เปรียบเทียบคัมภีร์มหายานสูตราลังการกับคัมภีร์พระไตรปิฎก

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา

มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๔๗ พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๕๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

บทที่ ๑

การศึกษาเปรียบเทียบ

เนื้อหาในคัมภีร์มหายานสูตราลังการกับคัมภีร์พระไตรปิฎก

หลังจากได้ศึกษาคัมภีร์มหายานสูตราลังการโดยเฉพาะส่วนของเนื้อหาในคัมภีร์มาแล้วในบทนี้ผู้เขียนจะศึกษาเปรียบเทียบทรรศนะต่างๆดังกล่าวนั้นกับทรรศนะที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกตามหัวข้อที่สามารถเปรียบเทียบกันได้คือทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดทรรศนะเรื่องโลกทรรศนะเรื่องความจริงทรรศนะเรื่องตถาคตทรรศนะเรื่องกายทรรศนะเรื่องนิรวาณทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์และทรรศนะเรื่องบารมีโดยจะเปรียบเทียบให้เห็นประเด็นที่แตกต่าง

กันและคล้ายคลึงกันตามลำดับ

ทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุด

ทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดหรือความจริงแท้เป็นทรรศนะที่แสดงไว้ในคัมภีร์ทั้งสองโดยเฉพาะในคัมภีร์มหายานสูตราลังการซึ่งเป็นงานเขียนของนิกายโยคาจาระเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นประเด็นด้านอภิปรัชญาที่พยายามอธิบายว่าอะไรคือความจริงแท้อย่างสูงสุดของปรัชญาสำนักนี้ส่วนคัมภีร์พระไตรปิฎกแม้ไม่เน้นที่จะแสดงทรรศนะด้านอภิปรัชญาแต่ก็มีประเด็นพอที่จะนำมาเปรียบเทียบกันได้บ้างดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้

ทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1. จิตบริสุทธิ์เป็นสิ่งจริงแท้ที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียว

2.จิตบริสุทธิ์มีฐานะเป็นสิ่งสัมบูรณ์ที่มีอยู่เองโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อความมีอยู่ปราศจากทวิภาวะหรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้

3. สิ่งสัมบูรณ์มีสภาวะที่พรรณนาไม่ได้กำหนดคุณสมบัติไม่ได้

4. ธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งสัมบูรณ์คือความบริสุทธิ์ในตัวเอง

5. สิ่งสัมบูรณ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถพรรณนาได้ด้วยหลักการของเหตุผล

6. จิตบริสุทธิ์มีฐานะเป็นความจริงสูงสุดเป็นจริงแท้และเป็นนิรันดร์

7. จิตบริสุทธิ์มีฐานะเป็นแก่นแท้ (ธรรมธาตุ) เป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่งสรรพสิ่งในจักรวาลเกิดมาจากจิตเท่านั้น

ทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีดังนี้

1. สิ่งที่เป็นความจริงอย่างประเสริฐคืออริยสัจ 4 ประการได้แก่ทุกข

อริยสัจสมุทัย-อริยสัจนิโรธอริยสัจและทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจอริยสัจทั้ง 4 ประการนี้เป็นของจริงแท้

ไม่แปรผันไม่เป็นอย่างอื่นดังข้อความในตถสูตรที่ว่า

จตฺตารีมานิภิกฺขเวอริยสจฺจานิฯกตมานิจตฺตาริฯทุกฺขํอริยสจฺจํทุกฺขสุมทโย อริยสจฺจํทุกฺขนิโรโธอริยสจฺจํทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสจฺจํฯอิมานิโขภิกฺขเวจตฺตาริ อริยสจฺจานิตถานิอวิตถานิอนญฺญถานิตสฺมาอริยสจฺจานีติวุจฺจนฺติฯ1

ดูกรภิกษุทั้งหลายความจริงอันประเสริฐ 4 อย่างเหล่านี้สิ่ง 4 อย่างเป็นไฉนสิ่งนี้ความจริงแท้คือทุกข์ความจริงแท้คือเหตุให้ทุกข์เกิดความจริงแท้คือความดับทุกข์ความจริงแท้คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อริยสัจ 4 เหล่านี้แลเป็นของจริงแท้ไม่แปรผันไม่เป็นอย่างอื่นเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าอริยสัจ

2. สิ่งจริงแท้อีกประการหนึ่งก็คือหลักปฏิจจสมุปบาทคือหลักการที่ว่าสิ่งทั้งหลายอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นดังข้อความที่ว่า

อิติโขภิกฺขเวยาตตฺรตถตาอวิตถตาอนญฺญถตาอิทปฺปจฺจยตาอยํวุจฺจติภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโทฯ2

ดูกรภิกษุทั้งหลายความจริงแท้ (ตถตา) ความไม่คลาดเคลื่อน (อวิตถตา) ความไม่เป็นอย่างอื่น (อนญฺญตา) มูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น (อิทปฺปจฺจยตา) ภาวะที่สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยดังพรรณนามาฉะนี้แลเราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท

3. สิ่งที่เป็นความจริงแท้อีกประการหนึ่งคือหลักไตรลักษณ์ที่เรียกว่าธรรมนิยามตา  ดังข้อความที่ว่า

อุปฺปาทาวาภิกฺขเวตถาคตานํอนุปฺปาทาวาตถาคตานํ ิตาวสาธาตุธมฺมฏฺฐิตตฺตา  ธมฺมนิยามตาสพฺเพสงฺขาราอนิจฺจาฯลฯสพฺเพสงฺขาราทุกฺขาฯลฯสพฺเพธมฺมาอนตฺตาติตํ ตถาคโตอภิสมฺภุชฺฌติอภิสเมติอภิสมฺพุชฺฌิตฺวาอภิสเมตฺวาอาจิกฺขติเทเสติปญฺญเปติปฏฺฐเปติวิวรติวิภชติอุตฺตานีกโรติฯ3

ดูกรภิกษุทั้งหลายตถาคตเกิดขึ้นก็ตามไม่เกิดขึ้นก็ตามธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นตถาคตรู้บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์... สังขารทั้งปวงมิใช่ตัวตนครั้นรู้แล้วบรรลุแล้วจึงบอกแสดงบัญญัติกำหนดเปิดเผยจำแนกทำให้ง่ายว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง... สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์...สังขารทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน

ทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดในคัมภีร์ทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนกล่าวคือคัมภีร์มหายานสูตราลังการเน้นแสดงเรื่องความจริงที่เป็นประเด็นทางอภิปรัชญาจึงมีการแสดงลักษณะของสิ่งที่เป็นความจริงสูงสุดว่าคือจิตสัมบูรณ์ที่มีอยู่เองเป็นนิรันดร์เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งในจักรวาลไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงเป็นเพียงผลผลิตของจิตเท่านั้นส่วนคัมภีร์พระไตรปิฎกเน้นสอนความจริงแท้ที่เป็นประโยชน์สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นความจริงแท้ที่เป็นสภาวะของสรรพสิ่งที่มีในธรรมชาติไม่ใช่ความจริงที่เป็นบ่อเกิดของจักรวาลดังนั้นความจริงแท้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงเป็นความจริงที่เป็นลักษณะที่แท้จริงของสรรพสิ่งนั่นคือเรื่องอริยสัจ 4 จะเห็นได้จากพระพุทธพจน์ที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ใส่ใจถึงประเด็นที่เป็นปัญหาด้านอภิปรัชญาเพราะเป็นปัญหาที่ไม่เกิดประโยชน์ หลักปฏิจจสมุปบาทและหลักไตรลักษณ์ก็เช่นเดียวกันเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์เพราะอธิบายสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งดังนั้นประเด็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดของคัมภีร์ทั้ง 2 จึงอยู่ที่คัมภีร์มหายานสูตราลังการเน้นประเด็นด้านอภิปรัชญาแต่คัมภีร์พระไตรปิฎกไม่เน้นประเด็นด้านอภิปรัชญา

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

จากการศึกษาพบว่าทรรศนะเรื่องความจริงแท้ในคัมภีร์ทั้งสองไม่มีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากนิกายเถรวาทยึดมั่นในคำสอนดั้งเดิมไม่นิยมตีความพุทธวจนะจึงไม่มีประเด็นด้านอภิปรัชญาที่เป็นการกล่าวถึงความจริงแท้เป็นเพียงการแสดงให้เห็นสภาพที่แท้จริงของสรรพสิ่งในโลกไม่ได้สอนว่าอะไรคือความจริงที่เป็นแก่นแท้เป็นอมตะและเป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่งเหมือนสำนักปรัชญาอื่นๆนอกจากนี้ทรรศนะต่างๆที่ปรากฏในคัมภีร์มหายานสูตราลังการก็เกิดจากการตีความทางปรัชญาของอสังคะจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทรรศนะเรื่องความจริงสูงสุดจะมีเนื้อหาด้านอภิปรัชญาในฐานะสิ่งที่เป็นจริงแท้เพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพรรณนาสภาวะได้พรรณนาคุณสมบัติไม่ได้การพรรณนาสภาวะของสิ่งที่เป็นความจริงสูงสุดจึงใช้การปฏิเสธเพราะถ้าไม่ใช้การปฏิเสธในการพรรณนาถึงลักษณะของสิ่งสูงสุดก็จะสามารถกำหนดลักษณะของสิ่งสูงสุดได้เมื่อเป็นเช่นนั้นความเป็นสิ่งสูงสุดก็จะหมดไป

ทรรศนะเรื่องโลก

เมื่อกล่าวถึงสิ่งสูงสุดแล้วก็จำเป็นที่จะต้องตอบคำถามของบุคคลผู้มีความสงสัยว่าเมื่อจิตเป็นสิ่งสัมบูรณ์เป็นความจริงแท้เพียงอย่างเดียวแล้วสิ่งที่ปรากฏต่อประสาทสัมผัสคือโลกทางกายภาพที่เราดำรงชีวิตอยู่นี้มันคืออะไรเกิดขึ้นได้อย่างไรในคัมภีร์มหายานสูตราลังการจึงได้กล่าวถึงทรรศนะเรื่องสิ่งที่ปรากฏไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งสัมบูรณ์ส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกแม้จะไม่กล่าวถึงทรรศนะเรื่องโลกหรือสิ่งที่ปรากฏไว้เป็นประเด็นเฉพาะเพราะไม่เน้นประเด็นด้านปรัชญาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแต่ก็มีประเด็นที่พอจะนำมาเปรียบเทียบกับทรรศนะเรื่องโลกหรือสิ่งที่ปรากฏทางกายภาพในคัมภีร์มหายานสูตราลังการได้มีดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องโลกหรือสิ่งที่ปรากฏทางกายภาพในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้ทรรศนะเรื่องโลกหรือสิ่งที่ปรากฏทางกายภาพในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1. โลกทางกายภาพหรือสิ่งที่ปรากฏได้แก่สิ่งที่ปรากฏในการรับรู้ของมนุษย์

2. โลกทางกายภาพที่ปรากฏไม่ได้มีอยู่อย่างเป็นอิสระจากจิตแต่เป็นผลผลิตทางจิต

3. เมื่อกล่าวโดยลักษณะที่เป็นแก่นแท้โลกทางกายภาพที่ปรากฏเป็นสิ่งเดียวกันกับจิต

4.โลกทางกายภาพที่ปรากฏไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริงแต่เป็นเพียงการจินตนาการเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น

5. โลกทางกายภาพที่ปรากฏมีจิตเป็นบ่อเกิดมีแก่นแท้คือจิต

ทรรศนะเรื่องโลกหรือสิ่งที่ปรากฏทางกายภาพในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีดังนี้

1. โลกทางกายภาพหรือสิ่งปรากฏไม่ใช่มโนภาพของจิตจิตกับโลกทางกายภาพเป็นความจริงคนละหน่วยจิต (มโน) เป็นสิ่งหนึ่งต่างหากจากธรรมทั้งหลายซึ่งหมายถึงสิ่งต่างๆที่จิตรับรู้

2. โลกทางกายภาพที่ปรากฏไม่ใช่เนื้อสารที่เป็นวัตถุไม่ยอมรับว่ามีจิตที่เป็นแก่นแท้แต่ในการอธิบายเรื่องโลกทางกายภาพที่ปรากฏนั้นใช้หลักปฏิจจสมุปบาทไตรลักษณ์และขณิกทรรศนะ

3. ภายในความเปลี่ยนแปลงของโลกทางกายภาพไม่มีสิ่งใดคงที่ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสารหรือภาวะทางนามธรรมที่ละเอียดประณีต

4. แม้พุทธปรัชญาเถรวาทจะไม่ยอมรับแนวคิดแบบอัตถิกทิฏฐิที่เชื่อว่าโลกมีอยู่และนัตถิกทิฏฐิที่เชื่อว่าโลกไม่มีอยู่แต่ก็มองว่าแนวคิดที่ว่าโลกมีอยู่นั้นมีความเป็นจริงมากกว่าความคิดที่ว่าโลกไม่มีอยู่จริงตามทรรศนะที่ปรากฏในคัมภีร์มหายานสูตราลังการเพราะการกล่าว

ว่าโลกเป็นสิ่งที่มีอยู่นั้นสามารถเป็นที่ยอมรับของชนทั่วไปได้มากกว่าที่จะบอกว่าโลกไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงการจินตนาการเป็นผลผลิตของจิตซึ่งเป็นทรรศนะที่ขัดต่อความรู้สึกของคนทั่วไป

5. โลกทางกายภาพประกอบขึ้นจากธาตุสี่คือดินน้ำลมไฟที่เกิดและดับต่อเนื่องเป็นปัจจัยตลอดเวลาธาตุเหล่านี้ไม่ใช่เนื้อสารและมีอายุการดำรงอยู่ไม่นานดังนั้นโลกจึงว่างเปล่าหาแก่นสารไม่ได้อยู่ระหว่างความมีอยู่และไม่มีอยู่

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

ประเด็นที่เป็นความเห็นร่วมกันระหว่างคัมภีร์ทั้งสองคือการยอมรับว่าโลกไม่ใช่เนื้อสารเพราะในคัมภีร์มหายานสูตราลังการอสังคะได้แสดงทรรศนะไว้ว่าโลกเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงการจินตนาการเป็นเพียงผลผลิตของจิตเท่านั้นส่วนคัมภีร์พระไตรปิฎกก็แสดงทรรศนะไว้เช่นเดียวกันว่าโลกประกอบขึ้นจากธาตุที่มีสภาวะไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาดำรงอยู่เพียงครู่เดียวอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้นตลอดเวลาจึงไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตนถาวรคือเป็นความว่างเปล่าต่างแต่ว่าคัมภีร์มหายานสูตราลังการปฏิเสธความมีอยู่จริงของโลกแต่ยอมรับความมีอยู่จริงของจิตสัมบูรณ์แต่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกปฏิเสธทรรศนะเช่นนั้นโดยแสดงว่าไม่มีสิ่งที่เป็นอัตตาที่เป็นความจริงเที่ยงแท้ใดๆ

ผู้วิจัยมีความเห็นว่าทรรศนะเรื่องโลกทางกายภาพหรือสิ่งที่ปรากฏในคัมภีร์มหายานสูตราลังการเป็นความพยายามที่จะสนับสนุนทรรศนะเรื่องสิ่งที่เป็นความจริงสูงสุดคือจิตบริสุทธิ์เท่านั้นโดยการอธิบายว่าโลกเป็นเพียงการรับรู้ของจิตเมื่อสืบค้นไปแล้วก็ไม่ใช่สิ่งใดแต่คือจิต

โลกทางกายภาพหรือสิ่งที่ปรากฏนั้นคือลักษณะที่มีมลทินของจิตเพราะอำนาจของอวิทยาเมื่อกำจัดอวิทยาได้แล้วก็จะพบว่าสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นโลกก็คือจิตที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้นั่นเองเพราะหากไม่มีการอธิบายเรื่องโลกทางกายภาพหรือสิ่งที่ปรากฏก็ต้องเผชิญกับความสงสัยของผู้คนตลอดไปว่าโลกคืออะไรแต่แม้จะกล่าวถึงทรรศนะเรื่องโลกก็ไม่พ้นที่จะกล่าวเพื่อสนับสนุนความสูงสุดของจิตบริสุทธิ์ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในคัมภีร์มหายานสูตราลังการส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกพยายามที่จะอธิบายสภาวะที่แท้จริงของโลกทางกายภาพว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์และไม่มีตัวตนที่ถาวรโลกหมายถึงสิ่งที่มีความแตกสลายเป็นธรรมชาติบางครั้งก็อธิบายว่าโลกหมายถึงอายตนะ 12 4 ที่มีความหมายเท่ากับจิตเจตสิกรูปหรือขันธ์ 5ซึ่งเป็นสังขตธรรมที่มีการปรากฏขึ้นปรากฏการดับสลายและขณะดำรงอยู่ก็ปรากฏความแปรเปลี่ยนตลอดเวลาแม้โลกจะมีอยู่จริงไม่ใช่การจินตนาการแต่โลกก็ไม่ใช่เนื้อสารจึงไม่คงที่หรือเที่ยงแท้ตามทรรศนะของนิกายโยคาจาระ

ทรรศนะเรื่องความจริง

การอธิบายถึงสิ่งที่เป็นจริงและสิ่งที่ปรากฏนับเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะปรัชญาทุกสำนักต้องการที่จะอธิบายความจริงในโลกซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่ทุกคนต่างต้องการจะทราบเป็นข้อสงสัยในใจของมนุษย์ทุกคนดังนั้นทรรศนะเรื่องความจริงจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวไว้ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีประเด็นที่จะนำมาศึกษาเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องความจริงในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้

ทรรศนะเรื่องความจริงในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1. ความจริงมี 2 อย่างคือสังวฤติสัตยะและปรมารถสัตยะ

2. สังวฤติสัตยะคือความจริงสมมติได้แก่สิ่งที่ปรากฏต่างๆในโลกเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงการจินตนาการเป็นผลผลิตของจิต

3. ปรมารถสัตยะคือความจริงสูงสุดเป็นสิ่งที่อยู่เหนือปรากฏการณ์เป็นความจริงที่เป็นโลกุตตระเป็นสิ่งที่ไม่มีสาเหตุเป็นจริงแท้ในตัวเอง

4. แม้ความจริงจะแบ่งเป็น 2 อย่างแต่โดยลักษณะที่แท้จริงก็เป็นสิ่งเดียวกันเพราะปรมารถสัตยะเป็นแก่นแท้ของสังวฤติสัตยะการไม่มีอยู่ของสังวฤติสัตยะก็คือการปรากฏของปรมารถสัตยะ

5. ความจริงทั้ง 2 ระดับแบ่งอธิบายให้ละเอียดออกเป็น 3 อย่างคือ

5.1 ปริกัลปิตะได้แก่สิ่งถูกรู้ที่ไม่มีความเป็นจริงเป็นเพียงการจินตนาการว่ามีเป็นเพียงภาพมายาหรือสิ่งลวงตา

5.2 ประตันตระได้แก่ลักษณะที่เป็นปรากฏการณ์ของสิ่งจริงแท้ที่มีฐานะเป็นผู้รู้หรือจิตที่มีในแต่ละบุคคล

5.3 ปรินิษปันนะได้แก่สิ่งที่เป็นความจริงแท้หรือจิตบริสุทธิ์ที่ไม่มีฐานะเป็นผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้

6. ความจริงที่เป็นปริกัลปิตะและประตันตระคือความจริงสมมติเป็นสังวฤติสัตยะส่วนปรินิษปันนะคือปรมารถสัตยะ

ทรรศนะเรื่องความจริงในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีดังนี้

1. ความจริงมี 2 ระดับสมมติสัจและปรมัตถสัจ5

2. สมมติสัจคือความจริงโดยสมมติคือความจริงตามมติที่มีร่วมกันหรือยอมรับร่วมกันเป็นเครื่องมือสื่อสารพอให้สำเร็จประโยชน์ในชีวิตประจำวันเช่นคนสัตว์สิ่งของคนดีคนชั่วเป็นต้นบางทีเรียกว่าโวหารสัจความจริงโดยโวหารหรือโดยสำนวนพูด

3. ปรมัตถสัจคือความจริงโดยปรมัตถ์ความจริงตามความหมายสูงสุดหรือตามความหมายแท้ที่ตรงตามสภาวะสิ่งที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์เช่นนามธรรมเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณหรือจิตเจตสิกรูปนิพพานผัสสะเจตนาเอกัคคตาชีวิตินทรีย์เป็นต้น6  จะเห็นได้ว่าแม้ในคัมภีร์ทั้งสองจะแบ่งความจริงออกเป็น 2 อย่างเช่นเดียวกันแต่ก็มีความแตกต่างกันเพราะความจริงปรมัตถ์หรือปรมัตถสัจในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีฐานะเป็นเพียงสังวฤติสัตยะหรือความจริงสมมติและเป็นเพียงความจริงในระดับประตันตระตามทรรศนะของคัมภีร์มหายานสูตราลังการเท่านั้นนอกจากนี้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกความจริงสมมติมีความหมายเพียงสิ่งที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุมูลฐานจึงมีการสมมติเรียกว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เท่านั้นแม้แต่หลักการเรื่องอริยสัจ 4 และหลักการปฏิจจสมุปบาทที่มีฐานะเป็นปรมัตถสัจก็เป็นเพียงการแสดงลักษณะที่แท้จริงของสรรพสิ่งดังนั้นสมมติสัจและปรมัตถสัจในคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงมีฐานะเป็นเพียงสมมติสัจจะตามทรรศนะของคัมภีร์มหายานสูตราลังการ

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

ผู้วิจัยมีความเห็นว่าประเด็นที่คล้ายคลึงกันคือคัมภีร์ทั้งสองยอมรับความจริง 2 ระดับคือสมมติสัจและปรมัตถสัจและมีทรรศนะตรงกันว่าสิ่งที่เป็นสมมติสัจเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงสิ่งสมมติเท่านั้น

ส่วนประเด็นที่แตกต่างกันอย่างแท้จริงของทรรศนะเรื่องความจริงในคัมภีร์ทั้งสองคือจุดมุ่งหมายในการแสดงทรรศนะเรื่องความจริงเพราะในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีจุดมุ่งหมายที่จะเน้นความเป็นจริงสูงสุดของสิ่งสัมบูรณ์หรือจิตบริสุทธิ์การปฏิเสธความมีอยู่จริงของสมมติสัจก็เป็นเพียงการให้ความสำคัญแก่สิ่งสัมบูรณ์เป็นการเน้นที่จะแสดงทรรศนะด้านอภิปรัชญาส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกแสดงเรื่องความจริง 2 ระดับก็เพื่อให้รู้เท่าทันความเป็นจริงของสรรพสิ่งว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรมากกว่าที่จะแสดงว่าอะไรคือความจริงสูงสุดเพื่อไม่ให้ยึดติดในสิ่งที่เป็นเพียงการสมมติที่ทำให้เกิดความหลงผิดที่เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เพราะไม่มีสิ่งใดที่เป็นจริงถาวรได้ เพราะฉะนั้นจึงเน้นที่จะให้บุคคลเข้าใจสรรพสิ่งต่างๆได้อย่างถ่องแท้เท่านั้น ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการแม้จะอธิบายความจริงเป็น 3 อย่างแต่ก็เป็นความจริงอันเดียวกันคือสิ่งสัมบูรณ์หรือจิตเท่านั้นไม่มีความจริงใดเป็นจริงหรือเท็จโดยส่วนเดียวเพราะความจริงที่เป็นประตันตระไม่ใช่ความจริงที่ต่ำกว่าความจริงระดับปรินิษปันนะแต่มันคือปรินิษปันนะ  เมื่อกำจัดการจินตนาการที่ครอบงำการเปลี่ยนแปลงของมันได้แล้วส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกความจริงทั้งสองระดับเป็นสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งที่มีในโลกเป็นการอธิบายถึงสภาวะของสรรพสิ่งที่มองกันคนละระดับเท่านั้น