บทที่ ๔
การเข้าใจและเข้าถึงพุทธปรัชญา
111111111การเข้าใจและเข้าถึงหมายถึงการเกิดความเข้าใจ (ความรู้จริง) ตรงตามความจริงของโลกและชีวิตที่เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ (อนิจจังทุกขังอนัตตา) ผ่านการปฏิบัติตามหลักไตรสิกขาก็จะเข้าถึงสภาวะแห่งความสงบกายสงบวาจาและสันติภาพในจิตใจจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ความจริงระดับต่างๆเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางดีในตัวผู้รู้เองกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงเพื่อให้เกิดปัญญานั้นมนุษย์ก็เรียนรู้ได้ไม่เท่ากันเนื่องจากความแตกต่างระหว่างบุคคลดังพระคาถาในวิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า
111111111 “เหล่าสัตว์มีธุลีในดวงตาน้อยก็มีมีธุลีในดวงตามากก็มีมีอินทรีย์กล้าก็มีมีอินทรีย์อ่อนก็มีมีอาการดีก็มีมีอาการทรามก็มีที่จะสอนให้รู้ยากก็มีตระหนักถึงภัยในปรโลกก็มี” (วิ.ม. 4/8/9-10)
111111111หากศึกษาพระไตรปิฎกโดยตลอดจะพบว่าพระบรมศาสดาได้วางหลักการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความพร้อมความสามารถความถนัดความสนใจของผู้เรียนอย่างมากพระองค์ทรงให้กำลังใจแก่ผู้เรียนโดยเน้นเรื่องวิริยะคือความเพียรในการฝึกฝนตนเองเมื่อจำแนกลักษณะการเรียนรู้ที่สำคัญพบว่าในการเข้าถึงพุทธปรัชญาประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลักๆดังนี้
1111111111 ปริยัติ
111111111ปริยัติคือคำสั่งสอนอันจะต้องศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ครอบคลุมถึงการเข้าใจเนื้อหาสาระขั้นตอนนี้จัดได้ว่าเป็นพื้นฐานหรือต้นทุนในการที่จะประพฤติปฏิบัติเป็นขั้นของการเล่าเรียนรับฟังผู้อื่นมาโดยเฉพาะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ซึ่งสืบต่อกันมาในพระไตรปิฎกและเรามีครูอาจารย์แนะนำบอกกล่าวเอามา
ท่องบ่นมาสอบสวนทบทวนกันพระราชวรมุนี (ประยุทธ์ปยุตฺโต) ได้อธิบายวิธีการเรียนรู้ว่ามีกิจกรรมที่สำคัญคือการฟังการซักถามสอบค้นการสนทนาถกเถียงอภิปรายการสังเกตเฝ้าดูอย่างพินิจการพิจารณาโดยแยบคายการชั่งเหตุผลการไตร่ตรองตรวจสอบทดสอบทดลองและเฟ้นฝึกหัดทำให้มาก(พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ปยุตฺโต), 2529 : 52)
111111111การศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้รู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ 4 เรื่องคือ
1111111111. เรื่องของโลกและจักวาล
1111111112. เรื่องของชีวิตว่าชีวิตคืออะไรเกิดขึ้นมาได้อย่างไรประกอบด้วยอะไรบ้างอยู่ได้อย่างไรต่างจากสัตว์อื่นอย่างไรเป็นต้น
1111111113. เรื่องของเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
1111111114. เรืองทางปฏิบัติเพื่อไปสู่เป้าหมายสูงสุดนั้น
1111111111) ระดับความรู้
111111111ปัญญาคือความเข้าใจหมายถึงเข้าใจถูกเข้าใจชัดเข้าใจอย่างถ่องแท้เป็นการมองทะลุสภาวะหรือมองทะลุปัญหาตามหลักพุทธปรัชญาความรู้จำแนกเป็น 6 ระดับคือ (แสงจันทร์งาม
,2535 : 78-80)
1111111111. ระดับวิญญาณ (Cognition or Consciousness) การรับรู้ทางอายตนะภายในและอายตนะภายนอกเป็นความรู้ระยะสั้นๆเช่นตาเห็นรูปยังไม่รู้อะไรชัดว่าเป็นรูปอะไรเรียกว่าจักขุวิญญาณเป็นต้น (รู้สึกหรือรู้จัก)
1111111112. ระดับสัญญา (Perception) รับรู้เห็นรายละเอียดจำได้หมายรู้ว่าเป็นคนชายหญิงเป็นต้น (รู้จำ)
1111111113. ระดับอภิญญา (Extraordinary Perception) การรับรู้อารมณ์และคุณลักษณะอาศัยพลัง
จิตมองเห็นสิ่งที่ละเอียดเกินวิสัยตาสามัญที่จะรับรู้ได้ (รู้พิเศษ)
1111111114. ระดับทิฐิหรือความเห็น (Concept) คือการเข้าใจความจริงชนิดรวบยอดความจริงสากลที่อยู่เบื้องหลังสภาวธรรมแยกความเป็นสากลออกมาจากลักษณะเฉพาะๆเช่นเห็นความทุกข์ความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆเป็นต้นเกิดจากการคิดหาเหตุผลทางสภาวะ (รู้เข้าใจ)
1111111115. ระดับวิชชุญาณ (Intuitive Insight) เกิดจากจิตสงบนำจิตไปเพ่งจดจ่ออย่างใดอย่างหนึ่งมากๆย่อมเกิดความรู้แจ้งเห็นสภาพจริงๆของสิ่งนั้นๆ (รู้ฉับพลันเป็นการรู้แจ้ง)
1111111116. ระดับสัมโพธิญาณ (Enlightenment) คือการตรัสรู้หมายเอาการรู้แจ้งซึ่งเกิดจากสัมมาทิฐิสามารถทำลายกิเลสได้เด็ดขาด (รู้จบ)
111111111จากความรู้ 6 ระดับสามารถสรุปเป็น 2 ได้ดังนี้
1111111111. ระดับโลกิยปัญญาปัญญาระดับสามัญเป็นความรู้ทางศิลปะวิทยาในการประกอบอาชีพที่จำเป็นเพียงพอเพื่อการดำรงชีวิตความรู้ระดับนี้เรียกว่าทิฏฐิหรือทัศนะที่แปลว่าความคิดเห็น
1111111112. ระดับโลกุตตรปัญญาปัญญาระดับสูงสุดความรู้ที่สามารถทำลายกิเลสภายในใจของตนเองทำให้เกิดความสงบอย่างแท้จริงความรู้ระดับนี้เรียกว่าญาณเป็นความรู้ที่แท้และบริสุทธิ์
เมื่อบุคคลเกิดความรู้ระดับญาณนี้ย่อมสามารถละเลิกความเห็นที่ไม่ถูกต้องได้หมด
111111111และยังสอดคล้องกับระดับความรู้หรือการจัดการระดับความรู้ยุคใหม่ (Knowledge Management) (น้ำทิพย์วิภาวัน, 2547 : 16-17) และบันไดของการคิดของศาสตราจารย์ปีเตอร์ซิงเอ(Peter senge) (พจนีสะเพียรชัย, 2548 : 41-42) ที่จัดระดับและบันไดความคิดไว้ดังนี้
111111111ระดับความรู้ระดับหนึ่งเป็นข้อมูลดิบคือข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดระบบและหมวดหมู่ให้ชัดแจ้งเพียงรู้จักข้อมูลเพียงแต่รู้ว่าคืออะไรซึ่งสอดคล้องกับบันไดของการคิดของปีเตอร์ซิงเอที่จัดบันไดขั้นแรกเริ่มจากการสังเกตข้อมูลที่ได้พบเห็นและจากประสบการณ์ดำเนินการเป็นข้อมูลระดับซึ่งสอดคล้องกับระดับวิญญาณ (Cognition or Consciousness)
111111111ระดับความรู้ระดับสองเป็นข้อมูลสารสนเทศคือข้อมูลต่างๆที่นำมาจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบมีความหมายและความรู้ที่ชัดเจนสอดคล้องกับบันไดของการคิดของปีเตอร์ซิงเอ
ที่เป็นการจัดระบบข้อมูลจากขั้นแรกโดยการเลือกสรรจัดลำดับจัดหมวดหมู่ดูความเหมือนดูความต่างความซ้ำซ้อนเพื่อให้รู้จำซึ่งสอดคล้องกับระดับสัญญา (Perception)
111111111ระดับความรู้ระดับสามเป็นความรู้ (Knowledge) คือความรู้ที่นำไปสู่การปฏิบัติเน้นแนวทางในการกำหนดความคิดพฤติกรรมมารับรู้ข้อเท็จจริงตรงกับบันไดความคิดขั้นที่สามของปี
111111111ระดับความรู้ระดับสี่เป็นปัญญา (Wisdom) คือความเข้าใจลึกซึ้งนำความรู้ไปวิเคราะห์สังเคราะห์ได้อย่างถูกต้องตรงกับบันไดขั้นที่สี่ขั้นที่ห้าขั้นที่หกและขั้นที่เจ็ดของปีเตอร์ซิงเอที่กล่าวว่าเน้นขั้นของการตั้งข้อสันนิษฐานวิเคราะห์สังเคราะห์จนเกิดความจริงถูกต้องและนำไปปฏิบัติซึ่งตรงกับระดับทิฐิหรือความเห็น (Concept)
111111111ส่วนระดับวิชชุญาณ (Intuitive Insight) และระดับสัมโพธิญาณ (Enlightenment) คือความรู้แจ้งนี้ขาดในระดับความรู้ระดับที่สี่ใช้การพิจารณาท่องแท้โดยความสงบก็สามารถรอบรู้จั้งในเรื่องนั้นๆได้เช่นกัน1ซึ่งจากระดับความรู้ยุคใหม่ (Knowledge Management) และบันไดของการคิดของปีเตอร์ซิงเอพจน์สะเพียรชัย (2548 :42) สามารถสรุปได้เป็น 2 ดังนี้
1111111111) ความรู้ที่เห็นได้เด่นชัด (Explicit Knowledge) เน้นความรู้ในรูปแบบที่สามารถแสดงได้อย่างชัดเจนหรือความรู้ภายนอก
1111111112) ความรู้ที่ฝังลึก (Inplicit Knowledge) เน้นความรู้ที่ฝังลึกดึงออกมาค่อนข้างยากกว่าจะอธิบายได้ต้องใช้เวลาหรือเรียกว่าความรู้ภายในซึ่งผู้รู้จะไม่รู้ตัวว่ารู้อะไรคือสิ่งที่เรารู้แต่มันซ่อน
เร้นอยู่จนเราเองก็ไม่รู้ตัวเรารู้สิ่งนั้นๆอยู่บริเวณนี้จึงถือว่าเป็น “Hiololen Area” หรือบริเวณของความรู้ที่ซ่อนเร้นนักปรัชญาที่ชื่อว่าไพลานี่ได้ตั้งชื่อความรู้ประเภทนี้ว่า Tacit Knowledge ซึ่งมาจากประโยคทองของโพลานี่ที่กล่าวไว้ว่า “มนุษย์เรามักจะรู้มากว่าที่เจ้าตัวจะบอกออกมาได้” ซึ่งหมายความว่ามีอะไรอื่นๆมากมายที่เรารู้แต่เราไม่รู้ตัวว่าเรารู้
111111111การศึกษาเล่าเรียนนั้นจะต้องประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆดังนี้คือ
1111111111) พหุสฺสุตาฟังมากคือได้สดับฟังมากและรับเอาข้อเท็จจริงจากแหล่งความรู้ต่างๆหมายรวมตลอดถึงการดูและการอ่านอีกด้วย
1111111112) ธตาจำได้คือเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วก็สามารุจับหลักสาระสำคัญไว้ได้อย่างแล้วทรงจำไว้อย่างแม่นยำ
1111111113) วจสาปริจิตาคล่องปากคือท่องบ่นหรือพูดอยู่เสมอจนคล่องแคล่วชัดเชน
1111111114) มนสานุเปกขิตาเพ่งขึ้นใจคือใส่ใจนึกปคิดพิจารณาเจนใจนึกถึงครั้งใดก็ปรากฏให้เห็นชัด
1111111115) ทิฏฐิยาสุปฏิวิทฺธาแทงตลอดด้วยทิฏฐิคือมีความเข้าใจลึกซึ้งมองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาทั้งในส่วนเนื้อความและเหตุผล
2) แหล่งเกิดความรู้
ในทางพุทธศาสนากล่าวว่าความรู้เกิดมาจาก 2 ทางหลักคือ (องฺ.ทุกฺก. 20/371/110.)
1) ปรโตโฆสะได้แก่การรับรู้ข้อมูลจากประสบการณ์ภายนอกเป็นความรู้ในรับดับการรับรู้
2) โยนิโสมนสิการได้แก่การคิดไตร่ตรองพิจารณาความคิดที่ถูกวิธีคิดเป็นคิดอย่างมีระเบียบสืบค้นถึงต้นเค้าสืบสาวให้ตลอดสายเป็นความรู้ระดับเหตุผล
1111111113) แหล่งเกิดปัญญา
111111111หากจำแนกประเภทความรู้ตามวิธีการเกิดได้ 3 ประเภทคือ (พระเทพเวที, 2525 : 52.)
1111111111. สุตมยปัญญาปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียนหรือถ่ายทอดกันมาคือความรู้ที่ได้ยิน
ได้ฟังหรืออ่านจากตำราหรือมีคนสั่งสอนให้ซึ่งเป็นความรู้ขั้นต่ำสุด
1111111112. จินตามยปัญญาปัญญาเกิดจากการคิดการพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเองคือความรู้ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลของตนเองเมื่อได้ยินหรือได้อ่านหรือมีคนสอนก็ดีหรือพบเห็นเรื่องอะไรต่างๆด้วยตนเองแล้วก็ดีแล้วนำมาพิจารณาด้วยเหตุผลของตนเองตามลำดับจนเชื่อแน่ว่าเป็นความจริงแล้วจัดเป็นความรู้ที่แน่นแฟ้นกว่าความรู้ขั้นแรก
1111111113. ภาวนามยปัญญาปัญญาเกิดจากการลงมือปฏิบัติฝึกหัดอบรมคือความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติภาวนาด้วยตนเองเพื่อให้เกิดความรู้เกิดขึ้นในตัวของตัวเองอย่างแจ่มชัดไม่ใช่เห็นด้วยตาหรือประสาทต่างๆและไม่ใช่รู้ด้วยเหตุผลแต่รู้ด้วยญาณ
111111111อย่างไรก็ดีในการศึกษาเพื่อจะให้เกิดความรู้นั้นความสำคัญยังขึ้นอยู่ที่ผู้เรียนอีกด้วยคือผู้เรียนจะต้องมีความศรัทธาและสนในสิ่งที่จะศึกษาเสียก่อนเป็นเบื้องต้นนอกจากนี้ยังจะต้อง
องค์ประกอบที่สำคัญอีกสองประการคือต้องเสวนากับสัปบุรุษหรือกัลยาณมิตรซึ่งจะช่วยแนะนำสั่งสอนความรู้ให้ประการหนึ่งและต้องมีโยนิโสมนสิการอีกประการหนึ่งด้วย
1111111112 ปฏิบัติ
111111111ปฏิบัติคือการนำเอาสิ่งที่จดจำไว้ได้และเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วนั้นมาประยุกต์ปฏิบัติให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์และปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆปฏิบัติแปลว่าเดินทางมาจากภาษาบาลีมีคำคล้ายๆกับคำว่า “ปฏิปทา” ซึ่งแปลว่าทางจะเห็นได้ในคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่าทางสายกลางคำว่าปฏิปทาและคำว่าปฏิบัติเป็นคำเดียวกันรากศัพท์อันเดียวกันถ้าเป็นกริยามีรูปเป็นปฏิปชฺชติเช่นในคำว่า “มคฺคํปฏิปชฺชติ” แปลว่าเดินทางพราะฉะนั้นปฏิปชฺชติมาเป็นปฏิบัติหรือเป็นปฏิปทาก็แปลว่าการเดินทางหรือแปลว่าทางที่เดินนั้นก็คือการปฏิบัติธรรมก็คือ
111111111ในการศึกษาในด้านต่างๆตามแนวทางปริยัติที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้นหลักการสำคัญที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญก่อนที่จะลงมือปฏิบัติเพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติที่ถูกต้องคือไตรสิกขา
1111111111) ไตรสิกขา
111111111ไตรสิกขาถือเป็นหลักสำคัญในการศึกษาประกอบด้วยศีลสมาธิและปัญญากล่าวคือศีลอยู่ที่ตัวของเราที่มองเห็นคือตัวของเราที่แสดงออกมาภายนอกทางกายและทางวาจาถ้ากระทำทางกายก็เป็นกายกรรมถ้าเป็นด้านวาจาก็คือคำพูดก็เป็นวจีกรรมแม้ว่าทั้งหมดนั้นจะออกมาจากใจคือเจตนาแต่การกำหนดศีลนั้นกำหนดที่พฤติกรรมซึ่งแสดงออกมาทางกายและวาจาอยู่ที่ตัวเรากับสิ่งภายนอกนั้นก็คือศีลเป็นเครื่องที่ควบคุมกายวาจาที่แสดงออกมาภายนอกเพื่อให้มีพฤติกรรมถูกต้องดีงามรู้การควรไม่ควรประพฤติปฏิบัติเหมาะสมในกิจการงานของตนสมาธิลึกเข้าไปข้างในมองไม่เห็นไม่อยู่ที่ตัวข้างนอกไม่มองเห็นด้วยกายวาจาแต่อยู่ที่จิตใจนั้นก็คือสมาธิเป็นเครื่องที่พัฒนาให้ผู้เรียนมีสภาพจิตที่เข้มแข็งสงบระงับเป็นอารมณ์เดียวคือใฝ่ใจในสิ่งที่กำลังศึกษาปัญญาเป็นขั้นที่อาศัยจิตเมื่อใช้จิตทำงานทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลายก็เกิด
ปัญญาขึ้นเป็นส่วนที่มาเสริมเพื่อปรับปรุงคุณภาพของจิตใจแล้วจิตใจที่มีความรู้มีปัญญาก็เอาความรู้นั้นมาใช้ปรับปรุงชีวิตด้านกายวาจา
111111111หลักไตรสิกขานี้เมื่อนำมาแยกแยะพิจารณาแล้วก็จะพบว่าประกอบด้วยมรรคมีองค์แปดคือมัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลางซึ่งจำแนกได้ดังนี้คือ
111111111ศีลได้แก่สัมมาวาจาคือเจรจาชอบสัมมากัมมันตะคือประพฤติชอบสัมมาอาชีวะเลี้ยงชีพชอบการมีสภาพชีวิตและการอยู่ร่วมในสังคมที่จัดระเบียบได้เป็นอย่างดีไม่สับสนวุ่นวายด้วยความหวาดระแวงเวรภัยและความไร้กำหนดกฎเกณฑ์ปราศจากกติกาเริ่มตั้งแต่การไม่เบียดเบียนไม่ละเมิดทำร้ายต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของกันและกันเป็นต้นตามหลักศีล 5 ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์พื้นฐานของสังคมตลอดจนข้อปฏิบัติต่างๆในการฝึกหัดขัดเกลา
พฤติกรรมของบุคคลเพื่อสร้างเสริมสภาพชีวิตความเป็นอยู่และการอยู่ร่วมกันในสังคมให้สอดคล้องและเอื้อโอกาสแก่การที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงภาวะสูงสุดที่เป็นเป้าหมายของบุคคลหรือสังคมนั้นศีลมีหลายระดับหรือจัดไว้หลายประเภทให้เหมาะกับสภาพชีวิตและสังคมเพื่อเข้าถึงจุดหมายของตนเช่นศีล 5 เป็นศีลสำหรับอุบาสกอุบาสิกาศีล 8 เป็นการฝึกตนในระดับสูงขึ้นเป็นเครื่องเสริมและเอื้อโอกาสยิ่งขึ้นในการที่จะพัฒนาชีวิตด้านจิตใจและปัญญาข้อปฏิบัติต่างๆใน
111111111สมาธิได้แก่สัมมาวายามะคือพยายามชอบสัมมาสติคือระลึกชอบสัมมาสมาธิคือตั้งจิตชอบซึ่งสมาธิหมายถึงการฝึกฝนอบรมจิตใจให้สงบแน่วแน่มั่นคงเพื่อให้เป็นจิตใจที่สามารถทำงานหรือการใช้ได้ดีโดยเฉพาะในการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญาหรือใช้ปัญญาอย่างได้ผลและเป็นจิตใจที่เอื้อเหมาะต่อการพัฒนาของคุณสมบัติต่างๆเช่นคุณธรรมทั้งหลายที่จะเจริญเพิ่มพูนพ่วงมาด้วยในจิตนั้นรวมทั้งการที่จิตใจสงบมั่นคงแน่วแน่นั้นอยู่ในภาวะที่ปลอดพ้นจากการรบกวนของความเศร้าหมองขุ่นมัวความเร่าร้อนสับสนวุ่นวายต่างๆ
111111111ปัญญาได้แก่สัมมาทิฏฐิคือเห็นชอบสัมมาสังกัปปะคือดำริชอบซึ่งปัญญาหมายถึงการมีความรู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงและการฝึกฝนอบรมหรือพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจเช่นนั้นเริ่มแต่การรู้เข้าใจสิ่งที่เล่าเรียนสดับรับฟังหรือข่าวสารข้อมูลต่างๆและประสบการณ์ที่เข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นกายและที่ปรากฏหรือสั่งสมอยู่ในใจการรับรู้ประสบการณ์นั้นๆอย่างบริสุทธิ์ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยความชอบชังยินดียินร้ายไม่เอนเอียงด้วยอคติต่างๆการพิจารณาวินิจฉัยและคิดการต่างๆได้ถูกต้องชัดเจนโดยไม่ถูกกิเลสเช่นความเห็นแก่ได้และความเกลียดโกรธเป็นตัวครอบงำการมองเห็นสิ่งทั้งหลายลวงทะลุถึงเหตุปัจจัยต่างๆสามารถเชื่อมโยงความรู้ในสิ่งต่างๆมาใช้แก้ปัญหาและทำการสร้างสรรค์จัดดำเนินการต่างๆจนถึงรู้เท่าทันความเป็นจริงของโลกและชีวิต
111111111จากหลักไตรสิกขานั้นได้แยกแยะพิจารณาแล้วจะพบว่าประกอบด้วยมรรคมีองค์แปดซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญในการประพฤติปฏิบัติซึ่งจะได้อธิบายดังต่อไป
1111111112) มรรค8
111111111หลักปฏิบัติของศาสนาพุทธเพราะพระองค์ไม่ได้ต้องการจะสอนแต่เพียงภาคทฤษฎีต้องให้ลงมือในภาคปฏิบัติการจริงๆมรรค 8 ประกอบด้วย(พิสิฏฐ์โคตรสุโพธิ์, 2546 : 12)
111111111สัมมาทิฏฐิความเห็นที่ถูกต้องเพราะความไม่รู้ก่อให้เกิดความเห็นผิดในรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโลกและอัตตามนุษย์เข้าใจว่าชีวิตเต็มไปด้วยทุกข์มีอัตตายืนพื้นที่เป็นอมตะเวียนตายเวียนเกิดไม่รู้จักสิ้นสุดการสลัดความเห็นผิดและเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆเรียกกว่าเกิดสัมมาทิฏฐิ
111111111สัมมาสังกัปปะคิดถูกต้องเพื่อการขจัดรากเหง้าแห่งความคิดอกุศลทั้งหลายสัมมาสังกัปปะต้องมาคู่กับสัมมาทิฏฐิ
111111111สัมมาวาจามนุษย์ต้องควบคุมวาจาของตนไม่กล่าวเท็จพูดส่อเสียดพูดหยาบคายและวิพากษ์วิจารณ์เพื้อเจ้อไร้ประโยชน์กล่าวแต่คำสัตว์คำจริงแม้เพียงคำเดียวแต่ทำให้จิตใจสงบดีว่าคำพูดเพ้อเจ้อไร้ความหมายเป็นล้านๆคำ
111111111สัมมากัมมันตะหมายถึงการประพฤติที่ถูกต้องมุ่งเอาการรักษากริยาทางกายด้วยการไม่ทำร้ายหรือทำลายชีวิตบุคคลอื่นสัตว์อื่นไม่ลักขโมยฉ้อโกงไม่ละเมิดทางเพศเป็นต้อนสรุปคือปฏิบัติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมจรรยาและหน้าที่ที่ตนความประพฤติเพื่อความสงบของตนและสังคม
111111111สัมมาอาชีวะหมายถึงการประกอบอาชีพในทาวสุจริตพระพุทธเจ้ามุ่งเอาการเว้นจากการค้าอาวุธค้าขายมนุษย์ค้าขายยาพิษค้าขายเนื้อค้าขายสุรายาเมาเป็นต้นที่เรียกว่ามิจฉาวาณิชชะ
เป็นความชั่วที่บุคคลจะแสวงหาทรัพย์ด้วยการข่มขู่กรราโชกกินสินบนโกงเจ้าเล่ห์ต้มตุ๋นเป็นต้น
111111111สัมมาวายามะหมายถึงความพยายามที่จะหยุดความคิดที่ชั่วความรู้สึกที่ชั่วเป็นความพยายามที่จะควบคุมตัวเองมีวินัยด้วยตนเองหยุดกอุศลวิตกปลุกเร้ากุศลวิตกขั้นตอนพยายามที่ถูกต้องคือจิตจดจ่อในความคิดที่เป็นกุศลบางอย่างศึกษาผลของการกระทำที่เกิดจากจิตอกุศลวิเคราะห์สาเหตุของความคิดอกุศลและหยุดกระทำควบคุมใจด้วยความพยายามทางกายและสมาทานรักษาธรรม
111111111สัมมาสติหมายถึงการรู้สึกตัวอยู่เสมอการมีสำนึกในสภาวะที่จิตใจรักษารูปแบบเดิมของตนถ้าใจมีสติกำกับอกุศลธรรมจะเกิดมาไม่ได้การตั้งสติที่ถูกต้องให้กำหนดสติในอารมณ์ 4ประเภทคือกำหนดการเคลื่อนไหวของกายในอริยาบถต่างๆกำหนดทีความรู้สึกเวทนาเจ็บสุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์กำหนดความคิดนึกในจิตของตนคิดดีคิดไม่ดีต้องมีสติกำกับรู้และกำหนดที่ธรรมารมณ์
111111111สัมมาสมาธิหมายถึงการที่จิตสงบมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านพร้อมที่จะพิจารณาสัจภาวะหากจิตไม่สงบนิ่งก็เหมือนน้ำที่เป็นคลื่นไหวสั่นพลิ้วไม่สามารถจะส่องเห็นเงาตัวเองอย่างชัดเจน
ได้
111111111นอกจากหลักการปฏิบัติที่กล่าวมาข้างต้นพุทธปรัชญาก็วางหลักแห่งความเชื่อเอาไว้ 4ประการที่เรียกว่าศรัทธา 4 (พระราชวรมุนี(ประยุทธ์ปยุตโต), 2528 :164-164.) คือ
1111111111. กัมมสัทธาเชื่อว่าพฤติกรรมที่กระทำไปแล้วไม่ไร้ผลทำเองต้องได้ไม่ใช่ไม่ทำเองได้แต่แต่สวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งเหนือธรรมชาติภายนอกแล้วรอผลบันดาลที่จะได้จากสิ่งนั้น
1111111112. วิปากสัทธาเชื่อว่าผลที่เราได้รับมาจากพฤติกรรมที่ทำไปแล้วเหมาะสมแก่เหตุเช่นผลดีเกิดจากกรรมดีผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว
1111111113. กัมมัสสกตาสัทธาเชื่อว่ากรรมเป็นของส่วนตัวทุกคนแต่ละคนเป็นเจ้าของและจะต้องรับผิดชอบและเสวยผลเป็นไปตามกรรมที่กระทำไปแล้วของตน
1111111114. ตถาคตโพธิสัทธาเชื่อปัญญาของผู้รู้คือเชื่อมั่นว่าบุคคลที่ตรัสรู้เป็นพุทธะมีปัญญาสมบูรณ์รู้จริงรู้แท้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้จริงพระพุทธเจ้าเป็นกัลยาณมิตรที่สูงสุด
1111111113 ปฏิเวธ
111111111ปฏิเวธหมายถึงการบรรลุธรรมคือผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการเข้าสู่พระศาสนาคือปฏิเวธการบรรลุธรรมนั่นเองเพราะการบรรลุธรรมนี้ไม่มีอะไรจะดีเท่า
ไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่าผู้ที่บรรลุธรรมได้นั้นย่อมเป็นผู้อยู่เหนือความทุกข์อยู่เหนือความวุ่นวาย
ใจท่ามกลางความเกิดแก่เจ็บตายท่ามกลางการพลัดพรากจากกัน
111111111ผลในทางพระพุทธศาสนาก็คือมรรคผลนิพพานเป็นความสงบความร่มเย็นเป็นสุขของจิตใจที่เกิดขึ้นจากการขัดเกลาสิ่งที่เป็นเครื่องเศร้าหมองเป็นเครื่องพันธนาการผูกจิตให้ติดอยู่กับกองทุกข์ธรรมที่บุคคลจะปฏิบัติบรรลุถึงได้นั้นแบ่งไว้เป็น 4 ขั้นด้วยกันคือ
1111111111) โสดาบันเกิดจากการที่ได้ชำระกำจัดสังโยชน์เครื่องพันธนาการจิตให้ติดอยู่กับกองทุกข์ 3 ประการด้วยกันคือ 1. สักกายทิฐิ 2. วิจิกิจฉาและ 3. สีลัพพตปรามาส
1111111111. สักกายทิฐิ
111111111สักกายทิฐิคือความเห็นว่ามีตัวมีตนในขันธ์ 5 คือรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ
111111111ก. รูปขันธ์ได้แก่รูปกายที่สามารถมองดูด้วยตาเห็นได้
111111111ข. เวทนาขันธ์ได้แก่ความรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
111111111ค. สัญญาขันธ์ได้แก่ความสำคัญหมาย
111111111ง. สังขารขันธ์ได้แก่ความคิดปรุงแต่ง
111111111จ. วิญญาณขันธ์ได้แก่ความรู้อารมณ์ทั่วสกลกาย
111111111พระโสดาบันได้เห็นความจริงของเบญจขันธ์ด้วยกระแสวิปัสสนาญาณเมื่อรู้ความจริงแล้วจึงเป็นผู้ที่ไม่มีความสำคัญผิดว่าเบญจขันธ์เป็นตัวตนหรือเป็นของตนไม่มีอำนาจใดๆทำให้เบญจขันธ์เป็นร่างโครงอยู่ไว้ตลอดไปนอกจากแยกแตกย่อยยับจากกันแล้วยังสามารถเข้าเกาะกุมกันใหม่ได้ด้วยอำนาจของตัณหาและอวิชชาความแยกออกและเข้ายึดเกาะกุมเข้าใหม่จะมีอยู่เสมอตลอดกาลที่อวิชชาและตัณหายังเป็นเจ้าของจิตใจของคนและสัตว์อยู่พระโสดาบันได้รู้เรื่องการก่อและการทำลายของเบญจขันธ์หรือจะพูดได้ว่าพระโสดาบันได้เรียนรู้ต้นทางแห่งชีวิตของคนและสัตว์ทั้งหมดว่ามนุษย์และสัตว์เกิดมาจากอะไรทำไมจึงต้องเกิดถ้าจะไม่เกิดจะไม่ได้หรือและเรียนรู้ปลายทางของชีวิตว่าสุดท้ายของชีวิตเป็นอย่างไรมีความจริงแค่ไหนยิ่งกว่านั้นยังรู้ถึงเงื่อนต่อระหว่างความเกิดและความตายอีกว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไรมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร
1111111112. วิจิกิจฉาวิจิกิจฉาที่เป็นสังโยชน์หมายถึงความสงสัยในพระรัตนตรัยคือพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์ว่ามีจริงหรือไม่และมีความจริงแค่ไหนความสงสัยในพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์จะดับไปในเมื่อสักกายทิฏฐิดับไปแล้วเพราะสักกายทิฏฐิเป็นเครื่องบังวิสุทธิธรรมเมื่อสักกายทิฎฐิเป็นเครื่องบังวิสุทธิธรรมเมื่อสักกายทิฏฐิดับไปวิสุทธิธรรมก็ปรากฏความสงสัยที่เรียกว่าวิจิกิจฉาก็หายไปด้วยวิสุทธิธรรมเป็นความบริสุทธิ์หรือเรียกว่าเป็นความดับโดยไม่เหลือมลทินพระโสดาบันน์เป็นผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงก็จะหมดความลังเลสงสัย
3. สีลัพพตปรามาสสีลัพพตปรามาสการลูบคลำศีลคือยังไม่แน่ใจว่าศีลเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญจึงยังต้องหลงพึ่งสิ่งอื่นๆเช่นไปหาหมอดูให้สะเดาะเคราะห์ไปหาหมอซินแสให้บอกทิศทางของบ้านว่าควรจะตั้งหันหน้าไปทิศทางไหนควรจะตั้งโต๊ะตั้งเตียงไว้ตรงไหนห้องนอนห้องน้ำควรจะอยู่ทิศใดอย่างนี้เป็นต้นเหล่านี้เรียกว่าเป็นสีลัพพตปรามาสคือยังคิดว่าความเจริญนั้นอยู่ที่ตั้งของบ้านอยู่ที่ดวงชะตาเป็นต้นสังโยชน์ทั้ง 3 คือสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาสจะหายไปพร้อมกันในขณะที่ญาณทัสสนะแก่กล้าเต็มขีดเป็นองค์มรรคความเข้าใจในเรื่องชีวิตก็แจ่มแจ้งความสงสัยในวิสุทธิธรรมก็หมดไปความสงสัยในศีลในพรตก็หมดไปพร้อมกับความประชุมลงแห่งมรรคครั้งแรก คุณลักษณะของพระโสดาบัน
1) มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า
2) มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระธรรมเจ้า
3) มีศรัทธาความเชื่อมั่นในพระสงฆเจ้า
4) มีศีล๕เป็นข้อปฏิบัติประจำตัวไม่มัวหมองด่างพร้อยและมีคุณลักษณะพิเศษ 2 ประการคือ 1. มีจิตประกอบไปด้วยกุศลยินดีที่จะบริจาคทุกเมื่อและ 2. มีปัญญากล้าเป็นสัมมาทิฏฐิ
2) สกิทาคามีสกิทาคามีคือเริ่มมีความเบื่อหน่ายในเรื่องของกามรสทั้งหลายแต่ยังไม่ได้กำจัดให้หมดสิ้นไปได้ทำให้เบาบางลงไปความหงุดหงิดใจก็เบาบางลงไปผู้ที่จะกำจัดปฏิฆะความหงุดหงิดใจกามราคะความกำหนัดยินดีในกามให้หมดสิ้นไป
3) อนาคามีคือผู้ที่จะกำจัดปฏิฆะความหงุดหงิดใจกามราคะความกำหนัดยินดีในกามให้หมดสิ้นไป
4) อรหันต์ผู้ที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์คือต้องละ 1. รูปราคะความยินดีในรูปฌาน 2.อรูปราคะความยินดีในอรูปฌาน 3. อุทธัจจะความฟุ้งซ่าน 4. มานะความถือตน 5. อวิชชาความไม่รู้จริงผู้ที่สามารถกำจัดสังโยชน์ทั้ง 5 นี้ได้ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
5) นิพพานนิพพานคือความดับตัณหาสิ้นเชิงไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปนิพพานแบ่งได้ 2 พวกคือ 1. ดับกิเลสได้สิ้นแล้วและผู้ดับยังมีชีวิตอยู่เรียกว่าสอุปาทิเสสนิพพาน
2. ดับกิเลสได้สิ้นแล้วผู้ดับสิ้นชีวิตคือไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่ด้วยเรียกว่าอนุปาทิเสสนิพพาน
4 สรุปการเข้าใจและเข้าถึงพุทธปรัชญา
ปริยัติปฏิบัติและปฏิเวธเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงพุทธปรัชญาเปรียบเหมือนกับทฤษฏีและการปฏิบัติตามทฤษฏีซึ่งเป็นของคู่กันเมื่อปริยัติปฏิบัติแล้วทำให้เกิดความเข้าใจสูงสุดคือปฏิเวธ
ปริยัติเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ครอบคลุมถึงการเข้าใจเนื้อหาสาระขั้นตอนนี้จัดได้ว่าเป็นพื้นฐานหรือต้นทุนในการที่จะประพฤติปฏิบัติเป็นขั้นของการเล่าเรียนรับฟังผู้อื่นมา
โดยเฉพาะสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ซึ่งสืบต่อกันมาในพระไตรปิฎกและเรามีครูอาจารย์แนะนำบอกกล่าวเอามาท่องบ่นมาสอบสวนทบทวนกันหลักแห่งการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้จริงเข้าถึงความหลุดพ้นจากทุกข์ชีวิตที่จะมีความหมายหรือมีคุณค่าต้องเป็นชีวิตปฏิบัติตามหลักธรรมะว่าตามหลักอริยสัจก็คือการปฏิบัติ
ตามมรรคมีองค์ 8 ประการแต่หากจะกล่าวตามหลักปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาเป็นลำดับขั้นจากระดับต่ำไปหาสูงเรียกว่าสิกขา 3 หรือไตรสิกขาได้แก่สีลสิกขาการปฏิบัติรักษาศีลเพื่อป้องกันการล่วง
ละเมิดทางกายและวาจาจิตสิกขาการบำเพ็ญจิตให้เกิดสมาธิความสงบเพื่อป้องกันและกำจัดนีวรณธรรมและปัญญาสิกขาการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงตามสภาวะเพื่อกำจัดอนุสัยกิเลสหลักการปฏิบัติมีเป้าหมายเพื่อบรรลุการหลุดพ้นจากความทุกข์ในวัฏฏสงสารปฏิเวธคือผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการเข้าสู่พระศาสนาคือปฏิเวธการบรรลุธรรมนั่นเองเพราะการบรรลุธรรมนี้ไม่มีอะไรจะดีเท่าไม่มีอะไรจะประเสริฐเท่า
ผู้ที่บรรลุธรรมได้นั้นย่อมเป็นผู้อยู่เหนือความทุกข์อยู่เหนือความวุ่นวายใจท่ามกลางความเกิดแก่เจ็บตายท่ามกลางการพลัดพรากจากกัน