เมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ช่วงที่ผมยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นช่วงของวัยรุ่นตอนปลาย สำหรับเด็กผู้ชายวัยรุ่นที่อยู่ในชนบท อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย มีทั้งทางบวกและทางลบ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ การได้รับความใส่ใจ เอาใจใส่ ดูแล ห่วงใย อย่างใกล้ชิด จากพ่อ แม่ ครอบครัว เหมือนเคราะห์ซ้ำ กรรมซัด ในยามที่เราต้องการคนดูแล ห่วงใย กลับเป็นเวลาที่เราต้องสูญเสีย มันยากที่จะอธิบายความรู้สึก เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่คนทั่วไปรู้สึกเอือมระอา ในความดื้อ ความซน เจ็บปางตายก็ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น แต่พอต้องเสียคนที่รักที่เรียกว่าพ่อ ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ น้ำตาของลูกผู้ชายไม่รู้ว่ามันไหลออกมาจากไหน ไม่ยอมหยุด ไม่มีทีท่าว่าจะหมด ไม่อายใคร นี่หรือที่เขาพูดกันว่า "ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" ในช่วงที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อคอยบอก คอยแนะนำ ดุด่า ว่ากล่าว ลงไม้ลงมือ เราไม่เคยจะสนใจ ไม่ใส่ใจ บางครั้งโกรธ ต่อต้าน แต่ในวันที่เราไม่มีพ่อ เรากลับรู้สึกเสียดาย รู้สึกเสียใจ ต่อไปใครจะมาคอยบอก คอยสอน เวลาทำผิดใครจะดุด่า แต่มันก็สายไปเสียแล้ว ได้แต่นึกในใจว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะไม่ทำให้พ่อเสียใจ เราจะดูแลพ่อ ......จากวันนั้น จนถึงวันนี้ ผมอายุ ๔๑ ปี มีลูกชายที่ตัวโตเท่าพ่อ อายุ ๑๖ ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น บางครั้งก็มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ในแบบของวัยรุ่นสมัยใหม่ จากบทบาทของลูกที่ดื้อรั้น ซุกซน เปลี่ยนมาเป็นบาบาทของพ่อที่จะต้องดูแล อบรม เอาใจใส่ลูกที่ซุกซนบ้าง ดื้อรั้นบ้าง ตามช่วงวัยรุ่น ถึงได้รู้ซึ้งของความรักที่พ่อมีต่อเรา ว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน เรารัก ห่วงใยลูกขนาดไหน พ่อก็คงจะรัก ห่วงใยเราไม่น้อยไปกว่ากันเลย บางครั้งอยากจะเล่าประสบการณ์ เรื่องราวต่างๆให้ลูกชายได้ฟัง แต่ก็กลัวว่าจะเป็นดาบสองคม หากเขามองไม่เห็นแสงสว่างในชีวิต ก็อาจจะต่อต้านหรือย้อนกลับมาว่าเราก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมายไปกว่าเขาในวัยรุ่น ยังจะกล้ามาสอนลูกอีกเหรอ ในความเป็นพ่อคงรับไม่ได้แน่ แต่จะให้นิ่งเฉย ไม่แนะนำสั่งสอน ไม่บอกให้รู้ถูกรู้ผิด คงไม่กล้าที่จะเรียกตัวเองว่า"พ่อ"แน่ เป็นลูกนี่มันยากจริงๆ แต่เป็นพ่อคนยากยิ่งกว่า ก็ได้แต่ภาวนาว่า สิ่งที่เราทำให้ลูกเห็นจะเป็นคำสอนที่ดีให้ลูกได้นำไปประพฤติปฏิบัติ .......เป็นเด็กดีนะลูก........
จาก....พ่อที่เคยเป็นลูกมาก่อน

คนที่ไม่เคยมีลูกย่อมไม่รู้ความรักของพ่อ อย่างเช่นพระเจ้าอชาติศัตรู
*** เมื่อคุณโกรธ *** (อยากให้อ่านนะครับ ดีมากๆ !!!)
ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังขัดล้างรถอย่างขะมักเขม้น
ลูกชายวัย 4 ขวบ ก้มลงเก็บก้อนหินขึ้นมา
แล้วบรรจงขูดขีดไปบนด้านข้างของตัวรถ
พักใหญ่ต่อมา...
เมื่อพ่อได้ยินเสียงครูดของหิน
ก็เกิดความฉุนเฉียว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เขากระชากมือลูกมา
โดยไม่ทันนึกว่าตนได้ถือก้อนหินก้อนที่ลูกนั้นได้นำมาขูดรถอยู่ในมือ
ณ โรงพยาบาล..
นิ้วลูกชายถูกตัดออก เพราะกระดูกแตก
จนหมอไม่สามารถเชื่อมต่อได้
ขณะที่พ่อเข้ามาดูลูกในห้อง
ลูกมองพ่อด้วยสายตาปวดร้าว
แล้วถามพ่อว่า
" เมื่อไร นิ้วหนูจึงจะยาวเหมือนเดิม ? "
คำถามนั้น...
เหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจผู้เป็นพ่อ
เขารู้สึกละอายใจ รู้สึกผิด
และเสียใจในการกระทำตนอย่างไม่อาจให้อภัย
เขาจึงกลับไปที่รถ
เตะมันสุดแรงเกิดโดยไม่ยั้งจนเหนื่อยหอบ
แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างรถอย่างเศร้าใจ
สายตาพลันเหลือบไปเห็นรอยขูดขีด
เขาเบิกตากว้าง !
จ้องมองคำว่า "รักพ่อ"
น้ำใส ๆ เริ่มเอ่อ แล้วไหลอาบแก้ม
เขาเอามือปิดหน้า
ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับใจจะขาด
รุ่งขึ้น...
ชายคนนั้นได้ฆ่าตัวตาย
อารมณ์โกรธ มีโทษมหันต์
ปัญหาของโลกในทุกวันนี้
คือ
คนบางคน..
รักรถ หวงรถ หรือสิ่งของอื่น
ยิ่งกว่ารักและห่วงใยลูก
หรือ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
จำไว้เสมอว่า..."สิ่งของมีไว้ให้ใช้ และ คนมีไว้ให้รัก"