วันอาทิตย์ที่ผ่านมามีความสำคัญกับผมในแง่ของการได้อยู่ติดบ้าน ได้สะสางงานบางอย่างที่ค้างคา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ผมมักจะผัดวันประกันพรุ่งจนกลายเป็นดินพอกหางหมู่ที่ค่อนข้างใหญ่ คนที่อยู่ใกล้ชิดบนให้ฟังทำนองแร็พบ่อยๆ ยามบ่ายผมตัดสินใจควบจักรยานคู่ใจฝ่าเปลวแดดที่ร้อนระอุ แต่ก็มีลมเย็นแผ้วผ่านมาให้ชื่นใจบ้าง เป้าหมายแรกที่ผมปักหมุดก็คือร้านข้าว เพราะท้องมันมันส่งเสียงประท้วงอย่างนัก ยานประชานิเวศน์ 1 ที่ผมพักอยู่นั้นมีหลายร้านที่ผมเบือนหน้าหนีและก็มีหลายร้านเช่นกันที่ผมมาเยือนเหมือนเพื่อนซี้ หนึ่งในร้านที่อยู่แบบหลังนั้นก็คือ ร้านขายข้าวมันไก่ติดเซเว่น หน้าตลอดประชานิเวศน์ 1 ลักษณะร้านเป็นตึกแถวสามชั้น ชั้นที่ 2 – 3 เป็นที่พักของญาติๆ ที่ดูเหมือนว่าจะมีหลายชีวิต ชั้นที่หนึ่งตกแต่งเป็นร้านข้าวมันไก่ หน้าร้านมีตู้โชว์มีไก่ห้วยขาลงมาสองตัว เครื่องปรุง อุปกรณ์วางระเกาะระกะ มีหม้อต้มซุปใบใหญ่วางตรงกลาง ปกติจะมีหญิงสาวผมยาวตาหน้าดียืนทำหน้าสวยเรียกแขกเข้าร้าน แต่วันนี้ไม่รู้หายไปไหน หญิงสาวที่ผมว่านี้เธอมีอาวุธประจำกายคือมีดที่เอาไว้สับไก่ต้มและทัพพีสำหรับตักน้ำซุปให้ลูกค้าซดเผือว่าข้าวมันไก่ของเธอติดคอเพราะกินอย่างเอร็ดอร่อย ผมเองมาร้านนี้หลายครั้งแต่ไม่ค่อยเห็นเธอสนทนากับใคร พูดน้อยมากๆ ผิดวิสัยของคนที่เป็นแม่ค้า แล้วมาวันหนึ่งผมก็ได้รับคำตอบอย่างเงียบๆ ว่าเพราะเหตุใด เธอที่หน้าตาสะสวย ขาวผุดผ่องและพูดน้อยคนนี้ จริงๆ ลัวเธอมีคำนำหน้าว่านายครับ นั้นแน่ ทุกคนคงจะเดาออกแล้วใช่มั้ยครับว่าเธอคือผู้ชายแปลงเพศ มีเพื่อนหลายๆ คนที่ผมพาไปทานข้าวมันไก่ร้านนี้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอน่ารักมาก แต่ผมไม่เคยบอกนะครับว่าเธอมีคำนำหน้าว่านาย เพราะอยากให้เพื่อนชายแต่ละคนของผมอยู่กับสิ่งที่เขารู้สึก
พูดถึงร้านข้าวมันไก่ร้านนี้แล้วผมทึ่งในการบริหารจัดการมากครับ ผมสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่าการบริการเป็นระบบเอามากๆ ภายในร้านมีพนักงานคอยให้บริการ 5-6 คน วิธีการทำงานของร้านนี้ก็คือ ทุกคนจะมีหน้าที่ตนเองชัดเจน คนที่หนึ่งเป็นคนยกแก้วน้ำเย็นมาเสิร์ฟ คนที่สองยกน้ำซุปร้อนๆ มาวางตรงหน้า คนที่สามยกจานข้าวมันไก่วางอย่างนิ่มนวล ทุกๆ ครั้งจะเป็นแบบนี้ตลอดครับทุกคนจะมีหน้าที่เดียว พูดถึงรสชาติข้าวมันไก่ร้านนี้อร่อยขั้นเทพเริ่มจากข้าวที่หอมนุ่ม เนื้อไก่ต้มสุกพอดี เนื้อแน่นเคี้ยวได้รสชาติยิ่งนัก ไฮไลท์ของร้านนี้อยู่ที่น้ำจิ้มครับ ขอบอกว่าน้ำจิ้มเลิศรสจริงๆ รสชาติไม่เหมือนร้านอื่นๆ ที่ผมเคยทานมา (ไม่ได้โฆษณานะครับ)
ขณะที่ผมกำลังจะตักข้าวมันใส่ปากอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างในร้าน “ร้องหาพ่อมึงเหรอ” ผมหันซ้ายขวา ว่าใครส่งเสียงจนทำให้หญิงสาวโมโห ก็ไม่เห็นมีใครนี้นา ก็เลยตั้งใจฟังอีกทีได้ยินเสียงเด็กร้องออกมา พร้อมกันนั้นหญิงคนเดิมเอามือตบปากไปหนึ่งที แม้ว่าอาจจะจะดูไม่แรงนัก แต่สำหรับเด็กแล้วผมคิดว่าน่าจะตกใจไม่น้อย เป็นไปอย่างที่ผมคาดจริงครับเด็กร้องไห้หนักกว่าเดิม ผู้หญิงคนนั้นก็พูดกระแทกเสียงดังว่า “ร้องหาพ่อมึงเหรอ?” ชิ้นไก่ที่อยู่ในช้อนของผมเกือบตกลงมาจานอีกครั้ง มองไปรอบร้านคนอื่นก็นั่งปกติ ไม่เห็นตื่นเต้นตกใจเหมือนผมเลยซักนิด ผมอดคิดไม่ได้ว่าเด็กที่โตมากับการเลี้ยงดูอย่างนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต? แม้อาจดูเหมือนว่าเด็กยังไม่เข้าใจภาษา และความหมายที่เราสื่อออกไปก็ตาม ลึกๆ ผมคิดว่าเด็กรับรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกโกรธ โมโหนั้นได้ ว่ากันว่ามีงานวิจัยทดลองในประเทศญี่ปุ่นชิ้นหนึ่งที่มีการทดลอง เอาน้ำใส่แก้วแล้วนำไปวางไว้ให้ได้ยินเสียงสวดมนต์เช้า – เย็น กับน้ำที่ถูกคนแช่งด่าเป็นประจำ ผลที่ออกน่าประหลาดเอามากๆ ผลึกน้ำที่ออกมามีลักษณะแตกต่างกันชัดเจน ผลึกน้ำที่ได้ยินเสียงสวดมนต์เช้าเย็น ผนึกน้ำออกมาเป็นระเบียบสวยงาม ดังดอกไม้ที่ถูกจัดเรียงอย่างดี สวนผนึกน้ำที่ถูกแช่งด่าทุกวัน มีลักษณะบิดเบี้ยวไม่สวยงาม การทดลองนี้ไม่ได้ทำครั้งเดียวแต่มีการทดลองหลายครั้งจนได้ข้อสรูปว่า คำพูดที่ดีๆ เพราะๆ ไม่ได้มีผลเพียงมนุษย์เท่านั้นแต่สิ่งมีชีวิตแวดล้อมก็รับรู้ได้ แม้กระทั่งเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเรามากที่สุดคือ การพูดจาระหว่างคนในครอบครัวทำให้ผมนึกถึงงานที่กำลังทำอยู่ เรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (palliative care) ที่รอวันตาย ใส่ท่อหายใจ ไร้สติและความรู้สึก จากประสบการณ์จากคนทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายหลายคนพบว่า สิ่งที่เราพูด แสดงออกไปนั้นผู้ป่วยสามารถรับรู้ได้ตลอด ไม่ว่ากิริยาอาการของพยาบาลที่หงุดงิดใส่ แม้กระทั่งความเบือหน่ายของญาติที่ต้องดูแลโดยไม่มีความหวัง มีผลทำให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบหรือจากไปอย่างทุรนทุราย ทางพุทธศาสนาก็พูดถึงความร้ายกาจของปากคนว่า เปรียบกับเครื่องประหัตประหารชนิดหนึ่งที่สามารถฆ่าคนได้ด้วยเพียงลมปาก กระนั้นคนเราก็ไม่เคยรู้สึกว่าลมปากตัวเองร้ายกาจเพียงใด ใช้กันอย่างพร่ำเพรื่อ และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงงานเขียนของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ที่กล่าวว่าการกระทำทางวาจาเป็นความรุนแรงชนิดหนึ่งในหลายชนิดที่อยู่ในสังคม อาจจะมีใครหลายๆ คนแย้งว่า พูดตรงๆ แรงๆ เพื่อทำให้คนคิดได้ ดีกว่าการพูดหวานๆ และคนไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สำหรับตัวผมเองแล้วไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางแบบนี้ ผมเชื่อว่าที่เปลี่ยนพฤติกรรมจากการพูดแรงๆ นั้น คงจะปรับเปลี่ยนเพราะความกลัว และไม่ใช่การเปลี่ยนแบบถาวร และผมไม่เคยเห็นว่าวิธีการแบบนี้จะได้ผล คนจะคิดได้และเกิดการเรียนรู้จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น ผู้ถ่ายทอดควรจะตั้งตนที่ความเมตตา ความปราถนาดีต่อกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่เริ่มต้นจากความโกรธ ความโมโห หรือความกลัว ส่วนใหญ่แล้วคนเราหลงลืมข้อนี้ไป จนบ้างครั้งประโยคเหล่านี้อาจะเป็นเพียงวาทกรรมที่มีเบื้องหลังคือ “ความรุนแรง” ก็ได้