ตู้โทรศัพท์สาธารณะ จะมีสักกี่คนที่ยังใช้บริการอยู่ในยุคปัจจุบันนี้

เวลาเที่ยงครึ่่ง ของวันทำงาน ณ บริษัทแห่งหนึ่ง

เวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่พักผ่อนกับกิจกรรมหลังอาหารมื้อเที่ยง

คุณเอ ประธานกรรมการของบริษัทก้าวออกจากห้องทำงานและเดินมาที่รถยุโรปคันงามด้วยอาการรีบเร่ง

รถถูกสตาร์ทและขับเคลื่อนออกไปจากประตูของบริษัทอย่างช้าๆ

ผ่านไปไม่ถึง 50 เมตรรถคันงามก็ส่งสัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายและค่อยๆ จอดที่ข้างทาง  

คุณเอลงจากรถและเดินตรงมายังตู้โทรศัพท์สาธารณะสภาพไม่น่าจะใช้การได้ใกล้ๆกันนั้น พร้อมกับเอามือตบไหล่ชายหนุ่มร่างเล็กที่กำลังหยอดเหรียญลงในช่องหยอดเหรียญของโทรศัพท์

"จะโทรศัพท์เหรอ เอาของผมไปใช้สิ"  คุณเอพูดพลางยื่่นโทรศัพท์มือถือส่วนตัวให้ชายหนุ่มร่างเล็กที่อยู่ในชุดยูนิฟอร์มของบริษัท  ด้วยความตกใจชายร่างเล็กรีบยกมือขึ้นไหว้ทักทาย และรับโทรศัพท์ที่เจ้าของบริษัทยื่นมาให้ด้วยความประหม่า

"คุณจะโทรเบอร์อะไรล่ะ เดี๋ยวผมกดให้" คุณเอสังเกตเห็นอาการงุนงงของพนักงานเมื่อได้รับโทรศัพท์ที่ไม่มีแป้นกดเป็นตัวเลขให้กดเหมือนโทรศัพท์ทั่วไป จึงยื่นมือไปรับโทรศัพท์กลับมาพร้อมกับขอเบอร์โทร 

" คุยตามสบายนะ ไม่ต้องรีบ "   คุณเอกล่าวเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มได้เริ่มคุยสายกับปลายทางแล้ว

เวลาผ่านไปไม่ถึงนาที การสนทนาทางโทรศัพท์ก็เสร็จสิ้น แต่การสนทนาโดยบังเอิญระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเพิ่งเริ่มต้นขึ้น..... ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นทั้ง 2 ก็แยกย้ายกันไปคนละทาง

เช้าวันถัดไปภายในห้องประชุมใหญ่ของบริษัท ประโยคแรกที่คุณเอกล่าวเปิดการประชุมก็คือ "พวกคุณในที่นี้ คิดว่าตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างหน้าบริษัทเรายังจะมีคนใช้อยู่ไหม?"  

หลายคนงงกับคำถาม และเพิ่งจะคิดตามได้ว่า ที่หน้าบริษัทยังมีตู้โทรศัพท์สาธารณะตั้งอยู่ด้วยนะ

จากประโยคเริ่มต้นนี้เอง ทำให้ที่ประชุมรับรู้ว่า ยังมีพนักงานที่่ไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ และต้องเจียดค่าอาหารกลางวันบางส่วนเพื่อใช้โทรศัพท์คราวละ 10-15 บาท เพื่อให้กำลังใจภรรยาที่อยู่กับลูกน้อยแรกเกิดเพียงลำพังที่บ้าน

 การจะช่วยให้เขาได้ใช้โทรศัพท์ที่สะดวก ประหยัด และคุยได้นานกว่านั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย หลายคนในที่ประชุมเสนอไอเดียหลากหลายรูปแบบเพื่อจะช่วยพนักงานร่างเล็กนี้  

แต่เรื่องที่ยากอยู่ตรงที่เราจะรู้สึกถึงความทุกข์ของผู้อื่นได้เหมือนกับที่คุณเอสัมผัสได้อย่างไร   ....