มื่อทำหน้าที่ประธานที่ประชุมไปได้สักครู่ ผมก็ตระหนักในความเป็นจริงของการทำงานของ ปอมท. ว่ามีจุดอ่อนที่ความต่อเนื่อง เนื่องจากต้องไปผูกกับวาระการเป็นประธานสภาอาจารย์ของแต่ละมหาวิทยาลัย รวมทั้งเอกสารรายงานการประชุม และระเบียบข้อบังคับ ก็ไม่มีให้ตรวจสอบอ้างอิงในที่ประชุม ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น ...................................


     บ่ายวันที่ ๒๔ พ.ย. ๕๕ หลังการประชุมสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ผมติดรถของ รศ. ศิริรัตน์ ธานีรนานนท์ ไปที่โรงแรม รามา การ์เด้นท์ เพื่อทำหน้าที่ประธานที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.)  ในวาระเลือกตั้งคณะกรรมการบริหาร ปอมท. ชุดที่ ๓๕  การไปทำงานให้แก่ ปอมท. ครั้งนี้ ผมได้เรียนรู้มาก  คือได้เรียนรู้พลังของการฟัง

     ที่จริงคณะกรรมการเขาประชุมกันมาตั้งแต่เช้า  และจากคำพูดโต้ตอบกัน ผมจับความได้ว่าบรรยากาศไม่ดี  คือมีความเห็นไม่ตรงกัน หรือขัดแย้งกัน 

     เมื่อทำหน้าที่ประธานที่ประชุมไปได้สักครู่  ผมก็ตระหนักในความเป็นจริงของการทำงานของ ปอมท.  ว่ามีจุดอ่อนที่ความต่อเนื่อง  เนื่องจากต้องไปผูกกับวาระการเป็นประธานสภาอาจารย์ของแต่ละมหาวิทยาลัย  รวมทั้งเอกสารรายงานการประชุม และระเบียบข้อบังคับ ก็ไม่มีให้ตรวจสอบอ้างอิงในที่ประชุม  ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น  ผมจึงแนะนำที่ประชุม ให้แก้ไขจุดอ่อนส่วนที่แก้ได้ไม่ยาก เสียให้เรียบร้อย

     ประสบการณ์บอกผมว่า สงสัยการประชุมนี้จะยืดเยื้อ ตกลงกันยาก  เพราะความเห็นที่ต่างกันนั้น ต่างก็ถูกต้องด้วยกันทั้งสองฝ่าย  ผมบอกตัวเองว่า ต้องใช้ ยุทธศาสตร์ฟังซึ่งกันและกัน

     ผมเรียนยุทธศาสตร์นี้มาจากคุณปัญญา โตกทอง แห่งตำบลแพรกหนามแดง  อ. อัมพวา  จ. สมุทรสงคราม   ที่ใช้ยุทธศาสตร์ “ผลัดกันฟัง” จนนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านการจัดการน้ำที่แพรกหนามแดงได้  จนทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนอีกมากมายในเวลาต่อมา

     กลับมาที่การประชุมผมจึงบอกที่ประชุมว่าขอให้แสดงความเห็นออกมาให้หมดและฟังกันเมื่อหมดผู้ต้องการแสดงความคิดเห็นแล้วเราจะได้ลงมติเพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้  โดยที่การลงมตินี้ไม่ใช่เป็นการชี้ถูก-ผิดต่อความเห็นที่ได้แสดงกันไปแล้ว  เพราะเรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่เป็นเรื่องซับซ้อนมองได้หลายมุมเป็นสีเทาไม่ใช่ขาว-ดำ

     ยุทธศาสตร์ของการฟังซึ่งกันและกันจึงก่อผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ

     ก่อนจบการประชุม ผมขอพูดเสนอข้อคิดเห็นต่อที่ประชุม ว่า ที่ผ่านมา ปอมท. ได้ทำงานก่อคุณประโยชน์ต่อวงการมหาวิทยาลัย สร้างความน่าเชื่อถือที่สาธารณชนมีต่อวงการอุดมศึกษา  เช่นการจัดให้มีการยกย่องอาจารย์ดีเด่น และงานอีกหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม  ปอมท. จะได้รับการยอมรับนับถือ ต่อเมื่อ ปอมท. ทำงานเพื่อส่วนรวม คือประเทศชาติ มากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตน คือตัวอาจารย์ หรือเพื่อมหาวิทยาลัย   เมื่อไรก็ตาม ที่สาธารณชนเห็นว่า ปอมท. ทำเพื่อตนเอง คือเพื่ออาจารย์ หรือเพื่อมหาวิทยาลัย เป็นหลัก  ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เขาก็จะคลายความนับถือไว้วางใจ   ผมขอเสนอให้กรรมการ ปอมท. ตระหนักในความจริงข้อนี้  และธำรงคุณค่าต่อสังคมของ ปอมท. ต่อเนื่องจากที่ได้สร้างชื่อไว้แล้ว

     นี่คือพลังของการทำเพื่อส่วนรวม



วิจารณ์ พานิช

๒๖ พ.ย. ๕๕