วันพฤหัสบดี ที่ 27 กันยายน 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                เผลอแป๊บเดียว 2 เดือนเข้าไปแล้วตั้งแต่วันที่ให้คำมั่นกับครู สรุปกับตนเองว่า “หนูก็ยังไม่ได้เรื่องอยู่ดีเจ้าค่ะ”

ศีล 5 ก็ยังไม่ครบ ผิดหนัก ๆ ก็ข้อ 4 และ 5 จะว่าไปก็ผิดทุกข้อ วันนี้หนูลาป่วย ด้วยใจที่อ่อนแรง เฝ้าถามตนเอง

”หนูกำลังทำอะไรอยู่”

“ถ้าแค่อยากดี อยากเด่น ก็อย่าไปวิ่งตามครูก็ท่านลำบาก”

ครูไม่ได้มีเวลามากขนาดที่มานั่งสอนหนูคนเดียวในเรื่องซ้ำ ๆ 4 ปีแล้ว มันควรจะสอนตนเองได้แล้ว ในเรื่องที่เคยผิดซ้ำ ๆ

แต่ด้วยความโง่ หนูก็ยังไม่จำ

ถ้าหนูเป็นคนคงรู้สึกท้อแท้ใจมากเจ้าค่ะ

แต่ครูก็คือ ครู ยังอดทนสอนหนู ให้ในสิ่งที่ดี ๆ สุดกับ

“ลูกศิษย์ แม้จะดื้อ หรือ โง่ ก็ตาม”

ทุกอย่างที่ทำเป็นกรรมถึงเวลาที่หนูชดใช้คงหนัก ยังไงซะก็ขอชดใช้ในชาตินี้เถอะเจ้าค่ะ

ความชั่วที่ทำไว้คงทำให้ไปไม่ดีแน่ จิตมันกลัวเสียด้วยเจ้าค่ะ

จิตมันกลัวครู แต่เหมือนมีอีกสิ่งที่กลัวขึ้นมาคือ อะไรสักอย่างที่ตอกย้ำอยู่ข้างในเจ้าค่ะครู

แต่ด้วยความโง่ก็ยังหนีอยู่เจ้าค่ะ

บ่าย ๆ เย็น ๆ ไปจัดการเรื่องโอนเงินให้พี่สาวจัดซื้อจัดหาของที่ยังขาด โทรย้ำเรื่องตะเกียงชาร์ทแบต สรุปแล้วก็เอามาอาทิตย์นี้ไม่ทันเจ้าค่ะ ศีลข้อ 4 ด่างพร้อย รับปากแล้วแต่ก็ยังทำไม่สำเร็จเจ้าค่ะ

ไปทำธุระที่เซ็นทรัล การเดินห้างกับหนูดูไม่ค่อยจะถูกกันนักเจ้าค่ะ วันนี้ข้างในอ่อนแรง เป็นมัว ๆ ระลึกถึงคำสอนหลวงปู่ที่บอกว่า

“จิตที่มัว ๆ ก็เหมือนเมฆลอยผ่านพระจันทร์ ก็ภาวนาให้อยู่เหนือทั้งเมฆและพระจันทร์และจะมีความสุข”

 วันนี้เหมือนข้างในมันประท้วงเจ้าค่ะ เข้าบ้านนอนสลบเลยเจ้าค่ะ ผิดศีลทั้ง 5 ข้อเลยอย่างหนักเจ้าค่ะ

เป็นการครบสองเดือนที่ได้คำตอบกับตนเองว่า “สมควรถูกทิ้งเจ้าค่ะ”

ระลึกถึงคำสอนครูที่บอกว่า “ปัญหาของหนูไม่ใช่ท้อ แต่ไม่ทำ”

จึงย้ำกับตนเองว่า ถ้าจะแก้ไขก็ต้อง “ทำ”

“ทำธัม ให้เข้าใจธัม อย่างที่ครูเคยสอนไว้”

 

\