"ต้นแปะตำปึงต้นใหญ่ ยอดแหว่งเพราะครูนกตัดไปผสมกับไข่ทำไข่เจียว"

          "พี่นก รู้จักต้นนี้หรือเปล่า"  ครูนกหันไปตามเสียงเรียกของครูรุ่นน้องเอกฟิสิกส์ที่เพิ่งจะบรรจุเป็นครูได้ไม่กี่เดือน   พิศรูปพรรณสัณฐานไม่รู้จักน้องก็เลยเฉลยว่า
"ต้นแปะตำปึง"  คุยกันได้สักระยะน้องอีกคนวิชาเอกชีววิทยา "ที่บ้านน้องมี พี่นกเยอะเลย เดี๋ยวจะเอามาให้ไปปลูกที่บ้าน"  น้องๆบอกว่า จะทานสดก็ได้ จะนำไปหั่นทำหมวดข้าวยำก็ได้อีก
           หลังจากนั้นไม่นานครูนกก็ได้หอบต้นแปะตำปึงกลับบ้าน  วางไว้กับไม้อื่นๆ จนลืมไปปิดภาคเรียนได้มีเวลากลับมาสำรวจต้นไม้ใบหญ้ารอบบ้านพบว่า ต้นแปะตำปึง ครูนกกำลังงาม วันนั่นเลยจัดการตัดยอดอ่อนไปหั่นผสมกับไข่ทำไข่เจียว กลิ่นไม่หอมและไม่ฉุนออกกลิ่นแนวร้อนๆ เพื่อบรรเทาอาการหวัดของตนเอง  แล้วตั้งใจว่าจะย้ายกระถางและเปลี่ยนดินให้
           วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีตอนเช้าจัดการย้ายจากถุงดำลงกระถาง  เพิ่มดินอยากเห็นความงอกงามของต้นแปะตำปึงถึงขั้นมีดอก เพราะไปค้นข้อมูลเจอว่า มีดอกด้วย
           ข้อมูลที่ค้นได้น่าสนใจในด้านความหลากหลายของสรรพคุณ
                                                                  

                                              ต้นแปะตำปึง หรือจักรนารายณ์


              "แปะตำปึง" พรรณไม้จากเมืองจีน คนไทยตั้งชื่อใหม่ว่า "จักรนารายณ์" มีประโยชน์ทั้งเป็นอาหาร ใบมีสรรพคุณทางยามากมาย อาทิ ฟอกเลือด แก้หอบ แก้เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ แก้ปวดหลัง ปวดเส้น แก้พิษแมลงกัดต่อย รวมถึงรักษาโรคเริมและงูสวัด เป็นต้น
              ชื่อวิทยาศาสตร์ Gynura divaricata DC. สูง 1-3 ฟุต อายุราว 1 ปี ลำต้นขนาดเล็กกลมสีเขียวเป็นปล้องๆ เป็นพืชล้มลุก
              ใบเป็นใบเดี่ยวออกเวียนสลับตามลำต้น ทรงรี โคนใบสอบ ปลายใบแหลม กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 6-10 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย  
               ดอก ออกเป็นช่อสีเหลือง ประกอบด้วยดอกย่อยเล็กๆ อยู่รวมเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง คล้ายดอกดาวเรือง เวลาบานโคนดอกเป็นรูปถ้วยสีเขียว        สรรพคุณ   ของใบยา ได้แก่ จะฟอกเลือด  ปรับระบบเลือดให้ดีขึ้น  น้ำเหลืองจะดีขึ้น  รักษาแผลภายใน - ภายนอก  ชะล้างสารพิษภายในร่ายกายออกทาง (อุจจาระ  ปัสสาวะ  และทางตา)  ทำให้กินข้าวใด้นอนหลับอาการปวดต่าง ๆ ก็จะหาย  ระบบหายใจจะดีขึ้นไม่เหนื่อยหอบ  ขับลมแน่นภายในช่องท้อง  โรคที่ใบยาแปะตำปึง  ได้รักษาหายมาแล้ว  ได้แก่โรคเบาหวาน  ความดันสูง-ต่ำ  โรคหืดหอบ-ภูมิแพ้  โรคมะเร็งทุกชนิด  ริดสีดวงทวารหนัก  งูสวัด โรคเก๊า  ขับนิ่ว  แผลสะเก็ดเงิน  แผดฝีหนองทั่วไป  โรคหัวใจ  โรคโลหิตจาง  เนื้องอกต่าง ๆ ในไต  ปวดเหงือก  ปวดฟันแผลอักเสบ  ปวดท้องประจำเดือน  คอเรสเตอรอล  ไขมันในเส้นเลือด  ไทรอยท์  ปวดเส้น  ปวดหลัง  โรคกระเพาะ ดวงตาที่เป็นต้อ  ดวงตาอับเสบ  ขุ่นมัว  โรคผิวหนังทั่วไป  (สิว  ฝ้า  เป็นด่าง) <โรคเอดส์ถ้าทานใบยาก็จะมีผลให้สุขภาพดีขึ้น>  

                  วิธีการรับประทาน ใบสด  ควรรับประทานวันละ 1 ครั้ง  ประมาณ 2,3 หรือ 5 ใบ  เวลาที่ควรรับประทานใบยาที่ดีที่สุดคือ  ตี 5-7 โมงเช้า  เพราะลำไส้เริ่มทำงาน  ท้องยังว่างอยู่จะได้ผลเร็ว  ถ้าบางท่านที่ปวดเหงือก - ปวดฟัน ปากเป็นแผลลำคออักเสบ  ควรรับประทานใบยาในเวลากลางคืน (แปรงฟันให้เรียบร้อย)  ค่อยรับประทานใบยาเคี้ยวและอมทิ้งไว้สักระยะเวลาหนี่งแล้วค่อยกลืน  ผลที่จะได้รับคือ  ตื่นเช้าอาการปวดจะหายไป  จะขับถ่ายโล่งสบาย  จะมีขี้ตาออกมาเยอะหน่อย เพราะใบยาจะขับสารพิษออกทางตา  ถ้าใครปวดท้องและเป็นโรคกระเพาะให้รับประทานใบยาเดี่ยวนั้น  สักพักหนึ่งอาการปวดของโรคกระเพาะก็จะหายไป  ยังช่วยขับลมแก๊สที่แน่นในท้องออกด้วย  ยังสามารถนำใบยาแปะตำปึงใปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก นอกเหนือจากรับประทานใบสดแล้ว ได้แก่ 


                 1.นำใบยามาทำเป็นอาหาร  เช่น แกงจืด (15-20 ใบต่อ 1 ท่าน)

                 2.นำมาพอกตาสำหรับคนที่ดวงตาเป็นต้อ  ดวงตาอักเสบ  ตามัว  นำใบยาประมาณ 7-8 ใบ  มาขยี้ หรือใช้ครกตำก็ได้ บีบน้ำยาใส่ที่ดวงตา  แบ่งใบยาเป็น 2 ส่วน พอกไว้  20-30  นาที  ค่อยล้างออก  ผลที่ได้รับคือ  ดวงตาจะสว่างขึ้น  แผลต่าง ๆ จะหายไป รวมทั้งต้อด้วย  ถ้าท่านใดเป็นมาก  ควรทำไว้สักระยะหนึ่ง 

                  3. ท่านที่เป็นริดสีดวงทวารหนัก  ควรทานใบสด  และควรนำใบยามาขยี้หรือตำให้ได้พอเหมาะยัดใส่ทวารหนัก  จำทำให้แผลหายเร็ว  ติ่งที่โผล่ยุบเลือดที่ออกก็จะหยุด  

                  การเก็บรักษาให้ได้นาน ถ้ามีใบยาที่แก่และเหลือง  นำมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง  นำมาปั่นหรือตำก็ได้  บีบน้ำยาใส่ถ้วย  นำไปนึ่งให้สุกปล่อยให้เย็นแล้วใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บไว้ใช้ได้นาน  ถ้าเป็นงูสวัด และแผลต่าง ๆ  ใช้น้ำยาทา  หรือนำใบยาสดมาตำพอกก็ได้  ตากแห้งทำใบชาได้

              จากข้อมูลเหล่านี้ครูนกคงต้องนำพืชชนิดนี้ไปแนะนำกับเด็กๆชุมนุมอนุรักษ์พืชสมุนไพรในท้องถิ่นภาคใต้ แม้จะไม่ใช่พรรณไม้บ้านเรา  
อ้างอิงจาก

-  ว็บไซด์คมชัดลึก

-  เว็บไซด์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล