เปรียบเถรวาทกับมหายาน

บทที่ ๓

ทรรศนะเรื่องนิพพานในคัมภีร์พระไตรปิฎก

มีดังนี้

1. นิพพานคือสภาวะที่เป็นการดับอวิชชาตัณหาอุปาทานซึ่งเป็นบ่อเกิดของทุกข์เป็นสภาวะที่หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงสภาวะของนิพพานจึงเป็นสภาวะที่จิตไม่มีอวิชชาตัณหาอุปาทานอีกต่อไป

2. นิพพานคือการรู้แจ้งหลักอริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาทและสามัญลักษณะของสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกเพราะสรรพสิ่งในโลกสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการเหล่านี้

3. พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเน้นความไม่มีอยู่จริงของสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาหรือความไม่มีอยู่จริงของสิ่งที่เที่ยงกล่าวคือความไม่มีตัวตนของสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นบุคคลหรือตัวตนหรือหลักอนัตตาแต่ไม่เน้นแสดงความไม่มีอยู่จริงของสรรพสิ่ง (ธรรม)

4. นิพพานไม่ใช่การค้นพบสิ่งที่เป็นสากลไม่ใช่การค้นพบบางสิ่งที่มีอยู่แล้วเหมือนในคัมภีร์มหายานสูตราลังการเพราะไม่มีสิ่งใดที่เป็นหลักสากลที่เป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งเพราะสรรพสิ่งในโลกประกอบด้วยความไม่เที่ยงแท้เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา

5. นิพพานคือการกำจัดกิเลสที่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงไม่ใช่การรู้แจ้งความไม่มีอยู่จริงของโลกหรือสิ่งที่ปรากฏและรู้แจ้งสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของสิ่งที่ปรากฏในโลกคือจิตดังเช่นที่กล่าวไว้ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการเพราะการปฏิบัติธรรมตามแบบพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมุ่งที่จะละกิเลสหรือกำจัดกิเลสโดยเริ่มต้นจากการละนิวรณ์ 5 จนกระทั่งละสังโยชน์10 ประการได้นั่นคือจุดหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรมซึ่งมีผลคือการบรรลุนิพพานอย่างไรก็ตามพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทก็ยังยืนยันว่าบุคคลผู้บรรลุนิพพานสามารถกำจัดสิ่งกางกั้นคือความไม่รู้ได้ด้วยนั่นคือการกำจัดอวิชชาซึ่งเป็นเหมือนเครื่องปิดบังเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ทั้งปวง

6. นิพพานเป็นการผ่านจากโลกิยธาตุไปสู่โลกุตตรธาตุซึ่งเป็นสภาวะที่อยู่เหนือโลกธาตุทั้ง 3 เป็นอิสระจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทุกอย่าง

7. นิพพานไม่ใช่การค้นพบจิตที่เป็นสิ่งสัมบูรณ์และสิ่งปรากฏที่มีฐานะเป็นรูปสำแดงของจิตสัมบูรณ์นั้นตามทรรศนะของคัมภีร์มหายานสูตราลังการ

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

ทรรศนะเรื่องนิรวาณหรือนิพพานในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความคล้ายคลึงกันในประเด็นดังต่อไปนี้

1. คัมภีร์ทั้งสองมีทรรศนะตรงกันว่านิรวาณหรือนิพพานมีสภาวะที่อธิบายไม่ได้กำหนดคุณสมบัติไม่ได้ดังนั้นในความพยายามที่จะอธิบายสภาวะของนิรวาณหรือนิพพานจึงใช้การปฏิเสธเป็นส่วนใหญ่กล่าวคือนิรวาณหรือนิพพานเป็นสิ่งที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งไม่มีความเกิดไม่มีความแก่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง

2. นิรวาณหรือนิพพานเป็นสิ่งที่บุคคลต้องรู้แจ้งเฉพาะภายในตัวเองเท่านั้นโดยคัมภีร์มหายานสูตราลังการใช้คำว่าปรัตตยาตมเวทยะ (ปฺรตฺตยาตฺมเวทย) ส่วนพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทใช้คำว่าปจฺจตฺตํเวทิตพฺพํหมายถึงนิพพานเป็นสิ่งที่บุคคลจะพึงรู้ได้เฉพาะตน

3. คัมภีร์ทั้งสองเน้นการมองเห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริงเหมือนกันแต่แตกต่างกันตรงที่ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการกล่าวว่าสรรพสิ่งเป็นอย่างเดียวกันคือจิตบริสุทธิ์แต่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกกล่าวว่านิพพานคือการรู้แจ้งสรรพสิ่งตามความเป็นจริงซึ่งมีลักษณะเป็นกฎธรรมดาคือไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่มีแก่นสารหรือเป็นอนัตตาจนไม่มีความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดจากอำนาจของกิเลสต่างๆที่เป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ทั้งปวงนั่นคือการบรรลุนิพพานที่มีสภาวะเป็นบรมสุข

ผู้เขียนมีความเห็นว่าทรรศนะเรื่องนิพพานหรือนิรวาณในคัมภีร์ทั้งสองมีความแตกต่างกันมากกว่าความคล้ายคลึงกันเนื่องจากคัมภีร์มหายานสูตราลังการเน้นให้ความสำคัญแก่จิตบริสุทธิ์ที่มีฐานะเป็นความจริงสูงสุดมีอยู่เองเป็นอยู่เองสรรพสิ่งในโลกมีบ่อเกิดอันเดียวกันคือจิตเท่านั้นสรรพสิ่งคือจิตบริสุทธิ์ดังนั้นการใช้คำว่านิรวาณก็เพื่อที่จะเน้นถึงการรู้แจ้งความจริงสูงสุดอันนั้นคือจิตบริสุทธิ์จะเห็นได้จากการพยายามอธิบายนิวาณในฐานะจิตบริสุทธิ์โดยไม่พยายามที่จะอธิบายถึงวิธีการบรรลุนิรวาณเพียงแค่กล่าวว่าการทำลายเครื่องกั้นคือกิเลสและเครื่องกั้นคือความไม่รู้สภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งในโลกก็เป็นการบรรลุนิรวาณแล้วส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกไม่เน้นหลักอภิปรัชญาเพราะไม่มีสิ่งใดที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่ปรากฏทุกอย่างนิพพานจึงเป็นสภาวะที่ดับกิเลสตัณหาอุปาทานซึ่งเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ทุกอย่างการจะบรรลุนิพพานได้ก็ต้องละกิเลสคือโลภะโทสะโมหะให้ได้ซึ่งเป็นหลักการของศีลสมาธิปัญญานอกจากนี้การบรรลุนิพพานก็คือการรู้แจ้งหลักอริสัจ 4 หลักปฏิจจสมุปบาทและสามัญลักษณ์ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติการเห็นทุกสิ่งตามความเป็นจริงก็คือการรู้หลักการเหล่านี้นั่นก็คือการบรรลุนิพพาน

ทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์

ทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีประเด็นที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้

ทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1. พระโพธิสัตว์เป็นบุคคลผู้มีแก่นแท้ของปัญญาที่เป็นโลกุตตระเป็นบุคคลผู้ปรารถนาพุทธภาวะแสวงหาการตรัสรู้เพื่อมวลสรรพสัตว์

2. พระโพธิสัตว์มุ่งช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้เข้าถึงพุทธภาวะมุ่งการตรัสรู้ของสรรพสัตว์

3. พระโพธิสัตว์แม้จะมีโอกาสเข้าสู่นิรวาณแต่ก็ปฏิเสธโอกาสนั้นทรงยินดีการเวียนว่ายอยู่ในโลกเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์

4. พระโพธิสัตว์มีเมตตาและกรุณาที่ไม่มีประมาณในสรรพสัตว์ทรงพยายามที่จะช่วยสรรพสัตว์ให้ก้าวเข้าไปสู่นิรวาณ

5.พระโพธิสัตว์มีคุณสมบัติพิเศษเช่นปราศจากการเห็นแก่ตัวมีการกระทำที่บริสุทธิ์ปราศจากโทสะยินดีในการยกระดับจิตใจของผู้อื่นไม่หวาดหวั่นต่อความยากลำบากควบคุมความรู้สึกได้อย่างสมบูรณ์

6. พระโพธิสัตว์เป็นผู้แสดงปุทคลไนราตมยะธรรมไนราตมยะและอาลยวิชญานะแสดงความแตกต่างระหว่างวิทยาและอวิทยาทำให้มนุษย์ทราบสภาวะทั้ง 3 คือปริกัลปิตะประตันตระและปรินิษปันนะ

7. พระโพธิสัตว์เป็นผู้รู้แจ้งความรู้ที่ถูกต้องและแสดงโพธิญาณแก่มวลสรรพสัตว์

8. พระโพธิสัตว์มีหลักปฏิบัติเฉพาะตนกล่าวคือต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติขั้นต้น 9ประการคือรุจิประสาทะประศมะอนุกัมปนากษมาเมธาประพลัตตวะอหารยตาและปราหาณิกางคสัมนวิคตัตตวะ

9. พระโพธิสัตว์ต้องปฏิบัติตามข้อปฏิบัติขั้นสูง 3 ประการคือสัมภารมารคะคือการสั่งสมความดีและปัญญาทรรศนะมารคะคือการรู้แจ้งธรรมธาตุที่ปราศจากทวิภาวะระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ภาวนามารคะคือวิถีแห่งสมาธิซึ่งเป็นขั้นตอนสูงสุดและสำคัญที่สุดเป็นสภาวะที่พระโพธิสัตว์บรรลุปรีชาญาณที่สมบูรณ์เกี่ยวกับความจริงสูงสุด

10. พระโพธิสัตว์มีจรรยา 4 ประการคือโพธิปักษยจรรยาหมายถึงพระโพธิสัตว์บำเพ็ญโพธิปักขิยธรรมอภิชญาจรรยาหมายถึงพระโพธิสัตว์บรรลุอภิญญาต่างๆปารมิตาจรรยาพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีและสัตตวปริปากจรรยาหมายถึงพระโพธิสัตว์ทรงสั่งสอนสัตว์โลก25

11. จรรยาของพระโพธิสัตว์ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการนั้นเป็นการกล่าวถึงการประพฤติธรรมและการช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อได้บำเพ็ญความดีมาเต็มที่แล้วแสดงให้เห็นถึงความคิดของมหายานในขั้นสุดท้ายที่ว่าพระโพธิสัตว์ต้องบรรลุธรรมบางอย่างแล้วจึงจะสามารถ

ช่วยผู้อื่นได้ถ้ายังไม่ได้บรรลุธรรมก็ไม่สามารถช่วยผู้อื่นได้เพียงแต่การบำเพ็ญโพธิสัตว์จรรยานั้นมีจุดหมายสุดท้ายในการจะช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสำคัญ26

ทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีดังนี้

ในคัมภีร์พระไตรปิฎกไม่มีการแสดงทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ไว้เป็นแผนกหนึ่งแต่ก็มีประเด็นที่แตกต่างจากคัมภีร์มหายานสูตราลังการดังนี้

1. พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทยืนยันว่าพระโพธิสัตว์คือมนุษย์ผู้อุทิศชีวิตเพื่อการบรรลุความสมบูรณ์สูงสุดคือความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

2. พระโพธิสัตว์หมายถึงพระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้นอกจากนี้ยังหมายถึงบุคคลผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าเช่นอสิตดาบสได้ทำนายพระโพธิสัตว์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเป็นต้น

3. ในคัมภีร์พุทธวงศ์พระโพธิสัตว์หมายถึงบุคคลผู้ปฏิญญาเพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้าที่มีความกรุณาต่อสรรพสัตว์ได้สร้างสมความดีต่างๆและได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าเช่นเรื่องสุเมธดาบส27 เป็นต้น

4. คำว่าพระโพธิสัตว์ยังหมายถึงช่วงชีวิตของพระโคตมพุทธเจ้าตั้งแต่เป็นสันดุสิตเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิตและการรับคำของเหล่าเทวดาที่พากันมาทูลให้ไปปฏิสนธิ

5. คำว่าพระโพธิสัตว์ยังหมายถึงพระพุทธเจ้าในอดีตเช่นในมหาปทานสูตรทีฆนิกายที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้า 6 พระองค์ที่มีมาก่อนพระโคตรมพุทธเจ้าโดยกล่าวถึงประวัติพระพุทธเจ้า 6 พระองค์คือพระวิปัสสีพระสิขีพระเวสสภูพระกกุสันธะพระโกนาคมนะและพระกัสสปะได้อุบัติขึ้นในโลกและกล่าวถึงประวัติของพระโคตมพุทธเจ้านอกจากนี้มีการกล่าวถึงประวัติของพระวิปัสสีพระพุทธเจ้าตั้งแต่ต้นชีวิตในสวรรค์ชั้นดุสิตจนกระทั่งส่งสาวกออกไปประกาศศาสนามีการกล่าวถึงกฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ 16 ประการพระพุทธเจ้าไม่ได้อ้างถึงพระวิปัสสีในฐานะพระโพธิสัตว์เท่านั้นแต่ทรงยึดประวัติของพระวิปัสสีเป็นตัวอย่างของพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าในอนาคตรวมทั้งพระโคตมพุทธเจ้าเองด้วย28

6. นอกจากนี้พระโพธิสัตว์ยังหมายถึงพระพุทธเจ้าในอนาคตเช่นใน

จักกวัตติสูตรทีฆนิกายพระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ว่าพระเมตไตรยจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก29

ผู้เขียนมีความเห็นว่าแม้เถรวาทจะมีทรรศนะว่าทุกคนสามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้แต่ก็ไม่ได้กำหนดว่าทุกคนจะต้องเป็นพระโพธิสัตว์การตัดสินใจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะยึดถือวิถีทางของสาวกพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ก็กล่าวอย่างชัดเจนว่าความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงกว่าความเป็นพระสาวกและปัจเจกพุทธเจ้าความแตกต่างของทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกที่เห็นได้ชัดคือแม้นิกายเถรวาทจะยึดว่าทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์เป็นสิ่งสูงสุดและประเสริฐสุดแต่ก็ไม่มีวรรณคดีบาลีที่กล่าวถึงทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์อย่างชัดเจนคำสอนเกี่ยวกับทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์และความเป็นพระโพธิสัตว์ถูกพบอย่างกระจัดกระจายในวรรณคดีบาลีส่วนในคัมภีร์มหายานสูตราลังการแสดงทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ไว้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติและการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

ทรรศนะเรื่องพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความคล้ายคลึงกันในประเด็นดังต่อไปนี้

1. แม้นิกายมหายานจะยึดมั่นในโพธิสัตวยานหรือวิถีทางแห่งพระโพธิสัตว์แต่ก็ไม่ละทิ้งสาวกยาน (ศฺราวกยาน) และปัจเจกพุทธยาน (ปฺรตฺเยกพุทฺธยาน) ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีการกล่าวถึงคำว่าสาวกยานและปัจเจกพุทธยานแต่ก็กล่าวว่ายานทั้ง 2 นี้ถือว่ายังมีฐานะต่ำกว่าโพธิสัตวยาน (โพธิสตฺตฺวยาน) ในคัมภีร์พระไตรปิฎกก็กล่าวลักษณะนี้ไว้เช่นเดียวกันว่าบุคคลอาจจะเป็นพระโพธิสัตว์และบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้แต่ถ้าไม่สามารถเป็นได้ก็อาจจะบรรลุความเป็นพระสาวกหรือความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคลสภาวะทั้ง 3อาจจะเป็นการบรรลุสภาวะ 3 อย่างบนวิถีทางเดียวกัน

2. พระโพธิสัตว์คือบุคคลผู้อยู่ในฐานะที่จะบรรลุนิพพานหรือนิรวาณในฐานะเป็นสาวกหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้แต่เพราะมีความกรุณาต่อชาวโลกจึงละทิ้งโอกาสที่จะบรรลุนิพพานและเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏทำตนให้มีความสมบูรณ์ในระหว่างยุคที่นับไม่ถ้วนและในที่สุดเมื่อตรัสรู้ย่อมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงและประกาศความจริงนั้นแก่ชาวโลกมีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่มีขอบเขตจะเห็นได้ในสุเมธกถาที่กล่าวถึงเรื่องสุเมธดาบสซึ่งสามารถบรรลุความเป็นพระสาวกได้แต่ปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อปลดเปลื้องสรรพสัตว์30

3. ทั้งคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกต่างก็ยึดถือว่าพุทธภูมิเป็นจุดหมายสูงสุดของมนุษย์จะเห็นได้จากเนื้อความในนิธิกัณฑสูตรที่แสดงถึงสาวกภูมิปัจเจกพุทธภูมิและพุทธภูมิ31 แสดงให้เห็นจุดร่วมระหว่างคัมภีร์ทั้งสองที่มุ่งเน้นการบรรลุความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

4. ศราวกหรือสาวกของพระพุทธเจ้าอาจเป็นพระภิกษุภิกษุณีอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ได้เมื่อมุ่งความหลุดพ้นก็ดำเนินและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจนได้บรรลุนิพพานแล้วก็ช่วยเหลือสั่งสอนผู้อื่นแต่ความสามารถในการช่วยเหลือสั่งสอนผู้อื่นมีขอบเขตจำกัด

5. พระปรัตเยกพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าได้แก่บุคคลผู้ตรัสอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เองแต่เป็นการตรัสเฉพาะตนในยุคที่ว่างเว้นจากการเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า32 พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ช่วยเหลือผู้อื่นเช่นเดียวกันแต่ความช่วยเหลือก็มีขอบเขตจำกัดพระองค์ไม่ทรงสามารถเทศน์สอนผู้อื่นให้ตรัสรู้ตามได้33

6. บุคคลใดก็ตามที่ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าบุคคลนั้นก็คือพระโพธิสัตว์ตามทรรศนะของคัมภีร์ทั้งสองในลักษณะเดียวกันบุคคลผู้ปรารถนาจะบรรลุนิพพานในฐานะเป็นสาวกหรือในฐานะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็สามารถเป็นได้

7. ตามทรรศนะของนิกายมหายานเมื่อพระโพธิสัตว์บรรลุโพธิญาณก็จะเป็นพระอรหันต์แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงพระสาวกเท่านั้นที่เป็นพระอรหันต์แม้พระโพธิสัตว์เมื่อบรรลุพุทธภาวะแล้วก็เป็นพระอรหันต์ฝ่ายนิกายเถรวาทก็มีทรรศนะอย่างเดียวกันว่าพระพุทธเจ้าเองก็คือพระอรหันต์ดังคำกล่าวที่ว่าอรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธภควาที่แปลความว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบเป็นต้น

8. นิกายมหายานแสดงไว้อย่างแจ่มแจ้งว่าพระพุทธเจ้าพระปรัตเยกพุทธเจ้าและพระศราวกมีความบริสุทธิ์อันเดียวกันคือการหลุดพ้นจากกิเลส (เกฺลศาวรณวิสุทฺธิ) นี้เรียกว่ากายที่หลุดพ้น (วิมุกฺติกาย) ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันกล่าวงคือไม่มีนิรวาณหรือความหลุดพ้นที่แตกต่างกันระหว่างบุคคลทั้งสามนิรวาณเป็นสิ่งเดียวกันสำหรับบุคคลทั้งสามเพียงแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ได้รับความหลุดพ้นที่สมบูรณ์จากเครื่องปิดกั้นต่อสิ่งที่ควรรู้ (เชฺญยาวรณวิสุทฺธิ) ซึ่งพระปรัตเยกพุทธเจ้าและพระศราวกไม่สามารถบรรลุได้ที่เรียกว่าธรรมกายทำให้พระพุทธเจ้าสูงส่งกว่าพระปรัตเยกพุทธเจ้าและพระศราวกทรรศนะนี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับฝ่ายนิกายเถรวาทที่แสดงไว้ว่าพระพุทธเจ้าและภิกษุที่หลุดพ้นด้วยปัญญามีความหลุดพ้นเช่นเดียวกันแต่พระพุทธเจ้าแตกต่างจากภิกษุที่หลุดพ้นตรงที่พระองค์เป็นผู้ค้นพบและแสดงหนทาง (มรรค) ซึ่งไม่มีใครรู้มาก่อนผู้เขียนมีความเห็นว่าทั้ง 2 ทรรศนะมีจุดร่วมอย่างเดียวกันคือพระโพธิสัตว์ได้แก่บุคคลผู้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าปรารถนาที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลพุทธภาวะเป็นสิ่งที่สูงส่งและประเสริฐกว่าความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกแม้บุคคลทั้งสามจะมีความหลุดพ้นอย่างเดียวกันแต่พระพุทธเจ้าก็ยังคงมีความหลุดพ้นที่สมบูรณ์กว่าในฐานะที่ทรงค้นพบและแสดงหนทางนั้นซึ่งไม่มีใครค้นพบมาก่อน

บททื่ ๔

ทรรศนะเรื่องบารมี

ทรรศนะเรื่องบารมีในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีประเด็นที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องบารมีในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้

ทรรศนะเรื่องบารมีในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1. อสังคะแสดงบารมีไว้ 6 ประการคือทานศีลกษานติวีรยะธยานะและปรัชญา

2. อสังคะให้ความสำคัญต่อปรัชญาบารมีมากที่สุดทานศีลกษานติวีรยะธยานะเป็นบารมีพื้นฐานสำหรับการประพฤติปฏิบัติของพระโพธิสัตว์

3. บารมี 5 ประการข้างต้นมีลักษณะเป็นเรื่องของจริยธรรมมากกว่าจุดประสงค์ด้านจิตใจ

4. ปรัชญาบารมีเป็นบารมีที่ทำให้พระโพธิสัตว์บรรลุความรู้ที่เป็นโลกุตตระเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความจริงสูงสุดปรัชญาบารมีเป็นบารมีที่ทำให้บารมีข้ออื่นๆมีความสมบูรณ์ขึ้น

5. ในทรรศนะของอสังคะบารมีหมายถึงวิถีทางที่ทำให้ถึงความสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์และเป็นข้อปฏิบัติของพระโพธิสัตว์

6. การบำเพ็ญทานบารมีพระโพธิสัตว์ต้องสละทรัพย์อวัยวะและชีวิตเพื่อสัตว์โลกโดยไม่มีความอาลัย

7. การบำเพ็ญศีลบารมีพระโพธิสัตว์ต้องรักษาอินทรียสังวรศีลประการหนึ่งและกุศลสังคหศีลได้แก่การทำความดีสงเคราะห์สัตว์ประการหนึ่ง

8. การบำเพ็ญกษานติบารมีพระโพธิสัตว์ต้องมีความอดทนต่อความยากลำบากเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์

9. การบำเพ็ญวีรยบารมีพระโพธิสัตว์ต้องไม่ย่อท้อต่อพุทธภูมิไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในการช่วยเหลือสรรพสัตว์

10. การบำเพ็ญธยานบารมีพระโพธิสัตว์ต้องสำเร็จฌานสมาบัติทุกชั้นมีจิตไม่คลอนแคลนเพราะคุณสมบัติแห่งอารมณ์

11. การบำเพ็ญปรัชญาบารมีพระโพธิสัตว์จะต้องรู้แจ้งในปุทคลไมราตมยะและธรรมไนราตมยะ

12. ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการไม่ได้มีคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของบารมีทั้ง 6 ไว้อย่างชัดเจนแต่ตามหลักการของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานบารมีทั้ง 6 ประการนั้นมีอรรถาธิบายดังนี้

ทานบารมีได้แก่การให้ตามความหมายคือการเป็นผู้มีน้ำใจกว้างขวางมีทั้งการให้สิ่งของและการให้ที่เกี่ยวกับจิตใจคือการให้อภัยอยู่เป็นนิจนอกจากนี้ยังหมายถึงการยินดีในเมื่อผู้อื่นได้ดีเสียใจด้วยในเมื่อผู้อื่นได้รับความทุกข์การแผ่ส่วนกุศลความดีของตนให้แก่สรรพสัตว์เหล่าอื่นก็จัดเป็นทานบารมี ศีลบารมีได้แก่การมีความประพฤติดีมุ่งทำลายความชั่วร้ายให้หมดไปมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ทำความดีเพื่อนำผลไปสู่ภพใหม่เพื่อเป็นเครื่องช่วยเหลือคนอื่นที่จะช่วยได้ต่อไปพระพุทธศาสนานิกายมหายานมุ่งเอาการทำความดีมากกว่าการไม่ทำความชั่วขันติบารมีได้แก่การมีความอดทนอดกลั้นบุคคลผู้ตั้งความปรารถนาเข้าถึงพุทธภาวะจะต้องไม่มีโทสะเป็นคนไม่โกรธเคืองไม่แสดงความหวั่นไหวเก็บความลำบากทั้งสิ้นไว้ในใจไม่แสดงออก

วีรยบารมีได้แก่การมีความเพียรพยายามสละความอ่อนแอความเกียจคร้านไม่หลงอยู่ในความเพลิดเพลินของโลกทำใจให้เข้มแข็งเพื่อเอาชนะต่อสุขสมบัติเหล่านั้น

ธยานบารมีหรือวิปัสสนาบารมีได้แก่การเข้าฌานหรือบำเพ็ญวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาอันบริสุทธิ์เพื่อละอัตตสมบัติและปรสมบัติให้เห็นความเท่าเทียมกันระหว่างตนเองและบุคคลทั้งหลายเหล่าอื่นเมื่อปัญญาบริสุทธิ์เกิดขึ้นแล้วอหังการ (การยึดว่าเป็นตัวเรา) และมมังการ(การยึดว่าเป็นของเรา) ก็จะหมดไปเหลือแต่ความเป็นหนึ่งของพระธรรมปรัชญาบารมีได้แก่ความรอบรู้ที่เกิดจากธยานบารมีมาเป็นลำดับปรัชญาบารมีจะเกิดมีได้ต้องอาศัยการบำเพ็ญบารมีทั้ง 5 มาตั้งแต่ต้น

ทรรศนะเรื่องบารมีในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีดังนี้

1. ความหมายดั้งเดิมของบารมีหมายถึงความเป็นเลิศในอะไรก็ได้และเป็นคุณสมบัติของผู้ใดก็ได้ไม่จำกัดว่าต้องเป็นความเป็นเลิศในทางพุทธศาสนาต่อมาคำว่าบารมีถูกใช้ในทางพระพุทธศาสนามากขึ้นมีความหมายเพียงความเป็นเลิศในการปฏิบัติธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งจนกระทั้งมีความหมายเจาะจงถึงความเป็นเลิศที่สุดในการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาคือการดับกิเลสแต่ความหมายนี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก34

2. ความหมายของคำว่าบารมีในคัมภีร์อปทานพุทธวงศ์และจริยาปิฎกหมายถึงคุณธรรมหลายอย่างที่พระโพธิสัตว์พึงบำเพ็ญเพื่อนำไปสู่การบรรลุพระโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบารมีเป็นหนทางไปสู่ผลสุดท้ายคือพระโพธิญาณหนทางหรือบารมีนี้ไม่ใช่หนทางที่ใครจะปฏิบัติก็ได้แต่เป็นหนทางเฉพาะพระโพธิสัตว์เท่านั้น35

3. บารมีที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมี 10 ประการตามลำดับคือทานศีลเนกขัมมะปัญญาวิริยะขันติอธิษฐานสัจจะเมตตาและอุเบกขา

4. ในคัมภีร์อปทานทานบารมีคือการให้สิ่งที่ควรให้เน้นการให้แก่ผู้ที่จำเป็นในคัมภีร์พุทธวงศ์ความคิดเป็นแบบอุดมคติคือการให้สิ่งที่ตนมีทั้งหมดเป็นการละความยึดถือในทรัพย์สมบัติทั้งหมดพร้อมจะออกบวช 36

5. ในคัมภีร์อปทานกล่าวเพียงว่าศีลบารมีต้องรักษาให้ครบถ้วนแต่ในคัมภีร์พุทธวงศ์กล่าวว่าต้องรักษาศีลให้เคร่งครัดตลอดเวลาและพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ศีลในที่นี้หมายถึงจตุปริสุทธิศีล37

6. เนกขัมมบารมีได้แก่การออกบวชเพราะเห็นภัยในสังสารวัฏผู้ออกบวชจะต้องออกบวชด้วยความยินดีปราศจากความอาลัยอาวรณ์

7. ปัญญาบารมีได้แก่การเข้าไปไต่ถามความรู้จากผู้อื่นบุคคลผู้บำเพ็ญปัญญาบารมีจะแสวงหาความรู้อย่างถูกต้องคือมุ่งเอาความรู้จริงโดยไม่ได้เลือกฐานะของอาจารย์แม้อาจารย์จะมีฐานะต่ำต้อยผู้บำเพ็ญบารมีก็ควรเข้าไปไต่ถาม

8. ขันติบารมีได้แก่การอดทนต่อคำสรรเสริญและนินทาไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์เหมือนแผ่นดินย่อมทนได้ทั้งของดีและเลว

9. สัจจบารมีได้แก่การพูดความจริงหมายถึงการพูดถูกต้องตามสัจธรรมคือความจริงแห่งธรรมชาติ

10. อธิษฐานบารมีได้แก่การทำจิตให้มั่นคงมีความตั่งใจมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติดำเนินชีวิตไปสู่จุดหมายคือการบรรลุพระโพธิญาณ

11. เมตตาบารมีได้แก่การแสดงความรักความปรารถนาดีต่อทุกคนโดยไม่จำกัดมิได้หวังประโยชน์จากการกระทำนั้น

12. อุเบกขาบารมีได้แก่การวางใจเสมอในโลกธรรมเน้นความไม่โกรธไม่ยินดีวางเฉยเป็นภาวะปกติจิตของผู้ประพฤติธรรมระดับสูงมีเหตุการณ์ดีหรือไม่ดีก็ไม่หวั่นไหวเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องข่มไม่ต้องทนแต่อย่างใด

13. บารมีที่แตกต่างกันคือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทมีสัจจบารมีอธิษฐานบารมีเมตตาบารมีและอุเบกขาบารมีส่วนในคัมภีร์มหายานสูตราลังการไม่มีผู้มีเขียนมีความเห็นว่าทรรศนะเรื่องบารมีในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและพระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจำนวนบารมีและความหมายของบารมีแต่ละอย่างเพราะในคัมภีร์มหายานสูตราลังการกล่าวบารมีไว้ 6 ประการคือทานศีล กษานติวีรยะธยานะและปรัชญาส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกกล่าวบารมีไว้ 10 ประการคือทาน ศีลเนกขัมมะปัญญาขันติสัจจะอธิษฐานเมตตาและอุเบกขานอกจากจำนวนบารมีที่แตกต่างกันแล้วความหมายของบารมีแต่ละอย่างก็แตกต่างกันอีกด้วยเช่นปัญญาบารมีและปรัชญาบารมีทานบารมีและศีลบารมีเป็นต้นบารมีตามทรรศนะคัมภีร์มหายานสูตราลังการเน้นการช่วยเหลือ

สรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากทุกข์รวมลงในบารมี 4 ประการข้างต้นคือทานศีลกษานติวีรยะส่วนบารมีลำดับที่ 4-5 เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจและความรู้ของพระโพธิสัตว์โดยเฉพาะปรัชญาบารมีเกี่ยวข้องกับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสรรพสิ่งทุกอย่างบุคคลผู้เป็นพระโพธิสัตว์ต้องปฏิบัติตามบารมีทั้ง 6 ที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติทั้งทางกายและจิตจึงจะสามารถบรรลุพุทธภาวะได้ส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกแสดงถึงหลักจริยาที่พระโพธิสัตว์เคยปฏิบัติมาแล้วในอดีตก่อนที่จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลักจริยาที่ว่านั้นก็คือบารมี 10 ประการเป็นการแสดงถึงการปฏิบัติที่บริบูรณ์ทางกายคือทานศีลเนกขัมมะทางวาจาคือสัจจะและทางจิตใจคือขันติ อธิษฐานเมตตาและอุเบกขาบารมีและความรู้คือปัญญาบารมีการประพฤติปฏิบัติจะต้องบริบูรณ์ครบทุกอย่างทั้งทางกายวาจาและใจจึงจะสามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเน้นการปฏิบัติบารมีทั้ง 10 ประการอย่างบริบูรณ์ของพระโพธิสัตว์ไม่ได้เน้นที่บารมีใดบารมีหนึ่งและแสดงให้เห็นว่าความประพฤติในอดีตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีความบริบูรณ์ทุกอย่างส่วนคัมภีร์มหายานสูตราลังการเน้นปรัชญาบารมีคือการรู้แจ้งสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

ทรรศนะเรื่องบารมีในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความคล้ายคลึงกันในประเด็นดังต่อไปนี้

1.คัมภีร์ทั้งสองยอมรับทรรศนะเรื่องบารมีในฐานะหลักการที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติของพระโพธิสัตว์

2. ทานบารมีศีลบารมีกษานติบารมีและปรัชญาบารมีในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมี หลักการเช่นเดียวกันทานบารมีศีลบารมีขันติบารมีและปัญญาบารมีในคัมภีร์พระไตรปิฎกแม้การอธิบายความหมายของบารมีทั้ง 4 จะแตกต่างกันโดยเนื้อหาก็ตาม

3. ในคัมภีร์ทั้งสองแม้จะมีจำนวนของบารมีแตกต่างกันแต่จุดประสงค์ของบารมีทั้งหมดก็คือข้อปฏิบัติที่ควบคุมความประพฤติทางกายและจิตใจเช่นเดียวกัน

4. บารมีในทรรศนะของคัมภีร์ทั้งสองมุ่งเน้นที่ความบริสุทธิ์ของพระโพธิสัตว์เช่นเดียวกันแสดงให้เห็นว่าพระโพธิสัตว์ผู้จะช่วยเหลือสรรพสัตว์นั้นจะต้องเป็นผู้มีความประพฤติที่บริสุทธิ์เสียก่อน

5. ความคิดหลักของการบำเพ็ญบารมีในคัมภีร์ทั้งสองมีลักษณะเช่นเดียวกันคือการบำเพ็ญบารมีเป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นเป็นหลักและเป็นการกระทำที่สูงส่งต้องใช้ความพยายามสูงและใช้เวลายาวนานเช่นการบำเพ็ญทานบารมีวิริยะบารมีและขันติบารมีเป็นต้น

6. บารมีที่มีชื่อและมีลักษณะที่เหมือนกัน 4 ประการคือทานศีลวิริยะขันติและปัญญาส่วนบารมีที่มีความหมายใกล้เคียงกันคือเนกขัมมบารมีซึ่งใกล้เคียงกับธยานบารมีผู้เชียนมีความเห็นว่าจุดเน้นของทรรศนะเรื่องบารมีในคัมภีร์ทั้งสองก็คือบารมีเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้ต้องเป็นผู้มีความบริบูรณ์ทั้งความประพฤติทางกายและจิตใจและเป็นผู้มีคุณลักษณะที่พิเศษกว่าบุคคลทั่วไปบารมีแต่ละข้อเน้นหลักปฏิบัติที่ยากที่บุคคลทั่วไปจะปฏิบัติให้บริบูรณ์แม้กระทั่งความหมายของคำว่าบารมีเองก็มีความหมายถึงความบริบูรณ์การถึงที่สุดของคุณธรรมด้านต่างๆดังนั้นทรรศนะเรื่องบารมีจึงมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดในฐานะเป็นข้อปฏิบัติที่ทำให้พระโพธิสัตว์เป็นบุคคลผู้มีความสมบูรณ์และสูงส่งกว่าบุคคลทั่วไป__

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี