ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity Quotient)
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) คือ การใช้ความรู้ ความคิด และประสาทสัมผัสที่มีอยู่ทั้งหมดมาสร้างขึ้นเป็นความคิดหรือแนวคิดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งยาก มันมีอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวเริ่มต้นคิดในการทำอะไรก็ตามที่แตกต่างไปจากเดิม ในขณะที่ความเฉลียวฉลาดจะเป็นตัวตัดสิน โดยใช้เหตุผลว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ ควรทำหรือเปล่า เสี่ยงไหม หรือคุ้มแค่ไหน
ความคิดสร้างสรรค์หรือ Creativity มาจากรากศัพท์ของคำว่า “Creato” ที่แปลว่า การสร้างสรรพสิ่งจากความว่างเปล่าของพระเจ้า ตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ความคิดสร้างสรรค์ผ่านการพิสูจน์และตรวจวัดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกโดย เจ พี กิลฟอร์ด (J. P. Guilford) จากสมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อกว่าห้าสิบปีมาแล้ว ในระบบการคิดของสมองนั้น มารี หลุยส์ วอนฟรันซ์ นักจิตวิทยา กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ความฝัน ซึ่งมีทั้งหมดสามแบบ คือ ฝันอันเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก่อนนอนหลับ เช่น ดูหนังผีก่อนนอนก็ฝันเห็นผี ฝันเนื่องมาจากเหตุการณ์ระหว่างนอนหลับ เช่น ระหว่างนอนหลับอุณหภูมิห้องเย็นเกินไปก็อาจฝันว่ากำลังเดินทางอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ อย่างสุดท้าย ฝันอันเนื่องมาจากการผสมปนเปของความจำในอดีต มักเกิดขึ้นเพื่อคลายความเครียดของสมอง และความฝันแบบนี้เองที่เกี่ยวกับจิตใต้สำนึกและความคิดสร้างสรรค์ เคยคิดไหมว่าทำไมตัวละครในความฝันของเราจึงมีคำพูด คำตอบ หรือแนวคิดแปลก ๆ ที่คิดไม่ถึง นั่นคือพลังของจิตใต้สำนึก (Id) ในการสร้างสรรค์ความคิดสร้างสรรค์ จิตใต้สำนึกจะมีอำนาจมากตอนที่เรานอนหลับอยู่เท่านั้น เพราะตอนที่ตื่นอยู่จิตสำนึก หรือความเป็นตัวตนของเราเอง (Ego) จะเข้ามามีบทบาทแทน รวมทั้งมโนธรรม (Super-ego) ที่มาควบคุมจิตใต้สำนึกไว้ไม่ให้คิดไม่ดี ผิดจารีตประเพณี เป็นต้น ในทางกายภาพ นักประสาทวิทยาค้นพบว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาจากสมองส่วนหน้า (Frontal lobe) สมองส่วนขมับ (Temporal lobe) และสมองน้อย (Cerebellum) โดยความคิดจะเริ่มเกิดขึ้นที่สมองส่วนหน้า จากนั้นจะส่งความคิดไปที่สมองส่วนขมับเพื่อแก้ไขและประเมินความคิดที่ได้จากสมองส่วนหน้า ส่วนสมองน้อยซึ่งมีเซลล์ประสาทมากถึงแสนล้านตัวจะทำหน้าที่ในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย และควบคุมการทำงานของหน่วยความจำในสมองซึ่งกระบวนการนี้สามารถก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้
ความคิดสร้างสรรค์กับความเฉลียวฉลาดต่างกันอย่างไร ความเฉลียวฉลาดทางเชาว์ปัญญา หรือ IQ คือ ความรู้ที่ได้มาจากการท่องจำ ประสบการณ์ และการใช้เหตุผล ความฉลาดวัดได้ง่าย ๆ จากการทำข้อสอบ แบบทดสอบ หรือจากผลงานที่สามารถวัดคุณภาพได้ชัดเจน เห็นผลเป็นรูปธรรม ผู้คนส่วนมากจึงต้องการพัฒนาความเฉลียวฉลาด เพราะเป็นที่ต้องการของสังคม และถูกนิยามอย่างชื่นชมว่า “เก่ง” “ฉลาด” หรือ “อัจฉริยะ” แต่ความเฉลียวฉลาดอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ IQ ถูกลดความสำคัญลงและแทนที่ด้วย EQ ก็เพราะ “คนที่มีแต่ความเฉลียวฉลาด” มักจะไม่ประสบความสำเร็จหรือมีความสุขในชีวิตเหมือนอย่างคนที่มีความเฉลียวฉลาดในระดับปานกลางแต่มีความฉลาดอย่างอื่นมากกว่า เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ความฉลาดทางศีลธรรม (MQ) ความฉลาดเชิงสุขภาพ (HQ) รวมทั้งความฉลาดทางความคิดสร้างสรรค์ (CQ) ถ้าให้ท่านเลือกว่า จะเลือกเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดสูง มีเงิน มีหน้าที่การงานสูง แต่ไม่รู้จักจัดการกับปัญหาและความเครียด ควบคุมอารมณ์ไม่เป็น มีปัญหาครอบครัว เข้ากับสังคมไม่ได้ สุขภาพอ่อนแอ หรือเป็นโรคเครียด กับอีกคนหนึ่งที่มีวามเฉลียวฉลาดตำกว่า มีเงิน มีหน้าที่การทำงานพอสมควร แต่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เข้าสังคมได้ มีแต่เพื่อนฝูงมิตรสหายอันเป็นที่รัก มีครอบครัวอบอุ่น อายุยืนยาว และจากโลกนี้ไปอย่างหมดห่วงสบายใจท่ามกลางความรักความห่วงใยของครอบครัวและคนใกล้ชิด เพราะจริง ๆ แล้วชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเพื่อให้เกิดความสุข ความสุขอยู่ในตัวเราเองทั้งนั้น ความเฉลียวฉลาดตัวเดียวไม่สามารถพาเราไปสู่ความสำเร็จของชีวิตได้ หากแต่มันต้องมีตัวช่วย คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ในสังคมปัจจุบันความคิดสร้างสรรค์ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อทุกสาขาอาชีพและการศึกษา เป็นความสามารถอย่างหนึ่งที่ใช้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาวิธีแก้ไขปัญหาของตนเองได้ด้วย บางทีความคิดสร้างสรรค์ก็ถูกเรียกว่า ความฉลาดแบบไหลลื่น เน้นไปในสิ่งที่เป็นนามธรรม จินตนาการ การแก้ไขปัญหา และปริศนาต่าง ๆ ซึ่งจะถูกพัฒนาและมีมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น และเสื่อมลงอย่างคงที่จนกระทั่งอายุประมาณ 65 ปี จากนั้นจะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม “สมองต้องหมั่นลับ หมั่นใช้ จึงจะฉลาด และลดความเสื่อมได้” การฝึกฝนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การออกกำลังกาย การดูแลตัวเอง การดื่มน้ำอยู่เสมอ และการกินอาหารที่มีประโยชน์ ให้ปัจจัยทางด้านอายุกับความคิดสร้างสรรค์แทบจะไม่มีผลใด ๆ เลย
มาฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์กันดีกว่า “ความคิดสร้างสรรค์มีอยู่ในตัวมนุษย์เราทุกคน” แต่คนเราได้รับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน พรสวรรค์ได้รับมาไม่เท่ากัน สมองก็มีความสามารถไม่เท่ากัน การเลี้ยงดูหรือพฤติกรรมส่วนตัวในการเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่มีได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าคนอื่น คือ “ความพยายาม” วิธีการไหนสามารถเพิ่มความคิดสร้างสรรค์หรือช่วยพัฒนาในส่วนที่ขาดหายไป หรือในด้านที่ต้องการ ณ ขณะนั้น
- การผสมผสานแนวคิด คือ การนำแนวคิดต่าง ๆ มาลองผสมผสานกัน เช่น การเอาแนวคิดเรื่องการขาดแคลนน้ำมันมารวมกับแนวคิดเรื่องมลภาวะและแนวคิดในการพัฒนารถยนต์แห่งโลกอนาคต ก็อาจจะได้แนวคิดในการสร้างรถพลังงานไฟฟ้า หรือรถพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมา
- การเลือกของมาแบบสุ่ม เป็นหนึ่งในการคิดทางขวางของเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน การสุ่ม คือ การลองสุ่มจากสิ่งของหรือแนวทางอย่างหนึ่งอย่างใดในการกำหนดแนวทางในการปฏิบัติของเราเองในอนาคต เช่น การทอยลูกเต๋าเพื่อเปิดคำศัพท์จากพจนานุกรมเพื่อใช้ในการแต่งนิยาย หรือเพลง
- การเลือกสิ่งของแบบสุ่ม โดยให้หาของมาชิ้นหนึ่งแล้วลองคิดดูว่าสิ่งนั้นทำอะไรได้บ้าง นอกเหนือจากสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เลือกสิ่งของสิ่งแรกเมื่อเดินเข้าห้อง สมมติว่าเห็น “เตารีด” ที่ปกติเราใช้รีดผ้าให้เรียบ จากนั้นมาลองคิดสิ่งที่เตารีดสามารถทำได้นอกเหนือจากที่คนทั่วไปคิด อาทิเช่น ใช้ทับกระดาษ ใช้ฉาบปูน ใช้ทอดไข่ ให้ปิดฝาเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ใช้ยกน้ำหนัก นอกจากได้ฝึกการคิดสร้างสรรค์แล้ว บางทีอาจจะได้นวัตกรรมใหม่ ๆ จากข้อดีของสิ่งที่นำไปทดแทนก็ได้
- การท้าทาย คือ การกล้าลองกระทำในสิ่งที่เสี่ยง สิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ เช่น การคิดตู้เย็นที่กดน้ำดื่มที่ฝาตู้ได้ ซึ่งแต่เดิมไม่มีใครคิดทำมาก่อน แต่ข้อพึงระวังก็คือ โปรดดูสังคมนั้น ๆ ว่ายอมรับกับแนวคิดท้าทายของเราได้แค่ไหน
- การสร้างทางเลือก คือ การหาทางเลือกใหม่ ๆ เข้าไว้เผื่อในอนาคตเกิดความผิดพลาดขึ้นมากจะเลือกแก้ปัญหาอย่างไร มีสิ่งใดทดแทนได้บ้าง เช่น หากเรามีกิจการประกอบรถยนต์ หากคิดว่าอนาคตเหล็กมีราคาแพงจะแก้ปัญหาอย่างไร อาจนำพลาสติกมาแทนบางส่วนของรถยนต์ หรืออกแบบให้ใช้เหล็กน้องลงแต่มีความปลอดภัยเท่าเดิม เป็นต้น
- ลองแก้ปัญหาด้วยความสุขและมองไปข้างหน้า ปัญหาและอุปสรรคมีไว้เพื่อพัฒนาให้คนเราแข็งแกร่งขึ้น และวิธีจัดการกับปัญหาคือ การมีความสุขไปกับมัน มีความสุขกับการแก้ปัญหา เช่น มีโค้งอันตรายซึ่งเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุ เราไม่จำเป็นต้องตัดถนนใหม่ แต่อาจใช้การติดป้ายเตือนก่อนถึงโค้งอันตราย และป้ายจำกัดความเร็วทุกระยะก่อนจะถึงโค้ง ซึ่งกรณีนี้โค้งอันตรายก็ยังอยู่ แต่เราก็สามารถลดอันตรายลงได้
- การพูดคำว่า “ใช่” ให้กับตัวท่านเอง แค่ยอมรับตัวเอง ให้พลังกับตัวเอง เชื่อในพลังความสามารถที่มี โดยเริ่มจากคำว่า “เราทำได้” “เราสร้างสรรค์ได้”
- รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานอดิเรกที่ชอบ งานอดิเรกส่วนมากมักจะมีความคิดริเริ่ม หรือการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมาก
- ลองทำตามสัญชาตญาณ การฝึกใจให้คิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่มีหยุด ไม่มีสะดุด แบบไม่มีกฎเกณฑ์ใด ๆ คิดมาจากสัญชาตญาณ
- วิธีการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แบบเป็นระบบ คือ ตั้งเป้าหมาย สร้างทักษะพื้นฐาน หาความรู้เฉพาะทาง กระตุ้นและให้รางวัลกับการอยากรู้อยากเห็น สร้างแรงบันดาลใจ แรงกระตุ้นจากภายใน สนับสนุนความเชื่อมั่นของตัวเอง เน้นไปที่การแข่งกับตัวเอง สิ่งเสริมสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรมที่จะสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ หาโอกาสให้กับทางเลือกและการค้นพบ ฝึกการครุ่นคิดหาเหตุผลที่เหมาะสมในใจ หาแนวทางในการคิดสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับตนเองให้เจอ กำหนดสมดุล
- การใช้ปริศนาเชิงสถานการณ์ โดยใช้เพียงคำว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” และมีคำตอบของปริศนาเขียนใส่กระดาษไว้ตอบภายหลัง
เหนืออัจฉริยะด้วยความคิดสร้างสรรค์ (CQ)
วีรเธียร เขียนมีสุข. (2553)