"เธอรู้ไหม ริคบล็อก (block) ฉันจากเฟสบุ้คของเขา" เพื่อนสนิทฉันเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แสดงถึงความไม่พอใจอย่างมาก ขณะที่เรานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งเมื่อวันก่อน
"อ้าวเหรอ ทำไมล่ะ? แล้วเธอรู้ได้ไงว่าถูกบล็อก" ฉันถามกลับ
"จู่ๆ ชื่อเขาก็หายไปจากชื่อเพื่อนในเฟสบุ้ค ค้นหาก็ไม่ได้ ทุกการติดต่อสนทนาที่ผ่านมาก็หายไปหมด ฉันทดลองดูด้วยตนเองจึงรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่เราบล็อกใครสักคน" ฉันรับฟังคำอธิบายของเพื่อนสาวอย่างตั้งใจ เธอคบหากับริคมานานมาก แต่แล้วทั้งสองก็มีอันต้องเลิกลากันไปด้วยหลายเหตุผล ตอนนี้ต่างคนต่างก็มีคนใหม่มีวิถีของตัวเองแต่ก็ยังคงติดต่อกันอยู่บ้างในฐานะคนรู้จัก
"มันอาจเป็นอุบัติเหตุและไม่ได้ตั้งใจ" ฉันกล่าวอย่างเป็นกลางเพราะริคก็เป็นเพื่อนของฉันด้วยเช่นกัน
"เธอรู้ไหมว่าจะบล็อกใครสักคนได้ เขามีคำถามซ้ำเพื่อยืนยันด้วยนะ" เธอกล่าวต่ออย่างมั่นใจ
"ฉันปิดเฟสของฉันไปแล้วเธอก็รู้...เออว่าแต่เป็นเพราะริคปิดเฟสของเขารึเปล่า?" ฉันยังไม่ละความพยายาม
"เปล่าฉันลองโทรไปแซวเขาแล้ว ทำเป็นเบลอๆ ไม่รู้ว่าถูกบล็อก ถามเขาว่าปิดเฟสรึเปล่าเพราะเห็นแต่รูปเป็นเงาๆ ไม่ใช่รูปที่เคยเป็น เขาก็บอกว่ายังไม่ได้ปิด ฉันลองใช้เฟสคนอื่นค้นหาชื่อของเขาก็ยังเจอ ที่สำคัญ...ในเมื่อเฟสของฉันหายไปจากรายชื่อเพื่อน เขายังไม่เดือดร้อนถามมาสักคำ" เธอยังเจื้อยแจ้วตอบ
"ร้ายนะเธอ..." ฉันค่อน "แต่ริคก็ยังคงรับโทรศัพท์เธอนะ" หล่อนได้แต่พยักหน้ารับ
ว่ากันว่าผู้หญิงใจเด็ดกว่าผู้ชายในเรื่องความสัมพันธ์ ฉันคิดว่ามันคงเป็นข้อยกเว้นในกรณีนี้เพราะแม้ว่าเลิกกันไปแล้วเพื่อนของฉันก็ยังคงใช้เฟสบุ้คเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารดูความเป็นไปของอดีตกิ๊กอีก
..

..
"ที่ชวนออกมาคุยก็จะคุยเรื่องนี้ว่างั้น?" ฉันถามเพื่อนเป็นเชิงล้อเล่น
"เปล่า...ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ คิดถึงเธอด้วย ไม่ได้เจอกันหลายสัปดาห์แล้วนะ...แต่ฉันรู้สึกโกรธริคน่ะ ทำไงดีเธอ?"
"แน่ใจว่ารับคำตอบของฉันได้?...ฉันถามย้ำกับเพื่อนสนิทพร้อมรอยยิ้ม
"ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้ทุกอย่างในอดีตอยู่ในที่ที่มันเคยอยู่" ฉันตอบหลังจากหยุดคิดพักหนึ่ง "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ" ฉันกล่าวประโยคฮิตติดปากตัวเองอีกครั้ง
"ปล่อยริคและเรื่องราวทุกอย่างของเขาไว้กับเวลาที่ผ่านเถอะ แล้วต่างคนต่างใส่ใจกับคนที่อยู่ตรงหน้า จากที่เธอเล่ามาริคคงต้องการเช่นนั้น เธอเองก็มีเบ็นอยู่แล้วและก็เกรงใจเบ็นเขาด้วย..เอาเวลาที่มีอยู่กับเบ็นทั้งหัวใจและทำสิ่งดีๆ ร่วมกันดีกว่า เพราะยังไงเธอกับริคมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว จะมามัวนั่งดูเฟสบุ้คของเขาอีกทำไม เหมือนซีรีย์เกาหลีที่เราชอบดูด้วยกันเมื่อก่อน ไม่ว่ากี่ครั้งที่ดูจะกี่เรื่องต่อกี่เรื่อง จะหัวเราะร้องไห้ไปกับดราม่า แต่มันก็จบหลังปิดทีวี มันก็เป็นชีวิตคนอื่นที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา ริคตอนนี้ก็เป็นเหมือนตัวละครเหล่านั้น เธอว่าไหม?"
"ริคเปลี่ยนไปมากจริงๆ" เพื่อนของฉันยังคงรำพึงถึงคนรักเก่าที่เริ่มคบกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
"เราเปลี่ยนกันทุกคนนั่นแหละเมื่อเวลาผ่านไป จะให้เป็นเหมือนเดิมนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก แม้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จะให้เขาปฏิบัติกับเราเหมือนตอนรักกันใหม่ๆ ก็คงทำไม่ได้ วันเวลาทำให้ทั้งเราและเขาโตขึ้น เข้มแข็งขึ้น มีเหตุผลในชีวิตมากขึ้น เราใช้สมองสั่งการมากกว่าหัวใจ แค่นี้ทุกอย่างก็ต่างไปแล้ว"
"ฉันยอมไม่ได้น่ะ ริคทำเหมือนฉันไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย อย่างน้อยคนเราก็เคยรักกันมา ตอนเราเลิกกันก็บอกจะเป็นเพื่อนกันอยู่ เขาคงกลัวว่าฉันจะไปสร้างความเดือดร้อนให้เขา" เธอกล่าวต่อ
"รักน่ะเคยรัก ความหมายนะเคยมีเหมือนฝนที่เคยตก ตอนนี้ฝนหยุดแล้ว รักที่มีต่อเธอ ความหมายของเธอก็เปลี่ยนไปแล้วสำหรับเขา แหม...เธอเองก็ทำกับเขาไว้น้อยซะเมื่อไหร่ล่ะ เธอบอกเลิกเขาก่อนนะจ้ะ...ฉันจำได้" ป๊าบ...ฉันถูกตีที่แขนจากการไปจี้จุดใจดำของเธอ
"ที่เธอโกรธ...ไม่ใช่สิ่งที่ริคทำ แต่โกรธเพราะอีโก้ของเธอถูกตบหน้าอย่างแรง" ฉันตอบไปด้วยคำพูดตรงๆ หลังจากที่ชั่งใจว่าเพื่อนรับได้ "เธอโกรธเพราะความคิดที่ว่าริคไม่ควรทำกับเธออย่างนี้ เขาเคยเป็นแฟนเธอ..เพราะการยึดติดในความเป็นเธอที่จะต้องมีคนยอมรับ เธอจะต้องมีความหมายสำหรับเขา แต่บังเอิญริคไม่ได้เป็นดั่งใจเธอคิด...หากคนที่บล็อกเฟสของเธอเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนที่เธอไม่เคยพบมาก่อนแต่มาแอ๊ดเป็นเพื่อน เธอคงไม่มานั่งคุยกับฉันเรื่องนี้ใช่ไหม?"
"อย่าให้ความคิดเกี่ยวกับริคมาทำร้ายตัวเธอเองเลยนะ ปล่อยความคิดนั้นไปเสีย ปล่อยริคไปตามทางเขาเถอะนะ" ฉันกล่าวด้วยใจที่หวังดีอย่างเต็มเปี่ยม
..

..
เราคุยกันอีกสักพักแล้วก็แยกย้ายกันไปทำธุระของวันหยุดสุดสัปดาห์ นึกถึงตัวเองที่ผ่านมาฉันเองก็ปล่อยให้อดีตมารบกวนชีวิตตัวเองอยู่นาน กว่าจะทำใจได้กับความเจ็บปวดที่ตัวเองเผชิญที่ผ่านมาก็ใช้เวลาพอสมควร ฉันไม่พอใจแม้กระทั่งการเห็นคนรักเก่าไม่แสดงอาการเสียใจกับการเลิกราของเราในแบบที่ฉันคิดว่าเขาจะเป็นเพราะตอนนั้นเขาเป็นผู้ใหญ่กว่า มีสติมากกว่า...
แต่งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกลา และความโกรธความไม่พอใจก็หายไปจากใจฉันในที่สุดเมื่อฉันปล่อยเขาออกไปจากชีวิตได้เหมือนว่าวที่สายป่านขาด นอกจากปล่อยเขาไปแล้ว ฉันยังปล่อยคำว่า "รักนิรันดร์" ให้ออกไปจากความนึกคิดของตัวเอง ให้มันมีอยู่เพียงในเพลง ในละครดราม่า ในหนังโรแมนติก ในหนังสือนวนิยาย และในคนที่หลอกตัวเองเท่านั้นพอ
ฉันไม่รู้ว่าเพื่อนของฉันจะทำได้ไหม ฉันภาวนาให้ความสงบเย็นแทรกตัวเข้าไปแทนความรุ่มร้อนในใจของเธอเสียที ฉันก็พูดไปตามความจำที่ได้อ่านมาจากคอลัมน์ปุจฉา วิสัชนา ที่มีคนเขียนไปถามพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ว่าจะตัดใจอย่างไร หากสามีไปมีผู้หญิงอื่นเพราะผู้ถามรู้สึกทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พระอาจารย์ไพศาลท่านตอบว่า
"ความยึดมั่นในตัวกู สามารถทำให้คุณทุกข์ได้ เพราะตัวกูนั้นอยากให้คนรัก คนชื่นชม คนสรรเสริญ พอมีใครรัก ตัวกูก็พองโต แต่พอเขาคลายความรักหรือตีจาก ตัวกูก็แฟบเหี่ยว รู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตัวกูอย่างนี้เป็นกิเลสที่ชื่อ "มานะ" เป็นตัวการใหญ่ที่ก่อทุกข์ หากไม่อยากทุกข์ ก็อย่าให้กิเลสตัวนี้ครองใจ เพราะมันจะทำให้คุณคอยแสวงหาคำชื่นชมและความรักมาปรนเปรอตนจนถึงขั้นเสพติดหรือเป็นทาสมัน พอขาดมันเมื่อไหร่ก็ทุรนทุราย เหมือนคนติดยาที่ไม่มียาให้เสพ นั่นไม่ใช่หนทางแห่งความสุขที่แท้จริง"
กลับมาถึงบ้านเพื่อนส่งอีเมลล์มาขอบใจพร้อมนัดเจอครั้งต่อไป ความจริงฉันอยากยกพุทธพจน์มาเป็นคำคมตบท้ายในอีเมลล์ที่ตอบกลับว่า "คนเราไม่ควรหวนคิดถึงอดีต และไม่ควรคำนึงถึงอนาคต แต่ว่าความรู้แจ้งเห็นจริงอยู่กับปัจจุบัน" แต่นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนของฉันไม่ใช่ชาวพุทธ ก็เลยใช้คำพูดของไอนสไตน์แทนว่า "Learn from yesterday, Live for today and Hope for tomorrow" และไม่ลืมที่จะ bold กับ underline คำว่า "Live for today"
ด้วยรัก
เขาที่เพิ่งเจอกับเธอที่มาก่อน - ABnormal
http://www.youtube.com/watch?v=YoiqGMzF5PE
เมื่อเจอปัญหา หยุดคิดสักนิด เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตเปลี่ยน
เห็นด้วยกับคุณมะเดื่อ ผู้ใจดี ครับ
ขอบคุณอีกเรื่องใกล้ตัวที่อ่านแล้วน่าคิดพิจารณาคะ..ในวันที่เข้าเฟสบุ๊คไม่ได้ ก็รู้สึกตัวเองโหวงๆ พิกล แต่อีกด้านหนึ่งก็เบาสบาย ที่ตัวตนลดไปได้หน่อยนึง :)
แทงเข้าที่ใจ...
ของคนหลายคน
พี่ด้วยค่ะ
ชอบใจอย่างแรงค่ะน้องปริม
เคยโดนบ่อยโดยไม่รู้ตัว อยู่ดีๆก็ถูกลบออกจากความเป็นเพื่อน
ไม่ได้โกรธ....และไม่เสียดายด้วยที่จะบล็อกคนๆนั้นออกไปด้วย.....
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ปณิธิ
ขอบคุณที่มาแวะให้กำลังใจกันอย่างสม่ำเสมอค่ะ ;)
ฝันดีค่ะคืนนี้
"Learn from yesterday, Live for today and Hope for tomorrow"
I love you Khun Prim.
สวัสดีค่ะคุณพี่ kunrapee,
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อคิดดีดีในค่ำคืนนี้ค่ะ
แค่หยุดได้ก็สำเร็จแล้วค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณท่านอาจารย์ชยันต์ที่มาให้กำลังใจเช่นเคยค่ะ
ฝันดีนะคะท่านอาจารย์
สวัสดีค่ะคุณมะเดื่อ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกออนไลน์มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากขึ้นในตอนนี้ค่ะ แต่อย่างคุณมะเดื่อว่า พยายามเดินทางสายกลางดีที่สุด
ขอบคุณข้อคิดดีดีนะคะ ;))
ฝันดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอ ป.
ตอนนี้ไม่มีการติดเฟสค่ะ เพราะปิดไปบัญชีเดิมไปแล้ว หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ในอนาคตค่อยว่ากันอีกที
แค่การจราจรบนโลกออนไลน์ลดลงไปหนึ่งคน คงไม่มีคนสังเกตค่ะ ;)
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะพี่หมอภูสุภา
ไม่ทราบส่วนใดมีหนามแหลมคมสามารถแทงพี่หมอได้คะเนี่ย
:))))
ด้วยรักค่ะ
สวัสดีค่ะ krugui,
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอนะคะคุณครู ทุกอย่างไม่จีรังจริงๆ ค่ะ แม้แต่มิตรภาพบนเฟสบุ้ค ;))
ฝันดีค่ะคุณครู
สวัสดีค่ะคุณ Bright Lily,
ขอบคุณดอกกุหลาบสวยงามมากๆ ที่ส่งมอบเป็นกำลังใจ
รับไว้ด้วยรักเช่นกันค่ะ
ฝันดีค่ะ
ขอบคุณกำลังใจจากกัลยาณมิตรทุกท่านที่ส่งผ่านมายังบันทึกนี้ค่ะ
ขอบคุณที่มาอยู่กับปัจจุบันด้วยกันค่ะ เราจะมีความสุขมากขึ้นหากเราปล่อยอดีตให้เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วเหมือนว่าวสายป่านขาด ที่เราจำก็คงเป็นเพียงทักษะการเล่นว่าวเพื่อเล่นว่าวตัวใหม่ในปีต่อไปค่ะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
ในบางครั้งเราเลือกที่จะอยู่ในโลกความฝัน ดูหนังดูละครอิน_ไปกับเพลงที่ชอบเพียงเพื่อเอาตัวเองออกมาจากโลกแห่งความเป็นจริงที่บางครั้งทำให้เราทุกข์ใจ...แต่มันแค่ช่วงสั้นๆ เพลงจบ หนังเลิกทุกอย่างก็เหมือนเดิม แต่อย่างน้อยดีกว่าต้องจมกับความทุกข์ซ้ำๆ....ดีสุดคงไม่พ้นยอมรับความจริงอย่างมีสติ
เพียงเฉยชา อาจเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าคำบริภาษหลายเท่านัก!..ใจคนก็แค่ก้อนเนื้อ ใช่เหล็กไหล...ความไม่เดียงสาได้ทำลายคนบริสุทธิ์มานักต่อนักแล้ว...กว่าจะสำเหนียก ก็สายเกินไป
อ่านแล้ว ดึงอารมณ์ไว้ที่หัวใจเลยครับ เพิ่งเกิดประสบการณ์นี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาครับผม ขอบคุณมากครับ