ยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรเปี่ยมสุข
โดย พันธ์เพ็ญ โพธิ์ใบ
นักศึกษาหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต
สาขาบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนา
"ความสุข" ในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ความสุขเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ จำนวนมากที่มาปฏิสัมพันธ์กันความสุขอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปได้เมื่อเวลาเปลี่ยนไปโดยแต่ละคนต่างก็มีมูลเหตุแห่งความสุขในชีวิตที่แตกต่างกันออกไปความสุขถือได้ว่าเป็นพลังขับเคลื่อนให้มนุษย์มีความอยากที่จะใช้ชีวิตในโลกนี้ต่อไป
โลกยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง
รวมทั้งการไหลบ่าของวัฒนธรรมอื่น ทำให้มนุษย์ใฝ่หาความสุขมากยิ่งขึ้น
องค์กรยุคใหม่จึงตระหนักถึงการจัดการมนุษย์ (Human Management) และประสิทธิภาพขององค์กร
ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของบุคคลและกลุ่มบุคคลจะกระทำการต่าง ๆ เพียงผลประโยชน์ของตน งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผู้บริหารคือการบริหารชีวิตของผู้คนในองค์กร
การทำงานกับ “ชีวิต” ซึ่งมี ความละเอียดอ่อนซับซ้อน
และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถเข้าถึงความเป็นปัจเจกบุคคลในองค์กรอย่างลึกซึ้ง
สิ่งที่เป็นความท้าทายของนักบริหารงานบุคคลทุกคนคือการประสานความสุขของทุกชีวิตในองค์กรมีคุณภาพและนำมาซึ่งความสำเร็จให้กับองค์กร
การเป็นผู้บริหารจึงต้องเรียนรู้พฤติกรรมของมนุษย์โดยปฏิบัติหน้าที่หลัก
คือ นำองค์กร สู่ความสำเร็จและรักษาผลประโยชน์ของผู้ร่วมงาน
พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี เป็นคนเก่งและมีความสุข
สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและชุมชน ได้มีส่วนร่วมสร้างความสำเร็จ
การสร้างองค์กร ให้มีสุขภาพดีและเปี่ยมสุข
จึงเป็นภารกิจที่ท้าทายความสามารถของผู้บริหารที่ต้องเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความสุข
ความสุขเป็นสุดยอดความปรารถนาของมนุษย์
การสร้างความสุขของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ระดับดังนี้
ความสุขระดับบุคคล
พระธรรมปิฎก (2538:3)ได้กล่าวว่า
ความสุขบุคคลมี 2
แบบ คือความสุขภายใน หมายถึง มีความสงบในใจตนเองหรือมีความสุขจากการรู้เท่าทันเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายเป็นความสุขทางปัญญา
และความสุขอีกแบบคือความสุขจากภายนอก แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่
1ด้านรูปธรรมที่ตาเห็น เช่น การมีสุขภาพดี
การมีทรัพย์สินเงินทอง การมียศ ฐานะ ตำแหน่ง
การเป็นที่ยอมรับในสังคม การ มีมิตรสหายบริวารและครอบครัวที่ดี ระดับที่ 2 ด้านนามธรรม
คือคุณงามความดีที่เกิดจากความมั่นใจในคุณค่าของชีวิต
การได้บำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
การมีความศรัทธาในสิ่งที่ดีงาม
ระดับ ที่ 3
ด้านนามธรรมขั้นโลกุตระที่อยู่เหนือกระแสความไหลเวียนของโลกธรรม คือ เป็นผู้ที่มีจิตเป็นอิสระด้วยความรู้เท่าทันต่อสิ่งทั้งหลาย
รู้โลกและชีวิตความเป็นจริงพระพุทธทาสภิกขุ (2544:4)ได้กล่าวถึงความสุขมี 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 สุขเพราะ ไม่เบียดเบียน ระดับ ที่
2 สุขพระอยู่เหนืออำนาจกาม
เป็นความสุขอยู่เหนือกิเลส ระดับที่ 3 สุขเพราะละตัวตนเสียได้คือ
ไม่มีตัวกู ของกู
วิสิฐ ตันติสุนทร(2548:4) ได้กล่าวถึง วิธีการสร้างความสุขให้กับตัวเอง
คือ การรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรง มีความสุขกับการทำงาน
รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง
มีอารมณ์
มองโลกในแง่ดี ไม่ควรเก็บอารมณ์ขุ่นมัว ควรมีงานอดิเรกและพักผ่อนหย่อนใจ หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจพร้อมจะเผชิญปัญหาและความกังวล ใช้เวลาเป็นยารักษาความเจ็บปวด และค้นหาเป้าหมายของชีวิต
จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า ความสุขมี
2 แบบ ความสุขภายในกับภายนอก วิธีสร้างสุขระดับบุคคล มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากบุคคลมีความสุขแล้วจะสามารถสร้างความสุขในองค์กร ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างสุขให้กับองค์กร
ความสุขในองค์กร
ปัจจุบันมีความตื่นตัวขององค์กรในการที่จะพัฒนาคนและองค์กรโดยมีเป้าหมายต่าง
ๆ เพื่อให้มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการหรือลูกค้าและเป็นไปตามมาตรฐาน
เป้าหมายเหล่านี้จะเห็นได้ว่ามักจะไปไกลกว่าสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น การอยู่รอดขององค์กรหรือกำไร
แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้รับบริการ หรือสังคมซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมมากขึ้นในท่ามกลางกระแส การปรับตัวขององค์กรก็ได้มีการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร
จากเดิมที่เน้นแต่การพัฒนาความรู้และทักษะในการทำงานก็หันมาใช้เครื่องมือใหม่ ๆ เช่น
การประกันคุณภาพการศึกษา การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ การจัดการความรู้ เป็นต้น ซึ่งก็มีกฎเกณฑ์บางอย่างร่วมกัน
โดยเน้นการพัฒนางานโดยคำนึงถึงความต้องการของผู้รับบริการหรือลูกค้า กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและการสร้างพลังอำนาจของผู้ปฏิบัติงาน
ซึ่งก็มีบทบาททำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรไปในระดับหนึ่งแต่ก็ยังคงมีอุปสรรคสำคัญคือความรู้สึกเป็นภาระงาน
เหนื่อยล้า รู้สึกถูกกดดัน เป็นต้นในที่สุดหลาย ๆ องค์กรก็พบว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนั้นอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเจตคติภายในตนเองการศึกษาวิจัยเรื่ององค์กรก็มีข้อค้นพบสำคัญว่าถ้าคนเรารู้สึกถึงคุณค่าของตนเองในการทำงานและในองค์กรไม่ว่าตนเองจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด
ๆ จะเป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตนเอง ขณะเดียวกันคุณค่าในตนเองนั้นจะคงอยู่ได้ก็ต้องอาศัยบรรยากาศการทำงานร่วมกันอย่างกัลยาณมิตร
และสภาวะที่ดีขององค์กร
อันส่งเสริมและสะท้อนค่านิยมขององค์กรที่ชัดเจน เปรียบดังเก้าอี้ 3 ขา ซึ่งค้ำจุนซึ่งกันและกัน หากขาดตัวใดตัวหนึ่งก็ย่อมที่จะสร้างวัฒนธรรมใหม่ขององค์กรได้ยาก
การสร้างความสุขในองค์กรจึงต้องประกอบด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการ
คือ ประการที่ 1 การพัฒนาจิตอันได้แก่
สมาธิและสติ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา
ประการที่ 2 คุณค่าภายในตนเองซึ่งจะนำไปสู่คุณลักษณะที่สำคัญเช่นความเห็นอกเห็นใจความรับผิดชอบเสียสละอดทนซื่อสัตย์ฯลฯยิ่งไปกว่านั้นการทำงานร่วมกันอย่างดีต้องอาศัยการฟังอย่างใส่ใจ (Deep listening)และกัลยามิตรสนทนา (Dialogue) ร่วมไปกับการคิดทางบวกซึ่งก็ฝึกได้ง่ายโดยเชื่อมโยงกับสมาธิและสติสุดท้ายก็คือการใช้สติเป็นรากฐานในการใคร่ครวญจากภายในเพื่อให้เข้าถึงค่านิยมขององค์กรและร่วมกันหาหนทางทำให้องค์กรเป็นองค์กรที่ส่งเสริมค่านิยมและมีการพัฒนา
การสร้างองค์กรแห่งความสุข
นพ.ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ได้กล่าวว่า การสร้างองค์กรแห่งสุขหรือที่ทำงานแห่งความสุขให้ได้นั้น
จะต้องมี 3 อย่างที่เป็นวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายสุดท้ายคือ
คนทำงานมีความสุข ที่ทำงานน่าอยู่ ชุมชนสมานฉันท์
คนทำงานมีความสุข
ต้องให้คนเป็นบุคลากรที่สำคัญขององค์กร การให้ความสำคัญกับคน จะได้คนที่เสียสละ
และจงรักภักดีกับองค์กร ที่ทำงานน่าอยู่
ต้องทำให้เกิดความสุขตาสุขใจในที่ทำงาน ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน ชุมชนสมานฉันท์ ต้องมีความรักและสามัคคีเกิดขึ้นในองค์กร
ความสุข 8 ประการ
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ
(UNDP) กำหนด ตัวชี้วัดความก้าวหน้าของมนุษย์
เรียกว่าความสุข 8 ประการซึ่งมีอยู่ 3
ส่วนใหญ่ๆ ความสุขของคน ความสุขของครอบครัว ความสุขของสังคม
1. ความสุขทางกาย (happy
body) ความสุขจากการมีสุขภาพดี แข็งแรงทั้งกายและใจ
2. น้ำใจงาม (happy
heart) ความมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกันในองค์กร
3. ทางสายกลาง (happy
relax) ต้องรู้จักการผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการใช้ชีวิต
4. พัฒนาสมอง (happy
brain) ความสุขจากการได้เรียนรู้ พัฒนาสมองตัวเองจากแหล่งต่างๆ
นำไปสู่ความเป็นมืออาชีพและความก้าวหน้าในการทำงานคนเราเรียนเพื่อรู้มีปัญญาก้าวหน้าในชีวิต
5. ศาสนาและศีลธรรม (happy
soul) ความศรัทธาศาสนาและศีลธรรมในการดำเนินชีวิต
ความสุขของคนทำงานเกิดได้จากธรรมะ จริยธรรม ความซื่อสัตย์
6. ปลอดหนี้ (happy
money) มีเงินรู้จักเก็บรู้จักใช้ ไม่เป็นหนี้
7. สร้างความสุขจากการมีครอบครัวที่ดี
(happy family) ครอบครัวที่เข้มแข็งย่อมเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและ
8. ความสุขที่เกิดจากสังคม
(happy society) สังคมดีจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความรักความสามัคคี
เอื้อเฟื้อต่อคนในชุมชน คนทำงาน ที่พักอาศัย
ความสุขทั้ง
8 สร้างได้ เพื่อให้เกิดความสุขที่ใหญ่ที่สุดคือ การสร้างความสุขในที่ทำงาน
(HappyWorkplace) เมื่อสร้างความสุขในที่ทำงานแล้วเกิดอะไรขึ้น
ความสุขที่ทุกคนจะได้จากการทำงาน คือความสุขจากการดำรงชีวิตที่เหมาะสม
มีผลงานที่ดี มีความมั่นคงในอาชีพ ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดี
เกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีคุณค่าต่อองค์กร มีความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและผู้บริหารที่ดีขึ้น
มีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น มีความรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
นำไปเผยแพร่ต่อครอบครัว ชุมชน และแรงงานที่มีคุณค่าของประเทศ
ผลลัพธ์ความสุข
การที่คนในองค์กรมีความสุข
ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างองค์กรที่มีความสุขเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงความยั่งยืนขององค์กรอีกด้วย
เพราะการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว
แต่ยังแข่งกันด้วย ความสามารถในการผลิต
การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการให้บริการที่เป็นเลิศแก่ลูกค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับองค์กรพร้อมที่จะผลักดันให้องค์กรเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนและทั้งหมดนั้น
เกิดขึ้นจากการมีความสุขในการทำงานนั่นเอง ในเรื่องนี้ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
(สสส.) ขยายความว่า“ ในปัจจุบัน
เรามักพูดกันว่าองค์กรต้องมีนวัตกรรม แต่นวัตกรรมเกิดขึ้นเองไม่ได้
ต้องเกิดจากคนในองค์กรคิดค้นขึ้นมา ซึ่งคนที่จะคิดนวัตกรรม
สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีและหลุดออกจากกรอบความคิดเดิมจนสมารถประสบความสำเร็จได้
ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความสุข ถ้าเขาไม่รักษ์องค์กร
ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร หรือไม่มีความสุข นวัตกรรมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เมื่อพนักงานมีความสุขในการทำงาน เกิดความรักและรู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน
และสร้างผลงานที่ดีมีคุณภาพ สิ่งที่ตามมาอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ อัตรา การขาดงาน
การมาสาย การลาป่วยลากิจ และลาออก จะลดลง
ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ ทำให้องค์กรมีผลผลิตสูงขึ้น
เกิดการขยายตัวทั้งด้านรายได้และผลกำไร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในองค์กรได้เป็นทวีคูณ ที่สำคัญ ความสุขนั้นเปรียบเสมือนก้อนหินตกกระทบผิวน้ำที่จะส่งแรงกระเพื่อมแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
เช่นเดียวกับความสุขที่เกิดขึ้นภายใน องค์กรจะสามารถคลี่คลาย
สู่การร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยเหลือคนภายนอกด้วยความเต็มใจ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรเปี่ยมสุข
สถานศึกษาเป็นสถาบันที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาทั้งมวล
คนเป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนามีความก้าวหน้าที่ยั่งยืน เป้าหมายการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแผนการศึกษาแห่งชาติ
ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2552 - 2559)มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม
มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
สอดคล้องกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑(พ.ศ.
๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้กำหนด
วิสัยทัศน์ไว้ว่า “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง” จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของการจัดการการศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างคนให้เป็น
“คนดี คนเก่ง และ คนมีความสุข”
สถานศึกษาเป็นองค์กรที่จะดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมาย
การสร้างสถานศึกษาให้เป็นองค์กรเปี่ยมสุข ต้องอาศัยคนทุกระดับ ตั้งแต่
ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน
และชุมชน ยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรเปี่ยมสุขมีดังนี้
1.
พัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารที่จะสร้างความสุขในสถานศึกษา
การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรเปี่ยมสุข
ผู้บริหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง การพัฒนาให้สถานศึกษาเป็นองค์กรที่มีบรรยากาศในการทำงานที่มีความสุข
(Workplace Happiness) โดย ผู้บริหาร ควรจะมีบทบาทดังต่อไปนี้
1. การสร้างศรัทธาต่อ “ความสุข” การสร้างศรัทธาก็คือ
การสร้างความเชื่อถือ ความเลื่อมใส และการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อ “ความสุข” ผู้บริหารจะต้องมีบทบาทในการชี้แจง โน้มน้าว ชักจูง
และเชิญชวนให้คนในสถานศึกษาตระหนักถึงคุณค่าของการทำงานอย่างมีความสุขว่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์
และประโยชน์ต่อบุคคลในองค์กรอย่างไรบ้าง
2. เปิดโลกทัศน์ “ความสุข” เมื่อบุคลากรเริ่มมีศรัทธาต่อ “ความสุข”
ก็ควรจะเสริมต่อด้วยการให้เห็นภาพกระบวนการปฏิบัติจริง
ซึ่งกิจกรรมที่ใช้ควรจะเป็นการพาบุคลากรไปเยี่ยมชมองค์กรหรือสถานศึกษาที่พัฒนาความสุขในที่ทำงานจนประสบความสำเร็จแล้ว
3. เปิดโอกาสในการพัฒนาองค์ประกอบของ
“ความสุข”
แนวคิดในการสร้างความสุขในที่ทำงาน ตัวความสุขจะต้องมาจากองค์ประกอบต่าง ๆ
ที่พนักงานส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความสุขได้ เพราะฉะนั้นในการสร้างความสุขในที่ทำงาน
ผู้บริหารจะต้องสร้างกระบวนการในการมีส่วนร่วมเสนอแนะว่าองค์ประกอบ
หรือปัจจัยอะไรบ้างที่จะส่งเสริมให้เกิดความสุข
4. ประสานงานในการสร้าง “ความสุข”
เมื่อได้องค์ประกอบของความสุขมาแล้ว ในการลงมือปฏิบัติ ผู้บริหาร จะมีบทบาทในการประสานงาน
อำนวยความสะดวก ทำการประชาสัมพันธ์ หรือร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ
ในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความสุข
5. สร้าง “ดัชนีความสุขในที่ทำงาน” เพื่อให้การสร้างความสุขในที่ทำงานเป็นการพัฒนาสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
ผู้บริหาร ควรจะสร้างกระบวนการสำรวจหรือวัดความสุขในที่ทำงานขึ้นมา
6. ประสานพลังในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างมี
“ความสุข”
2. ส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทำงานอย่างมีความสุข
การทำงานให้สนุกและมีความสุขกับงาน เราต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่องานว่าความสุขไม่ใช่การทำสิ่งที่อยากทำแต่ความสุขกับงานต้องมีความสุขกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ซึ่ง รัชเขต วีสเพ็ญได้เสนอเคล็ดลับการทำงานให้มีความสุข ดังนี้
1. คิดบวก
ความคิดของเราเป็นแรงจูงใจให้เกิดความสุขหรือความทุกข์ หากเราคิดว่าความสุขหรือความทุกข์เปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน
ท่ามกลางความทุกข์เราจะมีความสุขซ่อนเร้นอยู่
การสร้างทัศนคติในการคิดทางบวกคือการฝึกคิดให้ยืดหยุ่น คิดอย่างมีเหตุผล
คิดหลายแง่มุม คิดแต่เรื่องดีๆ ที่สำคัญเราต้องคิดถึงคนอื่นบ้าง
2. ผนวกความแจ่มใส การสร้างบรรยากาศที่ชดชื่นแจ่มใส
จะเกิดรอยยิ้มเกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รอยยิ้มเริ่มจากยิ้มเล็กๆ ยิ้มน้อย
ยิ้มใหญ่ จนถึงยิ้มกว้างใหญ่
การยิ้มเป็นการสร้างมิตรภาพที่ไม่ต้องลงทุนแต่คุณที่ได้อนันต์
3. จริงใจต่อกัน ท่ามกลางภาวการณ์ทำงานที่ต้องแข่งขัน
ยิ่งต้องใช้ความจริงใจต่อกันเพื่อร่วมมือกันสร้างองค์การให้ประสบความสำเร็จครูต้องมีพรหมวิหาร
4 คือ ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ส่วนเพื่อนร่วมงานจงแสดงความเป็นเพื่อนยามยาก
เมื่อประสบเพื่อนทุกข์หรืออุปสรรคจงแสดงความเห็นใจและให้กำลังใจ
การเป็นมิตรในยามยากสัมพันธภาพอันลึกซึ้งจะเกิดขึ้นได้
4. หมั่นประนีประนอม
คนที่จะเป็นนักประนีประนอมเปรียบได้เสมือนนักการทูต สามารถประสานงานได้กับทุกคน ครูต้องมีทักษะในการประนีประนอมและควรมีทัศนคติแห่งการประนีประนอม
5. พร้อมสร้างสัมพันธ์
การสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานเป็นทักษะที่จำเป็นของบุคคลในองค์การ
การฝึกตนเองให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ เราควรแสดงพฤติกรรมต่อไปนี้ คือ
แย้มยิ้มพิมพ์ใจ ปราศรัยทักทาย พร้อมพรักเอ่ยนาม ติดตามช่วยเหลือ เหนือชั้นยกย่อง
ถูกต้องอารมณ์ขัน มุ่งมั่นเอาใจใส่
เข้าใจอ่อนน้อม เพียบพร้อมการฟัง กำลังใจให้เธอ
6. ฝ่าฟันความเครียด
ความเครียดในที่ทำงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ
เมื่องานเร่งด่วนหรือขาดข้อมูลในการตัดสินใจ
เราจึงหาวิธีคลายเครียดโดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกการหายใจทำสมาธิ
การจินตนาการเพื่อคลายเครียดจากใจสู่กาย ถ้ามีโอกาสก็ควรหาทางนวดคลายเครียด
การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545 : 33-35) ระบุองค์ประกอบที่จะส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุขในการเรียนดังนี้
1. เด็กแต่ละคนได้รับการยอมรับว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหัวใจและสมอง
2. ครูมีความเมตตา จริงใจและอ่อนโยนต่อเด็กทุกคนโดยทั่วถึง
3. เด็กเกิดความรักและภูมิใจในตนเอง รู้จักปรับตัวได้ทุกที่ทุกเวลา
4. เด็กแต่ละคนได้มีโอกาสเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจ
5. บทเรียนสนุก แปลกใหม่ จูงใจให้ติดตามและเร้าใจให้อยากค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม
ด้วยตนเองในสิ่งที่สนใจ
6. สิ่งที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
3. เพิ่มศักยภาพนักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข
นักเรียน
จะเรียนรู้อย่างมีสุขหรือไม่นอกจากการจัดการเรียนรู้ของครู เพื่อน
บรรยากาศของห้องเรียนแล้ว
ตัวของนักเรียนเองก็มีส่วนที่ทำให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีสุข วิธีการที่ผู้เรียนจะเรียนรู้อย่างมีสุขมีดังนี้
1. รู้ความสามารถในการเรียนของตนเอง ต้องรู้จักตนเองก่อนว่าเราอยู่ในระดับใดเก่ง
ปานกลาง หรืออ่อน มีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร สำหรับการเรียน หลังรู้จักตนเองแล้ว
เราก็ควรปรับวิธีเรียนให้เหมาะกับตัวเรา เช่น ถ้าเราเป็นคนอ่านหนังสือจำได้ช้า
ก็อาจต้องเผื่อเวลาอ่านหนังสือมากขึ้นหรือใช้วิธีอ่านออกเสียงอัดเทปเพื่อกลับมาฟังทีหลัง
หรือติวกับเพื่อน
2. จัดวิธีเรียนให้ตรงกับความสามารถ
ไม่ตั้งความหวังกับตนเองมากเกินไป
เพราะจะทำให้เครียดและเมื่อผิดหวังจะเกิดความทุกข์มาก ให้ตั้งความหวังเล็กๆ ก่อน
ที่สามารถทำได้ จากนั้นค่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทีละน้อย จะสำเร็จได้ง่ายกว่าและไม่เครียด
3. หมั่นปรับปรุงพัฒนาตนเองในการเรียนในการเรียนก็มีบางวิชาที่เราทำได้ดี
บางวิชาเราทำไม่ได้ดี นั่นเป็นเพราะเราอาจถนัดบางเรื่องแต่ไม่ถนัดอีกเรื่อง
ก็เป็นเรื่องปกติ หรือบางช่วงสุขภาพมีปัญหา ผลการเรียนก็ตกลงได้
ฉะนั้นหากผลการเรียนตกลง ต้องทำใจยอมรับ หาสาเหตุและแก้ไขป้องกัน
รวมทั้งไม่ท้อแท้หมดหวัง หากทำได้คะแนนดี ก็ไม่ควรลำพองใจ
ประมาทไม่ทบทวนอ่านหนังสือ เพราะมีขึ้นก็มีลงได้ เรียนรู้ว่าผลการเรียนมีขึ้นและลง
4. ช่วยเหลือผู้เรียนอ่อนกว่าเมื่อมีโอกาสคนที่เรียนดีแล้วเก่งแล้ว
ถ้ามีเวลาควรแบ่งปันถ่ายทอดให้คนที่อ่อนกว่าบ้าง ทำบุญกับคนเป็นกุศลอย่างแรง
มีโอกาสช่วยคนได้ควรทำ และเราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรด้วย
สรุป
การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรเปี่ยมสุข ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับ เริ่มต้นจากบุคลากรต้องมีความสุขในระดับบุคคลก่อน
ทั้งความสุขภายใน
มีความสงบในใจตนเองหรือมีความสุขจากการรู้เท่าทันเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายเป็นความสุขทางปัญญา
และความสุข จากภายนอก เช่น การมีสุขภาพดี
การมีทรัพย์สินเงินทอง การมียศ ฐานะ
ตำแหน่ง การเป็นที่ยอมรับในสังคม
การ มีมิตรสหายบริวารและครอบครัวที่ดี การได้บำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
และ
เป็นผู้ที่มีจิตเป็นอิสระด้วยความรู้เท่าทันต่อสิ่งทั้งหลาย
รู้โลกและชีวิตความเป็นจริง
ผู้บริหารเป็นผู้ที่มีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เป็นที่ทำงานที่มีความสุขก็คือ
การเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการทำงานของสถานศึกษา โดยการสร้างศรัทธาในการสร้างสุข
และให้ทุกคนในองค์การเห็นประโยชน์ของการสร้างสุขในองค์กร
ที่สำคัญทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ประกอบของการทำให้องค์กรมีสุข ลงมือปฏิบัติตามองค์ประกอบที่ร่วมกันสร้าง
และต้องมีดัชนีชี้วัดความสุขอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องสร้างเป็นวัฒนธรรมองค์กร
ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์การที่เปี่ยมสุขเริ่มจากการที่ผู้บริหารต้องประเมินสภาพขององค์กรก่อนและทบทวนกระบวนการทำงานทั้งหมด
สำรวจปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทุกคนจากนั้นนำมาสู่การวางแผน
กำหนดกิจกรรมโดยอาศัยหลักความสุข 8 ประการ เป็นแนวทางและดำเนินการขับเคลื่อนกิจกรรมให้เกิดขึ้น ประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นและทบทวนการดำเนินกิจกรรม
รวมทั้งผลตอบรับ ปฏิบัติจนเป็นวัฒนธรรมองค์กรเพื่อนำไปสู่องค์กรที่เปี่ยมสุขอย่าง
แท้จริง
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ,สำนักงาน.(2541).ก้าวสูมาตรฐาน การเรียนรู้สู่ทักษะชีวิต.
กรุงเทพฯ
: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). การปฏิรูป
การเรียนรู้ผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด. กรุงเทพฯ :
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.
ดลฤดี สุวรรณคีรี.(2007).คู่มือมาสร้างองค์กรแห่งความสุขกันเถอะ. แผนงานสุขภาวะองค์กร
ภาคเอกชน สสส.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 62 หน้า.
นฤมล อึ้งเจริญ. (2552). การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยบางประการกับการเรียนรู้
ในชั้นเรียนอย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มกรุงธนบุรี
สังกัดกรุงเทพมหานคร.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การวิจัยและสถิติทางการศึกษา).
กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
เบญจพร อุ่นสุข (2552). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยบางประการกับการเรียนรู้
อย่างมีความสุขของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร
เขต 1. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การวิจัยและสถิติทางการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ประหยัด กองศรีมา.(2537).การบริหารงานหนึ่งนาที
อุบลราชธานี :หน่วยศึกษานิเทศก์
กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา .
พุทธทาสภิกขุ.(2542).ความสุขสามระดับ.พิมพ์ครั้งที่
2.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.
พระธรรมปิฎก(ป.อ.ปยุตฺโต).(2546). คู่มือชีวิต
กรุงเทพฯ: กองทุนวุฒิธรรมเพื่อการศึกษาและ
การปฏิบัติธรรม.
ภูเบศร์ ปิ่นแก้ว.(2550).ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขของภาครัฐในจังหวัดเพชรบูรณ์.วิทยานิพนธ์
ครุศาสตร์มหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์.
วิสิฐ ตันติสุนทร.(2548).ความพอเพียง.วารสารกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ.
ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์. (2544). การเรียนรู้อย่างมีความสุข : สารเคมีในสมองกับความสุขและการ
เรียนรู้. กรุงเทพฯ :
สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด.
จรรยา ดาสา.ความสุขในที่ทำงาน
(Happy workplace).http://www.vcharkarn.com/varticle/39142
สืบค้นวันที่ 18
กันยายน 2555
ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์.องค์กรเปี่ยมสุข.
http://www.doctor.or.th/article/detail/5572สืบค้น
วันที่ 22
กันยายน 2555
ธงชัย สมบูรณ์. (2549). จากองค์การแห่งการเรียนรู้สู่องค์การเปี่ยมสุข.http://www.tsu.ac.th/health_
sci/qa/files_qa/20110921090610.pdf สืบค้นวันที่ 20 กันยายน
2555
ประพนธ์
ผาสุกยืด (2549). Happy Workplace – สวรรค์ในที่ทำงาน
(ออนไลน์)
http://gotoknow.org/blog/beyondkm/58183 สืบค้นวันที่ 20 กันยายน 2555.
พรชัย ภาพันธ์ .การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรที่เปี่ยมสุข.
http://www.gotoknow.
org/blogs/posts/300119 สืบค้น วันที่ 22
กันยายน 2555
สุนันทา สุขสุมิตร.ย่างก้าวแห่งความยั่งยืน
องค์กรแห่งความสุข.http://www.thaihealth.or.
th/healthcontent/article/23548 สืบค้น วันที่ 22
กันยายน 2555