ผมได้เกิดแนวคิดในการทำหลังคาบ้านให้กลายเป็นนาสวนไร่มาแต่เมื่อทำงานอยู่ สรอ. (ประมาณ พศ. ๒๕๓๓ เห็นจะได้) ได้โพสต์แนวคิดนี้ไว้ในกลุ่มสนทนา soc.culture.thai (เป็นภาษาประกิด)
ต่อมา พศ.ประมาณ ๒๕๔๕ ได้นำเสนอต่อ ศ.ดร. เพื่อนเก่าที่เป็นสถาปนิกชื่อก้องประเทศ ที่ออกทีวีบ่อยๆ คราที่พบกันโดยบังเอิญในการประชุมวิชาการแห่งหนึ่งในโรงแรมหรู (ภาษีประชาชน)
เพื่อนแสดงท่าตื้นเต้นอย่างเห็นได้ชัด บอกว่า ดีมากๆ เพิ่งเคยได้ยินวันนี้เอง พร้อมบอกว่า เดี๋ยวจะเอาไปขยายผล (เพื่อนเขาอยู่ในวงวิชาการด้านนี้ เป็น ศ.ดร. ในม.ดังที่สุด หากมีใครคิดไว้ก่อนนี้ เพื่อนคงรู้ และท้วงเราแล้วแหละว่าไม่ใช่ของใหม่)
แนวคิดผมคือ หลังคาบ้านในเมืองนั้น อย่าทำเป็นจั่ว แต่ให้ทำเป็นปูนเรียบ แล้วทำเป็นอ่าง เอาดินไปถม แล้วเอาข้าว ผัก ไม้พุ่มไปปลูก จะทำให้มีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีผักกิน และทำให้หลังคาเย็น ซึ่งทำให้บ้านเย็นลงด้วย
ปลากดว่า วันนี้ ญี่ปุ่นมันเอาไปทำแล้ว จนได้รับการชื่นชมไปทั่วโลก ทั้งที่ผมคิดไว้ก่อนญี่ปุ่น ๒๐ ปี
เรื่อง GHP (gross happiness product) ผมก็คิดไว้ก่อนเจ้าชายจิ๊กมี แห่งภูฐาณ ประมาณ ๒๐ ปี มีบันทึกไว้ใน soc.culture.thai เช่นกัน (แต่วันนี้ผมกลับไปค้นหาด้วย key word กลับหาไม่เจอ) ส่วนเรื่องเสนอให้ประเทศไทยเราเป็นประเทศแรกในโลกที่รัฐบาลกำหนดให้การเกษตรชีวภาพเป็นกฎหมาย รธน. ก็ได้เสนอไว้ประมาณสิบปีก่อนนี้ แต่วันนี้ภูฎาณของท่านจิ๊กมี ก็แซงหน้าเรา เอาไปก่อนแล้ว ....กลายเป็นชื่อเสียงไปทั่วโลก
ยังไงก็ขออนุโมนทนา ขอให้สำเร็จ เป็นผู้นำโลกสู่การ”หลุดพ้น”ต่อไป (และแอบอิจฉาอยู่กลาย ๆ ว่าทำไมมีผู้นำทางการเมืองฉลาดปานนี้)
...คนถางทาง (๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๕)
วันนี้ปลื้มใจน้อยๆ ที่มีอดีต รมต. บอกว่าได้อ่านแล้ว ชอบมาก จะเอาไปบอกต่อยังท่านผู้ว่ากทม.
เขียนอีก ค่ะ อาจารย์ ชอบอ่าน ตอนนี้ทำไม่ได้ก็เก็ไว้เป็นไอเดีย อ่านสนุกดี ชอบ ชอบ