บทที่ ๕
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงสอนพุทธบริษัทคือภิกษุภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาหรือบุคคลทั่วไปทั้งเทวดาและมนุษย์ตามพระนามที่ได้รับการยกย่องว่าสตฺถาเทวมนุสฺสานํทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายและมีคำเสริมพระคุณว่าอนุตฺตโรปุริสทมฺมสารถิแปลว่าเป็นสารถีฝึกคนได้ไม่มีใครยิ่งกว่าพระนามเหล่านี้ส่อแสดงความหมายในตัวว่าปราชญ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพบูชาและยกย่องเทิดทูนพระองค์ในฐานะทรงเป็นนักการสอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทรงมีพระปรีชา
สามารถอย่างยอดเยี่ยมในการอบรมสั่งสอนและได้ทรงประสบผลสำเร็จในงานนี้เป็นอย่างดีเนื้อพระธรรมคำสอนหลักการสอนและวิธีการสอนของพระพุทธองค์นั้นปรากฏอยู่แล้วในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อธิบายมีอรรถกถาเป็นต้นแล้วแต่คัมภีร์เหล่านั้นมีเนื้อหามากมายมีขนาดใหญ่การศึกษาวิธีสอนของพระพุทธเจ้าจึงเท่าเป็นการศึกษาวิธีสอนตามหลักพระพุทธศาสตร์และเราอาจจะได้หลักการบางอย่างเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในหลักการศึกษาของเราปัจจุบันได้
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้านี้มีผู้ได้ทำการเรียบเรียงไว้หลายท่านผู้วิจัยได้สรุปวิธีการสอนของพระพุทธเจ้าโดยการนำเอาหลักที่สามารถเชื่อมโยงกับวิธีการสอนของพระภาวนาวิศาลเถระ (บุญมีโชติปาโล) โดยการศึกษาวิธีการสอนของพระพุทธเจ้าจากการเรียบเรียงของพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ปยุตฺโต), ศาสตราจารย์แสงจันทร์งาม, วศินอินทสระและพ.ท. ประสาททองภักดีจำแนกหลักวิธีการสอนเป็นขั้นตอนดังนี้
1 หลักทั่วไปในการสอน
ในเรื่องหลักทั่วไปของการสอนจากการเรียบเรียงของพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้แบ่งออกเป็น 3 หมวดคือ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2544 : 33)
1) เกี่ยวกับเนื้อหาหรือเรื่องที่สอน
1. สอนจากสิ่งที่รู้เห็นเข้าใจง่ายหรือรู้เห็นเข้าใจอยู่แล้วไปหาสิ่งที่เห็นเข้าใจยากหรือยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจตัวอย่างที่เห็นชัดคืออริยสัจซึ่งทรงเริ่มสอนจากความทุกข์ความเดือดร้อนปัญหาชีวิตที่คนมองเห็นและประสบการณ์อยู่โดยธรรมดารู้เห็นประจักษ์กันอยู่ทุกคนแล้วต่อจากนั้นจึงสาวหาสาเหตุที่ยากลึกซึ้งและทางแก้ไขต่อไป
2. สอนเนื้อเรื่องที่ค่อยลุ่มลึกยากลงไปตามลำดับชั้นและความต่อเนื่องกันเป็นสายลงไปอย่างที่เรียกว่าสอนเป็นอนุบุพพิกถาตัวอย่างคืออนุบุพพิกถาไตรสิกขาพุทธโอวาท 3 เป็นต้น
3. ถ้าสิ่งที่สอนเป็นสิ่งที่แสดงได้ก็สอนด้วยของจริงให้ผู้เรียนได้ดูได้เห็นได้ฟังเองอย่างที่เรียกว่าประสบการณ์ตรงเช่นทรงสอนพระนันทะที่คิดถึงคู่รักคนงามด้วยการทรงพาไปชมนางฟ้านางอัปสรเทพธิดาให้เห็นกับตา
4. สอนตรงเนื้อหาตรงเรื่องคุมอยู่ในเรื่องมีจุดไม่วกวนไม่ไขว้เขวไม่ออกนอกเรื่องโดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องในเนื้อหา
5. สอนมีเหตุผลตรองตามเห็นจริงได้อย่างที่เรียกว่าสนิทานํ
6. สอนเท่าที่จำเป็นพอดีสำหรับให้เกิดความเข้าใจให้การเรียนรู้ได้ผลไม่ใช่สอนเท่าที่ตนรู้หรือสอนแสดงภูมิว่าผู้สอนมีความรู้มากเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในป่าประดู่ลายใกล้เมืองโกสัมพีได้ทรงหยิบใบไม้ประดู่ลายเล็กน้อยใส่กำพระหัตถ์แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าใบประดู่ลายในพระหัตถ์กับในป่าไหนจะมากกว่ากันภิกษุทั้งหลายทูลว่าในป่ามากกว่าจึงตรัสว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้แต่มิได้ทรงสอนเหมือนใบประดู่ลายในป่าส่วนที่ทรงสั่งสอนน้อยเหมือใบประดู่ลายในพระหัตถ์และทรงแสดงเหตุผลในการที่มิได้ทรงสอนทั้งหมดเท่าที่ตรัสรู้ว่าเพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์มิใช่หลักการดำเนินชีวิตอันประเสริฐไม่ช่วยให้เกิดความรู้ถูกต้องนำไปสู่จุดหมายคือนิพพานได้ (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2544 : 34)
7. สอนสิ่งที่มีความหมายควรที่เขาจะเรียนรู้และเข้าใจเป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเองอย่างพุทธพจน์ที่ว่าพระองค์ทรงมีพระเมตตาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายดังที่ว่า“อนึ่งตถาคตรู้วาจาที่จริงที่แท้แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์และวาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นตถาคตไม่กล่าววาจานั้นตถาคตรู้วาจาที่จริงที่แท้และประกอบด้วยประโยชน์แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่นในข้อนั้นตถาคตรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้นตถาคตรู้วาจาที่ไม่จริงไม่แท้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่ชอบ
ใจของคนอื่นตถาคตไม่กล่าววาจานั้นตถาคตรู้วาจาที่จริงที่แท้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของคนอื่นตถาคตไม่กล่าววาจานั้นอนึ่งตถาคตรู้วาจาที่จริงที่แท้ทีประกอบด้วยประโยชน์และวาจานั้นเป็นทีรักเป็นที่ชอบใจของคนอื่นในข้อนั้นตถาคตรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้นข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะตถาคตมีความเอ็นดูในหมู่สัตว์ทั้งหลาย” (ม.ม. 13/86/88)
2) เกี่ยวกับตัวผู้เรียน
1. รู้คำนึงถึงและสอนให้เหมาะตามความแตกต่างระหว่างบุคคลเช่นคำนึงถึงจริต 6อันได้แก่โทสจริตโมหจริตศรัทธาจริตพุทธิจริตและวิกลจริต (ดูวิสุทธิมรรคปริเฉทที่ 3) และรู้ระดับความสามารถของบุคคล
2. ปรับวิธีสอนผ่อนให้เหมาะกับบุคคลแม้สอนเรื่องเดียวกันแต่ต่างบุคคลอาจใช้ต่างวิธีข้อนี้เกี่ยวโยงต่อเนื่องมาจากข้อที่ 1
3. นอกจากคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลแล้วผู้สอนยังจะต้องคำนึงถึงความพร้อมความสุกงอมความแก่รอบแห่งอินทรีย์หรือญาณที่บาลีเรียกว่าปริปากะของผู้เรียนแต่ละ
4. สอนโดยให้ผู้เรียนลงมือทำด้วยตนเองซึ่งจะช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจชัดเจนแม่นยำและได้ผลจริงเช่นทรงสอนพระจุฬปันถกะผู้โง่เขลาด้วยการให้นำผ้าขาวไปลูบคลำเป็นต้น
5. การสอนดำเนินไปในรูปที่ให้รู้สึกว่าผู้เรียนกับผู้สอนมีบทบาทร่วมกันในการแสวงหาความจริงให้มีการแสดงความคิดเห็นโต้ตอบเสรีหลักนี้เป็นข้อสำคัญในวิธีการแห่งปัญญาซึ่งต้องการอิสรภาพในทางความคิดและโดยวิธีนี้เมื่อเข้าถึงความจริงผู้เรียนก็จะรู้สึกว่าตนได้มองเห็นความจริงด้วยตนเองและมีความชัดเจนมั่นใจหลักนี้เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นประจำ
6. เอาใจใส่บุคคลที่ควรได้รับความสนใจพิเศษเป็นรายๆไปตามควรแก่กาละเทศะและเหตุการณ์เช่นชาวนาคนหนึ่งตั้งใจไว้แต่กลางคืนว่าจะไปฟังพุทธเทศนาบังเอิญวัวหายไปตามได้แล้วรีบมาแต่กว่าจะได้ช้าก็มาคิดว่าทันฟังท้ายก็ยังดีไปถึงวัดปรากฎว่าพระพุทธเจ้ายังทรงประทับรออยู่นิ่งๆไม่เริ่มแสดงยิ่งกว่านั้นยังให้จัดอาหารให้เขารับประทานจนอิ่มสบายแล้วจึงทรงเริ่มแสดงธรรม
7. ช่วยเหลือเอาใจใส่คนที่ด้อยที่มีปัญหาเช่นเรื่องพระจุฬปันถกเป็นต้น
3) เกี่ยวกับตัวการสอน
1. การสอนนั้นการเริ่มต้นเป็นจุดสำคัญมากอย่างหนึ่งการเริ่มต้นที่ดีมีส่วนช่วยให้การสอนสำเร็จผลดีเป็นอย่างมากอย่างน้อยก็เป็นเครื่องดึงความสนใจและนำเข้าสู่เนื้อหาได้พระพุทธเจ้าทรงมีวิธีเริ่มต้นที่น่าสนใจมากโดยปกติพระองค์จะไม่ทรงเริ่มสอนด้วยการเข้าสู่เนื้อหา
ธรรมทีเดียวแต่จะทรงเริ่มสนทนากับผู้ทรงพบหรือผู้มาเฝ้าด้วยเรื่องที่เขารู้เข้าใจดีหรือสนใจอยู่เช่นเมื่อทรงสนทนากับควานช้างก็ทรงเริ่มสนทนาด้วยเรื่องวิธีฝึกช้างพบชาวนาก็เริ่มสนทนาเรื่อง
การทำนา
2. สร้างบรรยากาศในการสอนให้ปลอดโปร่งเพลิดเพลินไม่ให้ตึงเครียดไม่ให้เกิดความอึดอัดใจและให้เกียรติแก่ผู้เรียนให้เขามีความภูมิใจในตัว
3. สอนมุ่งเนื้อหามุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่สอนเป็นสำคัญไม่กระทบตนและผู้อื่นไม่มุ่งยกตนไม่มุ่งเสียดสีใครๆ
4. ใช้ภาษาสุภาพนุ่มนวลไม่หยาบคายชวนให้สบายใจสละสลวยเข้าใจง่ายอย่างที่ว่า
2 ลีลาการสอน
เมื่อมองกว้างๆการสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละครั้งจะดำเนินไปจนถึงผลสำเร็จโดยมีคุณลักษณะซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลีลาในการสอนดังนี้(พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต),2544 : 45)
1) สันทัสสนาอธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนจูงมือไปดูเห็นกับตา
2) สมาทปนาชักจูงใจให้เห็นจริงด้วยชวนให้คล้อยตามจนต้องยอมรับและนำไป
ปฏิบัติ
3) สมุตเตชนาเร้าใจให้แกล้วกล้าบังเกิดกำลังใจปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขันมั่นใจว่าจะทำให้สำเร็จได้ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก
4) สัมปหังสนาชโลมใจให้แช่มชื่นร่าเริงเบิกบานฟังไม่เบื่อและเปี่ยมด้วยความหวังเพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่ตนจะพึงได้รับจากการปฏิบัติ
2.3.3 วิธีสอนแบบต่างๆ
1) แบบสากัจฉาหรือสนทนา
วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้บ่อยไม่น้อยกว่าวิธีใดๆโดยเฉพาะในเมื่อผู้มาเฝ้าหรือทรงพบนั้นยังไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนายังไม่รู้ไม่เข้าใจหลักธรรมในการสนทนาพระพุทธเจ้ามักจะทรงเป็นฝ่ายถามนำคู่สนทนาเข้าสู่ความเข้าใจธรรมและความเลื่อมใสศรัทธาในที่สุดแม้ในหมู่พระสาวกพระองค์ก็ทรงใช้วิธีนี้ไม่น้อยและทรงส่งเสริมให้สาวกสนทนาธรรมกันอย่างในมงคลสูตรว่า “กาเลธมฺมสากจฺฉาเอตมฺมงฺคลมุตฺตมํการสนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอันอุดม”
2) แบบบรรยาย
วิธีสอนแบบนี้น่าจะทรงใช้ในที่ประชุมใหญ่ในการแสดงธรรมประจำวันซึ่งมีประชาชนหรือพระสงฆ์จำนวนมากและส่วนมากเป็นผู้ที่มีพื้นความรู้ความเข้าใจกับมีความเลื่อมใสศรัทธาอยู่แล้วมาฟังเพื่อหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมและหาความสงบสุขทาง
จิตใจนับได้ว่าเป็นคนประเภทและระดับใกล้เคียงกันพอจะใช้วิธีบรรยายอันเป็นแบบกว้างๆได้ลักษณะพิเศษของพุทธวิธีสอนแบบนี้ที่พบในคัมภีร์บอกว่าทุกคนที่ฟังพระองค์แสดงธรรมอยู่ในที่ประชุมนั้นแต่ละคนรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าตรัสอยู่กับตัวเองโดยเฉพาะซึ่งนับว่าเป็นความสามารถอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า
3) แบบตอบปัญหาผู้ที่มาถามปัญหานั้นนอกจากผู้ที่มีความสงสัยข้องใจในข้อธรรมต่างๆแล้วโดยมากเป็นผู้นับถือลัทธิศาสนาอื่นบ้างก็มาถามเพื่อต้องการรู้คำสอนทางฝ่ายพระพุทธศาสนาหรือเทียบเคียงกับคำสอนในลัทธิของตนบ้างก็มาถามเพื่อลองภูมิบ้างก็เตรียมมาถามเพื่อข่มปราบให้จนหรือให้ได้รับความอับอายในการตอบพระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของปัญหาและใช้วิธีตอบให้เหมาะสมในสังคีติสูตรท่านแยกประเภทปัญหาไว้ตาม
ลักษณะวิธีตอบเป็น 4 อย่างคือ(พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), 2544 : 47)
เอกังสพยากรณียปัญหาปัญหาที่พึงตอบตรงไปตรงมาตายตัวพระอรรถกถาจารย์ยกตัวอย่างเช่นถามว่าจักษุเป็นอนิจจังหรือพึงตอบตรงไปได้ทีเดียวว่าถูกแล้วความดีมีผลเป็นสุขความชั่วมีผลเป็นทุกข์หรือกุศลเป็นสิ่งควรบำเพ็ญอกุศลเป็นสิ่งควรละ
ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหาปัญหาที่พึงย้อนถามแล้วจึงแก้ท่านยกตัวอย่างเช่นเขาถามว่าโสตะก็เหมือนจักษุหรือพึงย้อนถามก่อนว่าที่ถามนั้นหมายถึงแง่ใดถ้าเขาว่าในแง่เป็นเครื่องมองเห็นพึงตอบว่าไม่เหมือนถ้าเขาว่าในแง่เป็นอนิจจังจึงควรตอบรับว่าเหมือน
วิภัชชพยากรณียปัญหาปัญหาที่จะต้องแยกความตอบเช่นเมื่อเขาถามว่าสิ่งที่เป็นอนิจังได้แก่จักษุใช่ไหมพึงแยกความออกตอบว่าไม่เฉพาะจักษุเท่านั้นถึงโสตะฆานะก็เป็นอนิจจัง
ฐปนียปัญหาปัญหาที่พึงยับยั้งเสียได้แก่ปัญหาที่ถามนอกเรื่องไร้ประโยชน์อันจักเป็นเหตุให้เขายึดเยื้อสิ้งเปลืองเวลาเปล่าพึงยับยั้งเสียแล้วชักนำผู้ถามเข้าสู่แนวเรื่องที่ประสงค์ต่อไปตัวอย่างเรื่องพระมาลุกกยะมาทูลถามเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงชีพกับสรีระเป็นอัน
เดียวกันหรือคนละอย่างเป็นต้นทรงเห็นว่าไม่จำเป็นที่พระมาลุงกยะจะรู้เรื่องนี้จึงทรงนิ่งเฉยไม่ตอบแต่ทรงชี้แจงให้พระมาลุงกยะเข้าใจว่าปัญหานี้ไม่มีประโยชน์ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายเพื่อคลายความกำหนัดเพื่อดับเพื่อสงบระงับเพื่อรู้ยิ่งเพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน (ม.ม. 13/128/141)
4) แบบวางกฎข้อบังคับเมื่อเกิดเรื่องมีภิกษุกระทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นครั้งแรกพระสงฆ์หรือประชาชนเล่าลือโพนทะนาติเตียนกันอยู่มีผู้นำความมากราบทูลพระพุทธเจ้าพระองค์ก็จะทรงเรียกประชุมสงฆ์สอบถามพระภิกษุผู้กระทำความผิดเมื่อเจ้าตัวรับได้ความเป็นสัตย์จริงแล้วก็จะทรงตำหนิชี้แจงผลเสียหายที่เกิดแก่ส่วนรวมพรรณนาผลร้ายของความประพฤติไม่ดีและคุณประโยชน์ของความประพฤติที่ดีงามแล้วทรงแสดงธรรมกถาที่สมควรเหมาะสมกัน
กับเรื่องนั้นจากนั้นจะตรัสให้สงฆ์ทราบว่าจะทรงบัญญัติสิกขาบทโดยทรงแถลงวัตถุประสงค์ในการบัญญัติให้ทราบแล้วทรงบัญญัติสิกขาบทข้อนั้นๆไว้โดยความเห็นชอบพร้อมกันของสงฆ์ใน
ท่านกลางสงฆ์และโดยความรับทราบร่วมกันของสงฆ์
ในการสอนแบบนี้พึงสังเกตว่าพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทโดยความเห็นชอบของสงฆ์ซึ่งบาลีใช้คำว่าสงฺฆสุฏฺฐุตายแปลว่าเพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ท่านอธิบายความหมายว่าทรงบัญญัติโดยชี้แจงให้เห็นแล้วว่าถ้าไม่รับจะเกิดผลเสียอย่างไรเมื่อรับจะมีผลดีอย่างไรจนสงฆ์รับคำของพระองค์ว่าดีแล้วไม่ทรงบังคับเอาโดยพลการ
4 กลวิธีและอุบายประกอบการสอน
1) การยกอุทาหรณ์และการเล่านิทานประกอบการยกตัวอย่างประกอบคำอธิบายและการเล่านิทานประกอบช่วยให้เข้าใจความได้ง่ายและชัดเจนช่วยให้จำแม่นยำเห็นจริงและเกิดความเพลิดเพลินทำให้การเรียนการสอนมีรสยิ่งขึ้นเช่นเมื่อจะอธิบายให้เห็นว่าคนมีความปรารถนาดีอยากช่วยทำประโยชน์แต่หากขาดปัญญาอาจกลับทำลายประโยชน์เสียก็ได้ก็เล่านิทานชาดกเรื่องลิงเฝ้าสวนหรือคนขายเหล้าเป็นต้นพระพุทธเจ้าทรงใช้อุทาหรณ์และนิทานประกอบกรสอนมากมายเพียงใดจะเห็นได้จากการที่ในคัมภีร์ต่างๆมีอุทาหรณ์และนิทานปรากฏอยู่ทั่วไปเฉพาะคัมภีร์ชาดกอย่างเดียวก็มีนิทานถึง 547 เรื่อง
2) การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา
คำอุปมาช่วยให้เรื่องที่ลึกซึ้งเข้าใจยากปรากฏความหมายเด่นชัดออกมาและเข้าใจง่ายขึ้นโดยเฉพาะมักใช้ในการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมเปรียบให้เห็นชัดด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือแม้เปรียบเรื่องที่เป็นรูปธรรมด้วยข้ออุปมาแบบรูปธรรมก็ช่วยให้ความหนักแน่นเข้าเช่นพระพุทธองค์ทรงเตือนภิกษุทั้งหลายว่าให้ทำตนเช่นผ้ากาสีอย่าทำตนเป็นเช่นผ้าเปลือกไม้ผ้าเปลือกไม้มีลักษณะ 3 อย่างคือสีไม่สวยสัมผัสหยาบราคาถูกทำนองเดียวกับภิกษุบางรูปซึ่งเป็นผู้ทุศีลมีธรรมเลวให้ทุกข์ให้โทษแก่ผู้คบหาสมาคมทำปัจจัย
ที่ทายกถวายให้มีค่าน้อยหรือมีอานิสงส์น้อย(วศินอินทรสระ, 2548 : 48-49)
3) การใช้อุปกรณ์การสอนในสมัยพุทธกาล
ย่อมไม่มีอุปกรณ์ชนิดต่างๆที่จัดทำขึ้นไว้เพื่อการสอนโดยเฉพาะเหมือนสมัยปัจจุบันเพราะยังไม่มีการจัดการศึกษาเป็นระบบขึ้นมาอย่างกว้างขวางหากจะใช้อุปกรณ์บ้างก็คงต้องอาศัยวัตถุสิ่งของที่มีในธรรมชาติหรือเครื่องใช้ต่างๆที่ผู้คนใช้กันอยู่
4) การทำเป็นตัวอย่างวิธีสอนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะในทางจริยธรรมคือการทำเป็นตัวอย่างซึ่งเป็นการสอนแบบไม่ต้องกล่าวสอนเป็นทำนองการสาธิตให้ดูแต่ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำนั้นเป็นไปในรูปทรงเป็นผู้นำที่ดีการสอนโดยทำเป็นตัวอย่างก็คือพระจริยาวัตรอันดีงามที่เป็นอยู่โดยปกตินั่นเองพระพุทธองค์จึงทรงวางเป็นหลักการไว้ในพระธรรมบทว่า (ประสาท
ทองภักดี, 2513 :119-120)
อตฺตานเมวปฐมํ
ปฏิรูเปนิวสาย
วางตนไว้ในความดีงามก่อน
จึงค่อยสอนใครๆในภายหลัง
บัณฑิตชนขนขวายหมายระวัง
ไม่พลาดพลั้งเศร้าหมองเรื่องของตน
อตฺตานญฺเจตถากกริยา
ยถญฺญฺมนุสาสติ
ถ้าสอนคนอื่นไว้อย่างไรบ้าง
ตนควรริสร้างตัวเหมือนที่เตือนเขา
พึงฝึกตนให้ดีหนอทีเรา
ตนนี้เล่าฝึกยากลำบากจริง (ประสาททองภักดี, 2513 :119-120)
5) การเล่นภาษาเล่นคำและใช้คำในความหมายใหม่การเล่นภาษาและการเล่นคำเป็นเรื่องของความสามารถในการใช้ภาษาผสมปฏิภาณข้อนี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพระปรีชา
สามารถของพระพุทธเจ้าที่มีรอบไปทุกด้านเมื่อผู้ใดทูลถามมาเป็นคำร้อยกรองพระองค์ก็ทรงตอบเป็นคำร้อยกรองไปทันทีทำนองกลอนสดบางทีเขาทูลถามหรือกล่าวข้อความโดยใช้คำที่มี
ความหมายไปในทางไม่ดีงามพระองค์ก็ตรัสตอบไปด้วยคำพูดเดียวกันนั้นเองแต่เป็นการพูดในความหมายที่ต่างออกไปเป็นฝ่ายดีงามคำสนทนาโต้ตอบแบบนี้มีรสอยู่แต่ในภาษาเดิมแปลออกสู่ภาษาอื่นย่อมเสียรสเสียความหมาย
6) อุบายเลือกคนและการปฏิบัติรายบุคคลเป็นอุบายสำคัญในการเผยแพร่พระศาสนาในการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้าเริ่มแต่ระยะแรกประดิษฐานพระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่า
พระพุทธเจ้าทรงดำเนินพุทธกิจด้วยพระพุทโธบายอย่างที่เรียกว่าการวางแผนที่ได้ผลยิ่งทรงพิจารณาว่าเมื่อจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในถิ่นใดถิ่นหนึ่งควรไปโปรดใครก่อนเมื่อครั้งตรัสรู้
ใหม่ๆได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์
7) การรู้จักจังหวะและโอกาสผู้สอนต้องรู้จักใช้จังหวะและโอกาสให้เป็นประโยชน์เมื่อไม่ถึงจังหวะไม่เป็นโอกาสเช่นผู้เรียนยังไม่พร้อมยังไม่เกิดปริปากะแห่งญาณหรืออินทรีย์ก็ต้องมี
ความอดทนไม่ชิงหักหาญหรือดึงดันทำแต่ก็ต้องตื่นตัวอยู่เสมอเมื่อถึงจังหวะหรือโอกาสเช่นในระยะแรกประกาศศาสนาณวันมาฆบูรณมีณเวฬุวันพระสงฆ์สาวกมาชุมนุมพร้อมกันณที่นั้น
เป็นโอกาสเหมาะพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์สำหรับหลักยึดถือร่วมกันของสงฆ์ที่จะแยกย้ายกับไปบำเพ็ญศาสนกิจ
8) ความยืดหยุ่นในการใช้วิธีการในการสอนนั้นมุ่งผลสำเร็จในการเรียนเป็นสำคัญกลวิธีในการสอนก็จะต้องยืดหยุ่นเพื่อให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ดั่งพุทธพจน์ว่า “เราฝึกผู้ที่ควรฝึก
ได้ด้วยวิธีแบบสุภาพบ้างวิธีแบบรุนแรงบ้างวิธีทั้งแบบสุภาพบ้างและแบบรุนแรงบ้าง” (องฺ.จตุกฺก.21/111/170)
5 สรุปวิธีสอนของพระพุทธเจ้า
ในวิธีการสอนของพระพุทธเจ้านั้นพระองค์ทรงพิจารณาเนื้อหาที่จะสอนก่อนเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจธรรมคำสอนได้อย่างชัดเจนโดยเรียงจากเรื่องง่ายจากเรื่องที่รู้อยู่แล้วไปสู่เรื่องที่ลุ่มลึกต่อไปโดยใช้เหตุผลที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้และยังเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนอีกด้วยต่อจากนั้นพระพุทธองค์ทรงพิจารณาผู้เรียนเพื่อการแสดงธรรมให้เป็นที่เหมาะสมแก่ผู้เรียนจะรับรู้และเข้าใจซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความแตกต่างของผู้เรียนก่อนที่จะเข้าสู่การสอนนั้นพระองค์ยังสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนเพื่อชักจูงให้ผู้เรียนมีความสนใจพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าทรงมีวิธีเริ่มต้นที่น่าสนใจมากโดยปกติพระองค์จะไม่ทรงเริ่มสอนด้วยการเข้าสู่เนื้อหาธรรมทีเดียวแต่จะทรงเริ่มสนทนากับผู้ทรงพบหรือผู้มาเฝ้าด้วยเรื่องที่เขารู้เข้าใจดีหรือสนใจอยู่เช่นเมื่อทรงสนทนากับควานช้างก็ทรงเริ่มสนทนาด้วยเรื่องวิธีฝึกช้างเป็นต้นวิธีการสอนของพระพุทธเจ้านั้นพระพุทธเจ้ามีวิธีการสอนอยู่ 4 แบบคือสอนแบบสากัจฉาหรือสนทนาสอนแบบบรรยายสอนแบบตอบปัญหาและสอนแบบวางกฎข้อบังคับ
นอกจากนั้นพระองค์ทรงใช้เทคนิคในการสอนคือการยกอุทาหรหรือนิทานประกอบการเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมาการใช้อุปกรณ์การสอนการเล่นภาษาเล่นคือหรือการให้ความหมายใหม่
อุบายเลือกคนและปฏิบัติรายบุคคลการรู้จักจังหวะและโอกาสและความยืดหยุ่นในการใช้วิธีการด้วยลักษณะการสอนที่มีความเข้าใจง่ายลุ่มลึกทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดประโยชน์สูงสุดนำหลักธรรมไปใช้ได้ถูกต้องตามหลักทางพุทธปรัชญา__
ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี