วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

เช้านี้ตื่นขึ้นมาที่บ้านพ่อแม่ ตั้งใจกับตนเองว่า “จะไม่ไปทำงานสายอีกแล้ว”

ทราบว่าแม่และน้าจะรีบไปสวนเพราะที่บ้านจ้างชาวบ้านปลูกมัน จึงเป็นโอกาสให้หนูได้แวะไปส่งทั้งสองท่านก่อน ที่บ้านเปิดโอกาสให้หนูใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มากเลยค่ะครู ไม่ว่าที่บ้านทำอะไรอยู่ลำบากแค่ไหน แต่ทุกท่านก็ให้โอกาสหนูใช้ชีวิตอย่างที่ตั้งใจอย่างเสียสละค่ะครู แต่หนูก็ยังทำได้แค่นี้บางทีก็รู้สึกแย่กับตนเองเหมือนกัน ขับรถไปถึงสวนก็เป็นเพิงไม้ที่พี่เขยทำเอง ที่โยกน้ำบาดาล หนูเห็นแล้วคิดถึงชีวิตสมัยเด็กหนูชอบมากที่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ พี่เขยเก่งมากท่านเอารถไถเก่าของพ่อมาต่อเพื่อต่อไดท์น้ำขึ้นมาใช้เวลาเร่งรีบเจ้าค่ะ

ดูเหมือนน้องน้ำตาลหลานสาวหนูจะสอบวิถีชีวิตแบบนี้ ที่ตื่นขึ้นมาท่ามกลางสวน ไม่มีไฟฟ้า แต่ว่ามีห้องน้ำสะดวกสบาย มีสายหมอก เมื่อคืนฝนก็ตกหนักค่ะ เห็นแล้วก็รู้สึกอบอุ่นกับความสุขของครอบครัวแบบนี้ เหมือนท่านเจอความสุขในชีวิตบนทุกอย่างที่ยังคงดำเนินไปของวิถีชีวิตค่ะ หนูนั่งลงทานข้าวเพราะรู้สึกว่า แม่มีความเสร็จที่ได้เห็นลูกนั่งลงทานข้าวที่ท่านเป็นคนเตรียมให้ ทานเสร็จแล้วก็ขับรถออกมาผ่านหมูบ้านเกิดของหนู เห็นแม่ชีสองรูปเดินบิณฑบาตใจรู้สึกอนุโมทนาและจำได้ว่าเป็นแม่ชีที่หนูเคยมีโอกาสได้ขับรถไปส่งท่านที่วัดตอนงานศพคุณยาย

ใจระลึกอยากใส่บาตรจัง มีคนถือของมาเดินเร่ขายพอดีค่ะ จึงจอดรถเพื่อซื้อใส่บาตรแบบธรรมจัดสรรค่ะครู

ใจที่ร้อนรุ่มกับการเพ่งโทษตนเอง (ผิดศีลข้อ 1) มากกว่าแค่เฝ้าดูกิเลสอย่างที่ครูเมตตาสอน

พอได้วางกายนั่งลงพื้นเพื่อใส่บาตรพอแม่ชีเงยหน้ามาเจอหนูท่านเอ่ยน้ำเสียงดีใจว่า

“อ้าวพึ่งพูดถึง ถามถึงเมื่อวานนี้วันนี้มาเลยเหรอ กำลังจะไปไหนหล่ะ”

หนูยิ้ม “กำลังจะไปทำงานที่ขอนแก่นค่ะ แวะมาส่งแม่ที่สวน”

ท่านจึงให้พร ใจรู้สึกดีใจที่ได้ฝึกทำทานบ้าง เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตนเองอย่างบอกไม่ถูก ที่หนูยังรู้สึกแบบนี้เพราะไม่ยอมรับใช่ไหมค่ะครู ไม่ยอมรับข้อบกพร่องที่ครูชี้

หนูรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่รู้สึกว่า

“หนูยังจองเวรครู หนูอยากจะพ้นสภาพจากจิตใจในสภาวะนี้เสียที หนูไม่อยากจองเวรครู แต่มันก็มีเสียงของครูอีกนั่นแหละที่บอกย้ำว่า อยากจะพ้นก็ต้องบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา ถ้าไม่ทำก็หมดหนทางจะพ้นได้”

มีคนเป็นร้อยเป็นพัน ที่รอความช่วยเหลือจากครู แต่หนูกลับเป็นแค่คนเห็นแก่ตัวคนหนึ่ง ที่คอยบั่นทอนพละกำลังที่ครูมี แล้วก็ไม่ไปไหนเสียที แต่ครูก็เมตตาย้ำกับหนูเสมอว่า

ถ้ายังทำโจทย์นี้ไม่ผ่านก็จะหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกิเลสมันโต จากอาจารย์ มาจนถึงพระอาจารย์ เส้นทางที่นำไปสู่นรกมันชัดเจนและหนักหนาขึ้นเรื่อย ๆ

ระหว่างทางครูเมตตาโทรมาให้โอกาส ฝึกฝนกับตนเอง ในการ “ตัดเสื้อแม่ชีถวายครู 2 ตัว ให้เสร็จภายในวันศุกร์”

และจัดหาเสลดพังพอนตัวผู้ตัวเมียมาปลูกแถวๆกุฏิครู ตลอดเช้าเข้าประชุม ยืดยาวจนถึงตอนบ่าย ประมาณสี่โมงเย็นพาน้องฝึกงานไปสวัสดีผู้อำนวยการ ท่านแจ้งหนูว่า “มาก็ดีแล้วประชุมศูนย์ครั้งนี้ผมจะเสนอชื่อคุณให้เป็นประธานชมรมจริยธรรม ห้ามปฏิเสธว่าเรายังเด็ก หรือ ไม่เหมาะ”

เพราเป็นเหตุผลที่หนูใช้ปฏิเสธครั้งที่ผ่าน ๆมาค่ะครู

แล้วจิตหนูก็ไหลเข้าช่องเดิมที่ว่า

“หนูได้ในสิ่งที่หนูไม่สมควรได้รับอีกแล้ว ไม่เข้าใจกับชีวิตนี้จริง ๆ หนูทำกรรมอะไรมาก็ไม่รู้ค่ะครู มีผู้คนมากมายอยากได้สิ่งที่เข้ามาหาหนูโดยที่หนูเองไม่เคยขนขวาย แถมใจหนูก็ผลักไสสิ่งเหล่านั้นด้วย เสมอ ๆ เหมือนเป็นโจทย์เก่าที่ทำไม่ผ่านสักที

เรียนเภสัชเอย......

เป็น HiPPS เอย

หน้าที่ต้องคอยติดตามนายเอย.....

จนครานี้ต้องมาเป็นประธานชมรมจริยธรรม

แต่เดิมไม่ว่ามีหรือไม่มีตำแหน่งสิ่งที่หนู จะทำหนูก็ยังคงทำ แต่สิ่งที่จะไม่ทำก็ไม่ทำ

เพราะหนูใช้ชีวิตบนพื้นฐานความพอใจ คือ ราคะ มาตลอดใช่ไหมค่ะครู พอไม่เป็นไปอย่างที่วางแผนไว้หนูก็จะทุกข์และเหวี่ยง

แม้จะถอนหายใจกับตนเอง แต่ก็อดทนแล้วก็เงียบไว้ก่อนเจ้าค่ะ

 เลยได้โอกาสนัดหมายเวลาที่จะพาพี่ที่ทำงานไปภาวนาที่วัด หนูรู้สึกดีใจและพี่ ๆก็ตั้งตารอ เพราะความเห็นแก่ตัวของหนูเองที่ไม่ดำเนินการสักที มีแต่รอจังหวะ แต่ช่วงนี้เหมือนลงตัว แต่หนูก็กลัวตนเองที่เดี๋ยวกิเลสมันจะหาช่องหนีออกนอกลู่นอกทาง อันไหนทำได้ก็ทำไปก่อน ถ้าว่าตามใจกิเลสมันก็ไม่อยากทำ แต่ก็พอรู้ว่าทำแล้วก็เป็นประโยชน์ก็จะทำเจ้าค่ะ

ตกเย็นก็ยังนั่งทำงานต่อที่ทำงาน ชีวิตเดิม ๆหนูก็กลับมา ส่ง mail หาครู แล้วก็กลับบ้านด้วยอาการหมดแรง เจ้าค่ะ

หนูมีแค่ความอยากรวย แต่ไม่ลงมือทำมาหากินอย่างที่ครู เคยเอ่ยไว้จริง ๆค่ะ แต่ข้างในความรู้สึกก็ยังแน่นหนักหน่วง เป็นสัญญาณกับหนูเองว่า “ยังได้แค่คิด ไม่เข้าไปข้างในใจเจ้าค่ะ”

แล้วก็มีความอยากให้มันเข้าไป

กราบขอขมาเจ้าค่ะ