สืบเนื่องจากเนื้อหานี้ ที่ผมเล่าให้เพื่อนฟังเมื่อวานทาง fb มาเช้านี้ เพื่อนนำเนื้อหานั้นมาแลกเปลี่ยนให้ฟังทาง msnfb นั้นเอง ข้อความต่อไปนี้เป็นข้อความที่เราคุยกัน (สถานการณ์ของพวกเราตอนนี้คือกำลังศึกษาสาขาวิชาปรัชญากันอยู่)
-------------------------------------------------------------------------------------------
ปิ่น : เรื่อง ขับรถลงหลุม ก็ได้แง่คิดดีนะ อ่านซ้ำแล้วก็คิด

เอก : ผมก็ว่า มันมีความหมายนะ...ไม่รู้นะ สำหรับผม ผมคิดว่า สิ่งที่พบและทำให้เราสำนึกรู้ มันกำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา
ปิ่น : เราจึงเชื่อว่า มีบางอย่างมากำหนด แม้เราจะเชื่อด้วยว่า เรามีอิสระที่จะกำหนดเอง
เอก : มันมีความคิดจำนวนหนึ่ง (ของคนยุคปัจจุบัน) ที่ยอมรับว่า เราไม่อาจกำหนดทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตเราได้ทั้งหมด
ปิ่น : เราเป็นทั้งผู้กำหนดตนเองและเป็นผู้ถูกกำหนดเข้างาน วพ. เลย
เอก : ถ้าเป็นฝ่ายพุทธ ผมคิดว่า มันเป็นการผสานการกำหนดร่วมกันระหว่างเรากับสิ่งอื่น
ปิ่น : เรามีอิสระในการตัดสินใจกระทำ แต่เราอาจกำลังถูกกำหนดให้ตัดสินใจจากผลของการกระทำในครั้งเก่าก่อนของเรา
ปัจจุบันขณะ ต้องถูกนำมาเป็นเงื่อนไขของความเป็นอิสระ
เอก : เหอๆ
ปิ่น : แต่การสืบเนื่องจะเป็นตัวโต้แย้งความเป็นอิสระนั้น...หัวเราะอะไร
เอก : สมองจะระเบิดเอานะสิ
ปิ่น : ใจเย็นๆ
เอก : "เวลา" กำลังไล่หลังทุกขณะ แต่ข้าพเจ้ายังบ่ได้อะไรเลย
ปิ่น : ท่าน ได้และยังไม่ได้
เอก : ตอนนี้ กำลังคิดอยู่ว่า (ขับรถไปก็คิดไป) ทำไมเรายังต้องอยู่ในเงื่อนไขที่สังคมวางไว้หนอ (เช่น วพ. งาน ฯลฯ) ทั้งที่เรามีอิสระที่จะออกจากสิ่งเหล่านั้นก็ได้ แต่เราเลือกสิ่งเหล่านั้นอย่างกล้ำกลืนไปทำไม .... ทางออกของปัญหานี้คือ อยู่กับสิ่งที่ทำและเป็นปัจจุบัน ที่เราอยู่ไม่ได้เพราะเราไขว่คว้ากว่าสิ่งที่อยู่ที่เป็น ผู้เรียนปรัชญา/ศาสนา ความคิดก็ออกมาทำนองนี้แหละ ทำไม คนหลากหลายจึงสนุกสนานกับสิ่งต่างๆได้อย่างดี ขณะที่เรา มองเห็นแล้ว ก็งั้นๆ ดูเหมือนเราจะมีปัญหาแล้วละมั้ง
ปิ่น : คิดเช่นนี้ คิดได้แต่บางขณะ สุดท้ายเราก็วนกลับมาแบกภาระที่เราเลือกต่อในทางเดิม
เอก : พอจะมองเห็นระหว่างสิ่งที่เลือกกับความจำเป็นในการที่เราเลือกไม่ได้ไหม
ปิ่น : ใช่ บางทีทางที่เราเลือกอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเลือกไม่ได้ของเราทางที่เราเลือก ถ้าพูดในแง่วิชาตรรกวิทยา
เอก : ผมคิดว่า แนวคิดแบบพุทธ คงต้องเดินระหว่างเลือกได้และเลือกไม่ได้ เพื่อตอบรับคำว่า "สายกลาง"
ปิ่น : ทางที่เราเลือก เป็น sub set ของสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่เราอยู่ในส่วนที่เล็กย่อยของ sub set เราเป็นใหญ่ใน sub set คือตัวฉัน ที่คิดว่าเรามีสิทธิเลือกอย่างอิสระ
เอก : แต่ก็คิดอยู่ว่า พุทธ เรานั้น จำเป็นต้องสายกลางด้วยหรือ ในเมื่อพุทธบอกให้เชื่อในสิ่งที่เราพบว่าเป็นจริง "สายกลาง" อาจไม่ใช่พุทธที่สอดคล้องกับเราก็ได้ หมายถึง ทุกอย่างควรจำแนกที่แตกต่างระหว่างบุคคล
ปิ่น : โดยแท้แล้ว พุทธเน้นความเป็นปัจเจกมิได้ทางสายกลางโดยทฤษฎีความจริงทางสายกลาง กล่าวได้จากความจริงอันเกิดจากการปฏิบัติ ทางสายกลาง กล่าวได้จากความจริงอันเกิดจากการปฏิบัติ ก่อนจะปฏิบัติให้เห็นจริง เราต้องเข้าด้วยความเป็นปัจเจก
เอก : มันเป็นไปได้ไหม กับแนวคิดนี้ที่ว่า ความจริงแบบพุทธเป็นความจริงแบบ sub set โดยเราต้องเข้าด้วยระดับปัจเจก
ปิ่น : เป็นแนวคิดที่อ้างเหตุผลสนับสนุนได้นะ
เอก : นั่นก็แสดงว่า ส่วนหนึ่งคือความเป็นตัวเรา อีกส่วนหนึ่งคือความเป็นพื้นที่ร่วม โดยที่พื้นที่ร่วมก็เป็นความเป็นตัวเราด้วย