ตามที่ผมได้เสนอให้ทำการชลประทานในตัวเองด้วยการขุดคูน้ำรอบนา ซึ่งจะทำให้เรามีน้ำพอที่จะทำนาปีละสามครั้งได้สบายๆ  นั้น   เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นวิศวโยธา อดีตผู้บริหารระดับสูงกฟผ.  ท่านเตือนว่าการขุดคูลึก ๒.๕ เมตร อาจทำให้ดินถล่มได้  ผมก็ตะแบงไปว่า สามารถป้องกันได้ด้วยเทคโนโลยีง่ายๆ เช่น ปูพลาสติก กระจายแรงด้วยตาข่ายในล่อน และ รับแรงเป็นจุดๆด้วยระบบค้ำยัน 

 

อีกชั่วโมงต่อมา ผมมาได้คิดใหม่ว่า มีวิธีง่ายกว่านั้นอีก คือ แทนที่จะขุดคูน้ำริมขอบนา (๑ ไร่) ที่เส้นรอบรูปยาวตั้ง ๑๖๐ เมตร  ผมจะเปลี่ยนมาขุดสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ใจกลางนาแทน  (หรือรูปวงกลมก็ยิ่งดี ประหยัดเส้นรอบรูปได้มากกว่าเสียอีก )   โดยสระนี้จะลึกประมาณสามเมตร กว้างยาว ๒๐ เมตร  (เส้นรอบรูป ๘๐ เมตร)  ที่ขอบสระเราไม่ขุดลงในแนวดิ่งแต่ทำเป็นผนังลาดชันประมาณ ๔๕ องศา  แบบนี้สระตรงกลางก็เก็บน้ำได้ประมาณ ๘๐๐ ลบ. ม. โดยไม่เกิดการพังของตลิ่ง    (ว่าไปแล้วเราทำแบบนี้ที่คูริมนาแบบเดิมก็ได้ แต่มันจะเสียพื้นที่ปลูกข้าวมากเกินไปเท่านั้นเอง) 

 

สำหรับดินที่ขุดขึ้นมานั้นส่วนหนึ่งเอามาถมเป็นขอบสระที่ยกให้สูงขึ้น (บาราย)  ปกติเราจะเปิดช่องประตูบารายให้น้ำไหลลงสระได้ แต่พอมันล้นระดับพื้นนาแล้วเราก็ปิดประตู ถ้ามีน้ำมากขึ้นเราใช้วิธีสูบน้ำเข้าสระ (ข้ามบาราย  น้ำในสระจะได้เพิ่มปริมาณ) ยกระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

จากนี้ไปก็เกือบเหมือนกับระบบที่ได้เสนอมาแล้ว คือเราเลี้ยงปลาในสระสี่เหลี่ยมนี้ พร้อมสาหร่าย  สูบน้ำจากสระออกไปบำบัดในนาข้าวรอบนอก แล้ววนเวียนน้ำสะอาดกลับลงสระ  ทั้งข้าวและปลาต่างก็ช่วยกันแบบวินๆ ด้วยกันทั้งคู่

 

เราตั้งเป้าว่ามันจะสมดุลแบบไม่ต้องให้อาหารทั้งปลาและข้าว   ไม่ต้องให้ยาทั้งปลาและข้าว  ปลากินสาหร่ายและไรน้ำจากใบไม้ริมสระที่หล่น  ข้าวกินอึปลา พร้อมช่วยบำบัดน้ำเสีย กลายเป็นน้ำสะอาดกลับคืนสู่บ่อปลา   วนเป็นวัฎจักร 

 

สำหรับการสูบน้ำจากบ่อไปลงนานั้น ให้สูบไปลงที่มุมนาด้านหนึ่ง แล้วต่อท่อจากหัวมุมนาด้านตรงข้ามมาลงในสระ  แบบนี้น้ำสกป. จะไหลจากหัวมุมนา ผ่านต้นข้าวทั้งหมด (โดยไม่ลัดวงจรเสียก่อน)   ซึ่งข้าวจะทำการดูดซับบำบัด แล้วไปออกที่อีกมุมนาหนึ่งที่ตรงข้าม แล้วไหลผ่านท่อ PVC ไปลงสระ 

 

...คนถางทาง (๑๑ ตค. ๒๕๕๕)