ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา...

ผมรู้สึกถึงความขยาดในใจที่เกิดขึ้นกับไม่ได้

ในการขึ้นเวที..นำเสนอผลงานวิชาการ....ผลการดำเนินงานโครงการ

มีหลายครั้งหลายหนที่ผมไม่ยอมขึ้นเวที...จากผู้จัดที่ร้องขอให้ผมขึ้น

หรือความรู้สึกที่ผมไม่อยากนำเสนอผลงาน....ทั้งที่ชีวิตที่ผ่านมา...

ผมชอบที่จะเล่าเรื่องราว...ประสบการณ์หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่นๆ ในการทำงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวทีที่มีอาจารย์วิพากษ์ผลงาน

 

 

งานของผมพักหลังๆ...เหมือนกับเอาคอของผมพาดขึ้นเขียง

อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่มีผลต่อผมมาก คือ...”อัตตา”

ใบประกาศเกียรติคุณ...โล่รางวัล...ชื่อเสียงที่ผมได้รับมาในอดีต…

อัตตา...ที่เหมือนเช่น...ของเล่นของเด็ก...

 


 

มาดามแมรี คูรี และสามีเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

ทั้งสองอุทิศชีวิตของตน เพื่อการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะมาดามคูรี ที่ต้องสัมผัสรังสีต่างๆ เป็นระยะเวลานานจนสุขภาพทรุดโทรม

ผลงานวิจัยทางเคมีอันยอดเยี่ยมทำให้เธอได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย แต่มาดามคูรีกลับไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเหรียญรางวัลและเกียรติยศชื่อเสียงเหล่านั้นเท่าใดนัก

 

 

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนของมาดามมาเที่ยวที่บ้าน พอเข้าประตูมาก็เห็นเหรียญรางวัลต่างๆ กองอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด

เขาแปลกใจมากจึงถามมาดามคูรีว่าเกิดอะไรขึ้น และเธอก็เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะไปเก็บเหรียญรางวัลเหล่านั้นขึ้นมา

ในระหว่างรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน พวกเนาสนทนากันเรื่องข่าวที่ว่า มาดามจะได้รับรางวัลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้เป็นรางวัลใหญ่ไม่ใช่เล่น!

เพื่อนคนนั้นเอ่ยกับมาดามว่า เขาอยากจะขอดูเหรียญรางวัลอันล่าสุด ซึ่งเป็นเหรียญทองที่ได้รับจากราชสมาคมแห่งราชวงษ์อังกฤษ แต่ที่ไหนได้ มาดามกลับชี้มือไปที่เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่นั่งเล่นอยู่ตรงหน้าโซฟาแล้วบอกว่า

“เด็กถือเล่นอยู่นั่นยังไง คุณไปดูสิ”

ในที่สุดเพื่อนก็รู้แล้วทำไมเหรียญรางวัลจึงได้วางกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น เพราะเขาเห็นกับตาตัวเองว่า แม่หนูน้อยกำลังเอาเหรียญรางวัลเหรียญนั้นไปทำเป็นล้อรถกลิ้งเล่นไปมาอยู่ที่พื้น

เขาถามมาดามด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ “เหรียญรางวัลล้ำค่าเช่นนี้ เป็นเกียรติยศอันสูงสุดที่คนทำงานอย่างพวกเราใฝ่ฝันอยากจะได้มา เอาไปให้เด็กเล่นเป็นของเล่นได้อย่างไรกัน !?

 

 

มาดามคูรีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ก็เพราะเกียรติยศชื่อเสียง ฉันจึงไม่เก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอม เพราะฉันหวังจะให้เด็กเข้าใจตั้งแต่ยังเล็กๆ ว่า เกียรติยศชื่อเสียงก็คล้ายกับของเล่นที่นำความสุขมาให้เขาในเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น จะใช้ชีวิตอยู่กับมันตลอดไปไม่ได้ มิฉะนั้นแล้ว ต่อไปไม่ว่าจะทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จได้ยาก”

 

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา...

ผมจำเป็นต้องนำเสนอผลงานการทำงานชิ้นหนึ่งของหน่วยงาน...

เป็นเวทีบังคับที่ต้องให้ขึ้นเวที...เพราะหน่วยงานได้ทุนสนับสนุน... และเป็นตัวแทนระดับอำเภอ

มีการประกวดการนำเสนอผลงานด้วย...ทำให้ผมรู้สึกสูญเสียความมั่นใจไปอีกเท่าตัว...

 

 

แต่อย่างไรต้องขึ้น...แต่คราวนี้ของผม...ผมได้นำทีม อสม. ขึ้นเวทีด้วย...รวมเป็น 4 คน บนเวที

อสม.ของผมมีความตื่นเต้นไม่น้อยที่ต้องขึ้นบนเวที...และต้องพูด...บนเวที ณ โรงแรมในตัวจังหวัดแห่งหนึ่ง

ผมก็พลอยรู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย...ผมมองเห็นความสามารถและศักยภาพของ อสม.

เวลานั้น...โลกของผม คือ ทางผ่านจริงๆ ...ที่ทางที่ผ่านนั้น...เต็มไปด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน

 

 

อาจารย์วิพากษ์ให้คำแนะนำ...อาจารย์ 4 ท่าน ก็ให้มุมมองที่เป็นประโยชน์และเติมเต็มแตกต่างกันออกไป

ผมรู้สึกว่า...ในใจของผมนอบน้อมกับความสำเร็จและความล้มเหลว

ทำให้ผมกลับมาทบทวนตนเองอีกครั้ง...กับการก้าวสู่ยุทธจักรการนำเสนอผลงานอีกครั้ง

 

 

ผมไม่ได้ทำมัน เพียงแค่ได้รับเกียรติยศชื่อเสียง...ที่คล้ายกับของเล่นที่นำความสุขมาให้ผมในเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น

แต่ในใจลึกๆ ...ผมใช้ชีวิตอยู่กับมันด้วยความรัก

ความรักที่จะให้โอกาสตนเองได้เรียนรู้

และหยิบยื่นโอกาสให้ผู้อื่นเรียนรู้ด้วย

สำหรับความวิพากษ์และวิจารณ์....มันก็เป็นแค่ทางผ่านสู่การเรียนรู้

เรียนรู้ที่จะฝึกฝนใจให้นอบน้อมถ่อมตนกับความสำเร็จและความล้มเหลว

 

 

ความสำเร็จและความล้มเหลว

ผมเพิ่งตระหนักว่า...มันเป็นเพียงสิ่งบางๆ เท่านั้น...ที่จะแยกมันออกจากกัน

และสิ่งบางๆ นั่นที่ผมส่องกระจกดูเงาของมัน

นั่นก็คือ “ใจ” ที่ผมจะเลือกว่า...ผมจะอยู่ฝั่งใด

ระหว่าง “ความสำเร็จ” หรือ “ความล้มเหลว”