เปรียบเถรวาทกับมหายาน

ทรรศนะเรื่องตถาคต

ทรรศนะเรื่องตถาคตในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีประเด็นที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องตถาคตในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้

ทรรศนะเรื่องตถาคตในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1.ทรรศนะเรื่องตถาคตเกิดจากความจำเป็นที่ต้องอธิบายการเกี่ยวข้องกันของสิ่งที่เป็นความจริงสูงสุดกับสิ่งที่ปรากฏเพราะปรัชญาโยคาจาระแยกสิ่งที่เป็นความจริงสูงสุดออกจากสิ่งที่ปรากฏ

2. ตถาคตมีฐานะเป็นบุคคลผู้รู้ความจริงสูงสุดและเป็นผู้เปิดเผยความจริงสูงสุดนั้นตถาคตมีฐานะเป็นสื่อกลางที่เชื่อมต่อระหว่างความจริงสูงสุดและสรรพสิ่งที่ปรากฏในโลก

3. ตถตาคือความจริงสูงสุดที่ไม่มีรูปปรากฏไม่มีตัวตนแต่อาศัยความกรุณาจึงสร้างรูปมนุษย์ขึ้นมานั่นคือตถาคตตถาคตจึงมีสองภาคคือภาคที่เป็นความจริงสูงสุดและภาคที่เป็นปรากฏการณ์กล่าวคือตถาคตเป็นสิ่งเดียวกันกับตถตาแต่มีรูปเป็นมนุษย์ตถตาซึ่งเป็นบ่อเกิดของตถาคตจึงเรียกว่าตถาคตครรภ์

4. ตถาคตมีรูปร่างของบุคคลแต่เป็นบุคคลที่หลุดพ้นแล้วตถาคตจึงมีความรู้เกี่ยวกับผู้รู้สิ่งที่ถูกรู้และสรรพสิ่งรู้สิ่งที่เป็นจริงและสิ่งที่ไม่เป็นจริงรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งที่ปรากฏในโลกแม้ตถาคตจะมีอยู่ในปรากฏการณ์และเป็นรูปปรากฏก็ตาม

5. ตถาคตมีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 อย่างคือส่วนที่เป็นปุณยสัมภาระเป็นส่วนที่ตถาคตทำความดีด้วยการช่วยเหลือมวลมนุษย์และส่วนที่เป็นชญานสัมภาระเป็นส่วนที่ตถาคตรู้แจ้งสรรพสิ่งความเป็นจริงไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส

6. ตถาคตอุบัติมาแล้วนับไม่ถ้วนถ้ามองในแง่ที่เกี่ยวข้องกับโลกแต่ถ้ามองในแง่โลกุตตระตถาคตไม่มีกายไม่มีรูปปรากฏรูปกายเป็นสิ่งที่แตกสลายตามกาลเวลาตถาคตจึงมีเพียงหนึ่งเดียวคือกายที่เป็นอมตะของพระพุทธเจ้า

7. ตถาคตมีฐานะเป็นเทพจึงมีคุณสมบัติพิเศษคือความรู้และความกรุณา

8. ตถาคตมีความรู้ 4 ประการคือความรู้ที่สะท้อนให้ตถาคตเห็นว่าเป็นสิ่งเดียวกับตถตา (อาทรฺศชฺญาน) ความรู้ว่าทุกอย่างเท่าเทียมกัน (สมตาชฺญาน) ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับสิ่ง

ต่างๆโดยปราศจากความสงสัย (ปฺรตฺยเวกฺษาชฺญาน) และความรู้ที่ใช้ในการเนรมิตกายของตถาคตไม่มีขอบเขตจำกัดเพื่อใช้ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ (กฺฤตานุษฺฐานชฺญาน)ทรรศนะเรื่องตถาคตในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีดังนี้

1.ทรรศนะเรื่องตถาคตมิได้มีจุดประสงค์ด้านปรัชญาเหมือนในคัมภีร์มหายานสูตราลังการตถาคตในคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงหมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปในโลกมิใช่รูปปรากฏของความจริงสูงสุดดังข้อความที่แสดงไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกว่า

อิติโขจุนฺทอตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเนสุธมฺเมสุตถาคโตกาลวาทีสจฺจวาทีภูตวาที อตฺถวาทีธมฺมวาทีวินยวาทีตสฺมาตถาคโตติวุจฺจติฯ 7

จุนทะด้วยเหตุนี้เพราะตถาคตเป็นกาลวาที (ตรัสในเวลาที่เหมาะสม) สัจจวาที(ตรัสความเป็นจริงแห่งสรรพสิ่ง) ภูตวาที (ตรัสสภาวะที่เป็นจริง) อัตถวาที (ตรัสปรมัตถนิพพาน)ธัมมวาที (ตรัสมรรคธรรมและผลธรรม) วินยวาที (ตรัสวินัยที่มีการสำรวมเป็นต้น) ในธรรมทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคต

ยญฺจโขจุนฺทสเทวกสฺสโลกสฺสสมารกสฺสสพฺรหฺมกสฺสสสฺสมณพฺราหฺมณิยาปชาย สเทวมนุสฺสายทิฏฺฐํสุตํมุตํวิญฺญาตํปตฺตํปริเยสิตํอนุวิจริตํมนสาสมฺมาตถาคเตนอภิสมฺพุทฺธํ ตสฺมาตถาคโตติวุจฺจติฯยญฺจจุนฺทรตฺตึตถาคโตอนุตฺตรํสมฺมาสมฺโพธึอภิสมฺพุชฺฌติยญฺจรตฺตึ  อนุปาทิเสสายนิพฺพานธาตุยาปรินิพฺพายติยํเอตสฺมึอนฺตเรภาสติลปตินิทฺทิสติสพฺพนฺตํตเถวจ โหติโนอญฺญถาติตสฺมาตถาคโตติวุจฺจติฯยถาวาทีจุนฺทตถาคโตตถาการียถาการีตถาวาทีอิติ ยถาวาทีตถาการียถาการีตถาวาทีวาตสฺมาตถาคโตติวุจฺจติฯยํสเทวเกโลเกสมารเกสพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยาปชายสเทวมนุสฺสายตถาคโตอภิภูอนภิภูโตอญฺญทตฺถุทโสวสวตฺตีตสฺมาตถาคโตติวุจฺจติฯ 8

เพราะตถาคตตรัสรู้รูปที่ได้เห็นเสียงที่ได้ฟังอารมณ์ที่ได้ทราบธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกและหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์บรรลุแสวงหาตรองตามด้วยใจทั้งหมดฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคตฯเพราะตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในราตรีใดปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในราตรีใดในระหว่างย่อมภาษิตกล่าวแสดงคำใดคำนั้นทั้งหมดเป็นจริงอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่นฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคตฯเพราะตถาคตกล่าวอย่างใดก็ทำอย่างนั้นทำอย่างใดก็กล่าวอย่างนั้นตถาคตกล่าวอย่างใดก็ทำอย่างนั้นทำอย่างใดก็กล่าวอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้ฉะนั้นชาวโลกจึงเนียกว่าตถาคต

เพราะตถาคตเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไม่มีใครข่มเหงได้เห็นถ่องแท้เผยแผ่อำนาจไปในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกและหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ฉะนั้นชาวโลกจึงเรียกว่าตถาคต

2. ตถาคตมีฐานะเป็นมนุษย์ผู้มีคุณสมบัติเหนือมนุษย์ธรรมดาดังข้อความที่ปรากฏใน คัมภีร์พระไตรปิฎกดังต่อไปนี้

ภควาชานํชานาติปสฺสํปสฺสติจกฺขุภูโตญาณภูโตธมฺมภูโตพฺรหฺมภูโตวตฺตาปวตฺตา  อตฺถสฺสนินฺเนตาอมตสฺสทาตาธมฺมสฺสามิตถาคโต9 ฯลฯ

พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มีพระจักษุมีพระญาณมีธรรมเป็นพรหมเป็นผู้เผยแผ่ประกาศขยายเนื้อความเป็นผู้ให้อมตธรรมเป็นเจ้าของธรรมเป็นพระตถาคต

อิธตถาคโตโลเกอุปฺปชฺชติอรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธวิชฺชาจรณสมฺปนฺโนสุคโตโลกวิทู  อนุตฺตโรปุริสทมฺมสารถิสตฺถาเทวมนุสฺสานํพุทฺโธภควา10 ฯลฯ

ตถาคตอุบัติขึ้นมาในโลกนี้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบเพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะไปดีรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระผู้มีพระภาค

อิเมสํโขภิกฺขเวจตุนฺนํอิทฺธิปาทานํภาวิตตฺตาพหุลีกตตฺตาตถาคโตเอวํมหิทฺธิโกเอวํ มหานุภาโวฯ11

ภิกษุทั้งหลายตถาคตมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมากอย่างนี้เพราะอิทธิบาท 4 ประการนี้ที่ ตถาคตเจริญทำให้มากแล้ว

อิเมสญฺจปนภิกฺขเวจตุนฺนํอิทฺธิปาทานํภาวิตตฺตาพหุลีกตตฺตาตถาคโตอเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํปจฺจนุโภติเอโกปิหุตฺวาพหุธาโหติฯลฯยาวพฺรหฺมโลกาปิกาเยนวสํวตฺเตติฯ12

ภิกษุทั้งหลายอนึ่งตถาคตย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่างคือคนเดียวแสดงเป็นหลายคนก็ได้หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ฯลฯใช้อำนาจทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้เพราะอิทธิบาท 4 ประการนี้ที่ตถาคตเจริญแล้วทำให้มากแล้ว

3. ตถาคตไม่ได้มีฐานะป็นตถตาซึ่งเป็นความจริงสูงสุดในฐานะจิตบริสุทธิ์ที่เป็นปฐมเหตุแก่นแท้ที่เป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่งดังเช่นทรรศนะในคัมภีร์มหายานสูตราลังการเพราะตถาคตหมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์เท่านั้นดังข้อความในตถาคตสูตรที่ว่า

...ตถาคโตเตสํอคฺคมกฺขายติอรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธฯ13

ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่าสัตว์มีประมาณเท่านี้ฯ

...สเทวเกโลเกสมารเกสพฺรหฺมเกสสฺสมณพฺราหฺมณิยาปชายสเทวมนุสฺสายตถาคโต อริโยตสฺมาอริยสจฺจานีติวุจฺจติฯ14

ตถาคตเป็นอริยะในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารพรหมในหมู่สัตว์

พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ฉะนั้นจึงเรียกว่าอริยสัจ

คัมภีร์พระไตรปิฎกปฏิเสธการกล่าวถึงความมีอยู่ของตถาคตและเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ดังข้อความในปาสาทิกสูตรที่ว่า

โหติตถาคโตปรํมรณาอิทเมวสจฺจํโมฆมญฺญนฺติฯนโหติตถาคโตปรํมรณา อิทเมวสจฺจํโมฆมญฺญนฺติฯโหติจนจโหติตถาคโตปรํมรณาอิทเมวสจฺจํโมฆมญฺญนฺติฯเนว โหตินนโหติตถาคโตปรํมรณาอิทเมวสจฺจํโมฆมญฺญนฺติฯ 15

หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกนี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริงหรือหลังจากตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีกนี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริงหรือหลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีกนี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริงหรือหลังจากตายแล้วตถาคตจะเกิดอีกก็ไม่ใช่จะไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่นี้เท่านั้นจริงอย่างอื่นไม่จริงหรือ

พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ปัญหาข้างต้นเหล่านี้เพราะพระองค์เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ประกอบด้วยธรรมไม่ใช่จุดเริ่มต้นของพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัดเนื่องจากคำว่าตถาคตในปัญหานี้หมายถึงอัตตา

หรืออาตมัน16 ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงปฏิเสธความมีอยู่ของตถาคตในฐานะสิ่งที่เป็นความจริงสูงสุดเป็นอัตตาโดยทรงแสดงว่าอัตตาไม่มีขันธ์ 5 ไม่ใช่ของเราเราไม่เป็นนั่นนั่นไม่ใช่อัตตาของเรา เราจะค้นหาตถาคตโดยแท้จริงในขันธ์ 5 นี้ในปัจจุบันนี้ไม่ได้เลย17

5. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้ของตถาคตในคัมภีร์ทั้งสองก็มีข้อแตกต่างเป็นเพราะความรู้ของตถาคตในทรรศนะของคัมภีร์มหายานสูตราลังการหมายถึงความรู้ที่ทำให้ตถาคตรู้ว่าตัวเองเป็นสิ่งเดียวกับตถตาความรู้ว่าสรรพสิ่งเป็นสิ่งเดียวกันกล่าวคือมีตถตาเป็นบ่อเกิดเหมือนกันและความรู้ที่สามารถเนรมิตกายโดยไม่มีขอบเขตจำกัดส่วนคัมภีร์พระไตรปิฎกตถาคตมีความรู้ที่เรียกว่าตถาคตพลญาณหรือทสพลญาณได้แก่ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะคือรู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่าอะไรเป็นไปได้อะไรเป็นไปไม่ได้แค่ไหนเพียงไรเรียกว่าฐานาฐานญาณการหยั่งรู้ผลของกรรมเรียกว่ากรรมวิปากญาณปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวงเรียกว่าสัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกหรือสภาวธรรมชาติทั้งที่เป็นอุปาทิมมาสังขารและอนุปาทินนกสังขารเรียกว่านานาธาตุญาณปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายเรียกว่านานาธิมุตติกญาณปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายเรียกว่าอินทรียปโรปริยัตตญาณปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมองความผ่องแผ้วการออกแห่งญาณวิโมกข์สมาธิสมาบัติทั้งหลายเรียกว่าญานาทิสังกิเลสาทิ  ญาณปรีชาหยั่งรู้ที่ทำให้ระลึกชาติได้เรียกว่าปุพเพนิวาสานุสสติญาณปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายเรียกว่าจุตูปปาตญาณและปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายเรียกว่าอาสวักขยญาณ 18

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

ทรรศนะเรื่องตถาคตในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความคล้ายคลึงกันในประเด็นดังต่อไปนี้

1. คัมภีร์ทั้งสองยอมรับว่าตถาคตมีฐานะเป็นบุคคลที่หลุดพ้นแล้ว

2. ตถาคตมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไปเป็นบุรุษผู้สูงสุดหรือบุรุษผู้ถึงความยอดเยี่ยม

3. ตถาคตเป็นผู้เปิดเผยความจริงของสรรพสิ่งแก่มวลมนุษย์แต่ความจริงในที่นี้แตกต่างกันเพราะตามทรรศนะของคัมภีร์มหายานสูตราลังการความจริงคือตถตาหรือจิตบริสุทธิ์ส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกความจริงหมายถึงกฎธรรมชาติกล่าวคือกฎธรรมดาได้แก่หลักไตรลักษณ์หลักปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ 4

4. ตถาคตมีคุณสมบัติที่เหมือนกันคือมีความกรุณาต่อสรรพสัตว์และมีความรู้ที่ทำให้ตถาคตเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไป

5. ตถาคตอุบัติมาในโลกนับครั้งไม่ถ้วนไม่ว่าในอดีตปัจจุบันและอนาคตในฐานะบุคคลที่มีในประวัติศาสตร์

ผู้วิจัยมีความเห็นว่าตถาคตในทรรศนะของคัมภีร์มหายานสูตราลังการถูกพัฒนาเพื่อจุดประสงค์ทางด้านอภิปรัชญาที่ให้ความสำคัญแก่ตถตาหรือจิตบริสุทธิ์เพราะคำว่าตถาคตเป็นคำที่มีมาก่อนพุทธกาลมีความหมายถึงอาตมันหรืออัตตาจึงมีความพยายามที่จะลบล้างทรรศนะเช่นนั้นโดยอธิบายว่าตถาคตเป็นบุคคลผู้หลุดพ้นเป็นผู้เปิดเผยความจริงสูงสุดแต่ก็ยังหลีกไม่พ้นความหมายของอาตมันหรืออัตตาได้เพราะการเน้นให้ความสำคัญแก่ตถตาในฐานะสิ่งที่เป็นความจริงของสรรพสิ่งมากกว่าการต้องการให้เกิดความเข้าใจว่าสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งคือกฎธรรมชาติไม่มีสิ่งใดที่เป็นความจริงแท้ถาวรส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกการอธิบายความหมายของตถาคตเน้นให้เห็นว่าตถาคตเป็นเพียงบุคคลที่มีในประวัติศาสตร์ตกอยู่ใต้อำนาจของกฎธรรมชาติคือเกิดแก่เจ็บตายไปตามระยะเวลาแต่กระนั้นตถาคตก็เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปแทนที่จะใช้คำว่าตถาคตในฐานะสิ่งที่เป็นแก่นแท้หรือความจริงสูงสุดเหมือนในคัมภีร์มหายานสูตราลังการหรือตถาคตที่มีฐานะเป็นอาตมันที่มีมาก่อนพุทธกาลก็ใช้คำว่าตถาคตเป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีคุณสมบัติทางกายและจิตบริสุทธิ์การอธิบายตถาคตในฐานะเป็นความจริงสูงสุดจึงถูกปฏิเสธในคัมภีร์พระไตรปิฎกเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เกิดประโยชน์

ทรรศนะเรื่องกาย

ทรรศนะเรื่องกายในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีประเด็นที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องกายในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้

ทรรศนะเรื่องกายในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1. กายของตถาคตหรือพระพุทธเจ้ามี 3 อย่างคือสวภาวิกกายสามโภคกายและไนรมาณิกกาย

2. สวภาวิกกายเป็นกายที่แท้จริงของตถาคตเป็นสิ่งที่มีอยู่หนึ่งเดียวเป็นกายอันเดียวกันของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์บางครั้งเรียกว่าธรรมกายที่เป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งมีฐานะเป็นจิตบริสุทธิ์ที่สงบนิ่งในตัวเองไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป

3. สามโภคกายเป็นกายที่พระพุทธเจ้าใช้เสวยบรมสุขกายนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละโลกธาตุต่างๆพระพุทธเจ้าในแต่ละพุทธเกษตรจะมีสามโภคกายเป็นของตัวเองแตกต่างจากสามโภคกายของพระพุทธเจ้าในพุทธเกษตรอื่นๆสามโภคกายนี้เกิดจากธรรมกาย

4. ไนรมาณิกกายเป็นกายที่พระพุทธเจ้าเนรมิตขึ้นเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์รูปกายที่เนรมิตขึ้นจึงมีจำนวนนับไม่ถ้วนแต่ไนรมาณิกกายก็ไม่ใช่กายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าไนรมาณิก  กายเกิดขึ้นจากธรรมกายไนรมาณิกกายทำให้พระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นเสมือนเทพเจ้าผู้ช่วยเหลือสรรพสัตว์เป็นกายที่เรียกว่าพระศากยมุนีที่เป็นบุคคลผู้มีจริงในประวัติศาสตร์

บทที่ ๒

ทรรศนะเรื่องกายในคัมภีร์พระไตรปิฎก

มีดังนี้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกไม่ได้แสดงทรรศนะเรื่องกายของ

พระพุทธเจ้าไว้โดยตรงแต่ก็มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับทรรศนะเรื่องกายบ้างในประเด็นดังนี้

1. คัมภีร์พระไตรปิฎกยอมรับทรรศนะเรื่องรูปกายของพระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ทั่วไปแต่รูปกายของพระองค์มีลักษณะวิจิตรงดงามประดับด้วยมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการดังปรากกฎในมหาปทานสูตรแห่งทีฆนิกายมหาวรรค19 และลักขณสูตรแห่งทีฆนิกายปาฏิกวรรค20 แสดงให้เห็นว่านิกายเถรวาทยอมรับรูปกายของพระพุทธเจ้าที่มีฐานะเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะพิเศษกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

2. คัมภีร์พระไตรปิฎกยอมรับทรรศนะเรื่องธรรมกายตามเนื้อความในอัคคัญญสูตรแห่งทีฆนิกายปาฏิกวรรคที่แสดงว่า

ยสฺสโขปนสฺสวาเสฏฺฐตถาคเตสทฺธานิวิฏฺฐามูลชาตาปติฏฺฐิตาทฬฺหาอสํหาริยา สมเณนวาพฺราหฺมเณนาวาเทเวนวามาเรนวาพฺรหฺมุนาวาเกนจิวาโลกสฺมึตสฺเสตํกลิลํวาจาย ภควโตมฺหิปุตฺโตโอรโสมุขโตชาโตธมฺมโชธมฺมนิมฺมิโตธมฺมทายาโทติตํกิสฺสเหตุตถาคตสฺสเหตํอธิวจนํธมฺมกาโยอิติปิพฺรหฺมกาโยอิติปิธมฺมภูโตอิติปิพฺรหฺมภูโตอิติปิฯ21

ผู้ใดแลมีศรัทธาตั้งมั่นในตถาคตเกิดแต่รากประดิษฐานมั่นคงที่สมณพราหมณ์เทพ มารพรหมหรือใครๆในโลกให้หวั่นไหวไม่ได้ควรจะเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตรเป็นโอรสเกิดจากพระโอษฐ์ของพระผู้มีพระภาคเกิดจากพระธรรมอันธรรมเนรมิตขึ้นเป็นทายาทของพระธรรมข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไรเพราะคำว่าธรรมกายก็ดีพรหมกายก็ดีธรรมภูตก็ดีพรหมภูตก็ดีล้วนเป็นชื่อของตถาคต

อุจฺฉินฺนภวเนตฺติโกภิกฺขเวตถาคตสฺสกาโยติฏฺฐติยาวสฺสกาโยฐสฺสติตาวนํทกฺขนฺติ เทวมนุสฺสากายสฺสเภทาอุทฺธํชีวิตปริยาทานานนํทกฺขนฺติฯ22

ภิกษุทั้งหลายกายของตถาคตขาดตัณหาที่พาไปสู่ภพเทวดาและมนุษย์จักเห็นกายของตถาคตได้ชั่วเวลาที่ยังดำรงอยู่หลังจากกายแตกสลายไปเพราะสิ้นชีวิตแล้วเทวดาและมนุษย์จักไม่เห็นกายนั้นอีกฯ

แม้จะยอมรับทรรศนะเรื่องธรรมกายแต่ก็มีความหมายว่าพระพุทธเจ้าทรงคิดพุทธพจน์คำสอนด้วยพระหทัยแล้วทรงนำออกเผยแผ่ด้วยพระวาจาเป็นเหตุให้พระองค์ก็คือพระธรรมเพราะทรงเป็นแหล่งที่ประมวลหรือที่ประชุมอยู่แห่งพระธรรมอันปรากฏเปิดเผยออกมาแก่ชาวโลกนอกจากนี้ธรรมกายที่หมายถึงกองธรรมหรือชุมนุมแห่งธรรมนั้นย่อมเจริญงอกงามเติบโตขยายขึ้นได้โดยลำดับจนไพบูลย์ในบุคคลผู้เมื่อได้สดับคำสอนของพระพุทธองค์แล้วฝึกอบรมตนด้วยไตรสิกขาเจริญมรรคาให้บรรลุภูมิแห่งอริยชนดังเช่นพระดำรัสของพระนางมหาปชาบดีโคตรมี  เมื่อครั้งกราบลาพระพุทธเจ้าเพื่อปรินิพพานตามความในคัมภีร์อปทานตอนหนึ่งว่า “ข้าแต่พระสุคตหม่อมฉันเคยเป็นมารดาเลี้ยงของพระองค์ข้าแต่พระธีรเจ้าส่วนพระองค์เป็นบิดาของหม่อม

ฉัน... ข้าแต่พระสุคตเจ้าพระรูปกายของพระองค์นี้อันหม่อมฉันเคยฟูมฟักให้เจริญเติบใหญ่แล้วส่วนพระธรรมกายที่น่าเพลิดเพลินของหม่อมฉันอันพระองค์ทรงฟูมฟักให้เจริญแล้ว”23 ดังนั้นเมื่อ

สรุปความนัยอรรถกถาธรรมกายคือโลกุตตรธรรม 9 หรืออริยสัจ24  ผู้เขียนมีความเห็นว่าแม้จะมีถ้อยคำเนื้อความหรือข้อความใดๆในคัมภีร์ที่ยกอ้างถึงรูปกายหรือธรรมกายแต่โดยนัยแล้วก็มิได้มีความหมายเกินกว่าแนวคิดที่ว่ารูปกายของพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ทั่วไปและธรรมกายของพระพุทธเจ้าก็เป็นที่รวมของธรรมะคือคำสั่งสอนและกฎระเบียบที่จัดรวบรวมไว้เท่านั้นนอกจากนี้อาจมีความเข้าใจว่าในคัมภีร์ของฝ่ายเถรวาทมีทรรศนะเกี่ยวกับไนรมาณิกกายของพระพุทธเจ้าด้วยดังข้อความที่ปรากฏในพระธรรมบทภาคที่ 6 ในเรื่องยมกปาฏิหาริย์ที่แสดงไว้ว่าในช่วงระยะเวลาสามเดือนที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากโลกมนุษย์ไปทรงเทศนาพระอภิธรรมแก่พระมารดาในสวรรค์นั้นพระองค์ได้สร้างนิมิตตพุทธขึ้นซึ่งเป็นการจำลองพระองค์ขึ้นมาใหม่ให้มีลักษณะดังเดิมทุกประการพระพุทธเจ้าที่เนรมิตขึ้นนี้ไม่อาจแยกแยะความแตกต่างจากพระพุทธเจ้าองค์จริงได้ทั้งน้ำเสียงคำพูดและแม้รัศมีแสงสว่างที่เปล่งออกมาจากพระวรกายพระพุทธเจ้าองค์ที่เนรมิตขึ้นนั้นจะมองเห็นได้เฉพาะแต่เทวดาในสวรรค์ชั้นสูงเท่านั้นส่วนเทวดาทั่วไปหรือมนุษย์ในโลกไม่อาจมองเห็นพระพุทธเจ้าองค์นี้ได้เลยผู้วิจัยมีความเห็นว่าพุทธเนรมิต

นี้ก็แตกต่างจากไนรมาณิกกายในคัมภีร์มหายานสูตราลังการเพราะมิใช่กายที่พระพุทธองค์เนรมิตขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงฐานะที่มีอำนาจพิเศษเหนือมนุษย์แต่อย่างใดและมิใช่กายที่ทรงเนรมิตให้มีจำนวนนับไม่ถ้วนเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์ตามที่แสดงไว้ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการ  ผู้เขียนมีความเห็นว่าการอธิบายทรรศนะเรื่องกาย 3 ของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์มหายานสูตราลังการให้ความสำคัญประเด็นด้านอภิปรัชญาซึ่งก็คือสวภาวิกกายนอกจากนี้ก็พยายามอธิบายในส่วนที่ต้องเกี่ยวข้องกับโลกและมนุษย์ที่อยู่ในโลกจึงเป็นที่มาของไนรมาณิกกายส่วนสามโภคกายเป็นการอธิบายถึงลักษณะที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาและแสดงถึงความดีเลิศของพุทธภาวะส่วนคัมภีร์พระไตรปิฎกมิได้ให้ความสำคัญแก่ทรรศนะเรื่องกายของพระพุทธเจ้าเพราะไม่ใช่ประเด็นที่ก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นประโยชน์ให้แก่ชีวิตประจำวันจะเห็นได้จากการไม่อธิบายเรื่องกายของพระพุทธเจ้าโดยตรงแม้จะมีคำว่าธรรมกายปรากฏในพระสูตรบางสูตรก็มิได้หมายถึงกายที่เป็นแก่นแท้แต่อย่างใดแต่คำว่าธรรมกายหมายถึงกองหรือชุมนุมแห่งธรรมเท่านั้นดังนั้นทรรศนะเรื่องกายจึงมิได้มีความหมายเกินไปกว่ารูปกายและธรรมกายที่เป็นแหล่งรวมของธรรมะหรือคำสอนที่จัดรวบรวมไว้เท่านั้น

ประเด็นที่คล้ายคลึงกัน

ทรรศนะเรื่องกายในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความคล้ายคลึงกันในประเด็นดังต่อไปนี้

1. คัมภีร์ทั้งสองยอมรับทรรศนะเรื่องรูปกายของพระพุทธเจ้าในฐานะพระสมณโคดมหรือพระศากยมุนีเช่นเดียวกันเพียงแต่มีการอธิบายแตกต่างกันโดยในคัมภีร์มหายานสูตราลังการเรียกว่าไนรมาณิกกายในคัมภีร์พระไตรปิฎกหมายถึงรูปกายของพระพุทธเจ้าที่ประกอบด้วยมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการและอนุพยัญชนะอีก 80 ประการ

2.คัมภีร์ทั้งสองยอมรับคำว่าธรรมกายแต่ก็มีแนวอธิบายที่แตกต่างกัน

3. ทรรศนะเรื่องเนรมิตกายของพระพุทธเจ้าก็มีปรากฏในทั้งสองคัมภีร์โดยอธิบายว่าเป็นกายที่พระพุทธเจ้าเนรมิตขึ้นแต่แตกต่างกันที่ในคัมภีร์มหายานสูตราลังการไนรมาณิกกายหมายถึงกายที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตขึ้นเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์และมีจำนวนนับไม่ถ้วนส่วนในคัมภีร์พระไตรปิฎกกายที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตขึ้นมิได้มีจุดประสงค์เช่นนั้นเพราะพระพุทธองค์ทรงช่วยเหลือสรรพสัตว์ตลอดเวลาอยู่แล้วไม่มีความจำเป็นที่ต้องเนรมิตกายต่างๆเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์แม้จะมีการอธิบายต่างกันแต่ร่องรอยของไนรมาณิกกายก็ยังปรากฏความคล้ายคลึงกัน

ทรรศนะเรื่องนิรวาณหรือนิพพาน

ทรรศนะเรื่องนิรวาณหรือนิพพานในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีประเด็นที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ดังต่อไปนี้

ประเด็นที่แตกต่างกัน

ทรรศนะเรื่องนิรวาณหรือนิพพานในคัมภีร์มหายานสูตราลังการและคัมภีร์พระไตรปิฎกมีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้

ทรรศนะเรื่องนิรวาณในคัมภีร์มหายานสูตราลังการมีดังนี้

1. นิรวาณหมายถึงการรู้แจ้งสภาวะที่แท้จริงของจิตเป็นผลมาจากการแยกจิตออกจากโลกภายนอกเป็นอิสระจากความคิดที่เป็นทวิภาวะระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือรูปแบบของความรู้ทุกอย่างเป็นการรู้แจ้งสิ่งที่เป็นความจริงสูงสุดที่เปิดเผยแก่จิตที่อยู่ภายในสุดของแต่ละบุคคล

2. นิรวาณหมายถึงการถอดถอนอาลยวิชญานะจากการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไปเป็นการกลับเข้าสู่สภาวะดั้งเดิมของอาลยวิชญานนั่นคือความบริสุทธิ์

3. นิรวาณหมายถึงการรู้แจ้งตนเองของอาลยวิชญานะที่เป็นอิสระจากกระบวนการคิดและการทำให้เห็นแตกต่างกันเป็นจิตที่ว่างเปล่าปราศจากภาวะที่มีและไม่มี

4. นิรวาณไม่ใช่การดับสูญหรือความตายไม่ใช่สิ่งที่เป็นการละทิ้งหรือสิ่งที่ถูกบรรลุไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายและไม่มีความหมาย

5. นิรวาณก็คือสภาวะที่อาลยวิชญานะหยุดการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไปโดยการรู้แจ้งตนเอง

6. โลกปรากฏทั้งหมดหรือสังสาระมีสาเหตุมาจากการเห็นสรรพสิ่งว่าแตกต่างกันซึ่งสร้างทวิภาวะระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้สรรพสิ่งคือผลผลิตที่เกิดจากการเข้าใจผิดดังนั้นนิรวาณจึงหมายถึงความเป็นอิสระของจิตจากทวิภาวะระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้และความรู้แจ้งความเป็นเช่นนั้น (ตถตา) ของสรรพสิ่งเป็นการหันเหออกจากโลกที่เกิดจากความคิดและหันกลับไปสู่จิตที่เป็นพื้นฐานลักษณะเช่นนี้เรียกว่าอาศรยาประวฤตติ (อาศรยาปฺรวฺฤตฺติ) คือการเพิกถอนอาลยวิชญานจากการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป

7. นิรวาณเห็นการค้นพบรูปแบบดั้งเดิมของความบริสุทธิ์หรือสิ่งที่เป็นสากลอีกครั้งเมื่อความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสรรพสิ่งถูกกำจัดให้หมดไปสิ่งที่เหลืออยู่ในสภาวะนิรวาณนี้ไม่ใช่การรับรู้สิ่งสัมบูรณ์แต่จิตนั้นเองคือสิ่งสัมบูรณ์ซึ่งจะถูกรู้แจ้งโดยโลกุตตรปัญญา

8. นิรวาณไมใช่สิ่งที่ถูกบรรลุทั้งไม่ใช่สิ่งที่ถูกละทิ้งเป็นเพียงการเห็นแจ้งเข้าไปในสรรพสิ่งตามที่มันเป็นจริงเป็นผลมาจากกำจัดความเห็นผิดที่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งการที่สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏแบบผิดๆก็มิได้หมายความว่านิวาณเป็นบางสิ่งที่ต้องถูกต้องเพราะ

นิรวาณเป็นสภาวะของความว่างเปล่า (ศูนฺยตา) จากการกำหนดลักษณะต่างๆกล่าวคือเป็นการรู้แจ้งความเป็นจริงที่ไม่มีทวิภาวะของสิ่งสัมบูรณ์

9. นิรวาณที่แท้จริงคือการรู้แจ้งความเป็นสิ่งเดียวกันระหว่างนิรวาณและสิ่งที่ปรากฏหรือสังสาระเป็นสิ่งที่มีความว่างเปล่าเป็นสภาวะที่แท้จริงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นนิรันดร์และสิ่งที่สูญ

10. นิรวาณเป็นการรู้แจ้งปุทคลไนราตมยะและธรรมไนราตมยะพร้อมกับการทำลายสิ่งกางกั้น 2 อย่างคือเกลศาวรณะและเชญยาวรณะการรู้แจ้งความไม่มีตัวตนและความไม่เที่ยงแท้ของโลกภายนอกเรียกว่าปุทคลไนราตมยะซึ่งเป็นผลมาจากการทำลายเกลศาวรณะการรู้แจ้งว่าโลกภายนอกไม่มีอยู่จริงแต่เป็นเพียงผลผลิตของมายาเรียกว่าธรรมไนราตมยะซึ่งเป็นผลมาจากการทำลายเชญยาวรณะเมื่อทำลายสิ่งที่กางกั้นทั้งสองอย่างนี้ได้แล้วจิตบริสุทธิ์ก็จะถูกรู้แจ้งว่าเป็นความจริงสูงสุดเพียงอย่างเดียวสรรพสิ่งสิ่งอื่นๆเป็นเพียงภาพมายาที่วางทับอยู่บนจิตบริสุทธิ์นั้น

11. นิรวาณสามารถอธิบายได้ทั้งลักษณะยืนยันและปฏิเสธแต่ในความเป็นจริงนิรวาณอยู่เหนือกระบวนการทางความคิดและการจินตนาการของมนุษย์