปพุทธปรัชญา

111111111ปรัชญาสายตะวันออกทุกสำนักมีฐานกำเ