ถ้าเรารู้จักพอ เราจะเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข ความสุขอยู่ที่ใจ เงินก็สำคัญ เพราะไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ แต่เงินเหมือนเกลือ เวลาปรุงอาหารให้อร่อยต้องเหยาะเกลือนิดหน่อย แต่ถ้ามากเกินไป ก็เค็มไม่อร่อย

เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคุณตัน อิชิตันพูด ในเรื่อง ชีวิตที่ไม่ตัน

ขอบอกว่า เกือบ 2 ชั่วโมง ก็เป็นช่วงเวลาที่มีค่าอีกแล้ว ไม่รู้สึกเสียเวลาที่ได้ฟังเลย คุณตันยืนพูดตลอดรายการ เสียงดังฟัง( ไม่ค่อยชัด ในบางประโยค เพราะติดสำเนียงจีนหน่อย ๆ )

เปิดภาพเรื่องแรกด้วยเรื่องที่คุณตัน มีบทบาทในการสนับสนุน และโปรโมทกีฬาในช่วงเวลาที่ผ่านมา และให้ข้อคิดว่า กีฬาเป็นการแข่งขัน ที่เราใช้ความสามารถเพียง 10 % นอกนั้นมาจากการฝึกฝน 80 %  และอีก 10 % อยู่ที่โชคชะตา  ซึ่งตัว 10 % สุดท้ายนี้แหละที่เรากำหนดไม่ได้ ไม่ใช่ทุกคนที่ทุ่มเทจะประสบความสำเร็จ  แต่คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน เป็นคนที่ทุ่มเท มุ่งมั่นทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในวันนี้ อาจเป็นเพราะเรายังโชคไม่ดี เท่านั้นเอง

 

อันนี้เราเห็นด้วยเต็มที่เลย เราเคยได้ยินคนให้ข้อคิดว่า คนเราเวลาเห็นคนอื่นทำอะไรได้ดี ได้สำเร็จ แล้วได้สิ่งตอบแทนกลับมา ก็อยากทำได้เหมือนเขาบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเห็นแต่ฉากหน้าของเขา แต่รู้ไหมว่า กว่าเขาหรือเธอจะมาถึงตรงนี้ เขาต้องพากเพียร เผชิญกับทุกข์มากน้อยแค่ไหน มันไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ หรอก อยากให้เราเห็นแล้วเกิดเป็นฮึด แรงอึด และแรงสู้ เพื่อให้เกิดความพยายาม คิดเสมอว่า เราต้องพยายามให้มาก ๆ ด้วย

 

คุณตันให้คำแนะนำว่า      

อย่าทำตัวเป็นป้ายโฆษณาต้านลม เพราะโอกาสล้มเยอะ

                จงเป็นตาข่ายให้ลมผ่าน ใครด่าว่าอะไรก็ให้ผ่านไป แต่อะไรที่เป็นสิ่งดีดี ให้เกี่ยวไว้

 

ความสุข

                คุณตันบอกว่า อยากพูดเรื่องความสุข เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ

                ตอนปี 2554 น้ำท่วมที่โรงงานที่คุณตันพึ่งสร้างเสร็จ แต่ก็คิดว่า ท่วมโรงงาน แต่ยังไม่ท่วมมบ้าน บางคนเสียคนในครอบครัว บ้านผมก็ยังไม่มีใครเป็นอะไร บางคนหมดตัวตกงาน ผมยังมีทุน มีชื่อเสียง มี credit มีเงิน ถามว่าเสียใจมั้ย ผมเสียดายมากกว่า เพราะโรงงานนี้ยังไม่ได้เปิดใช้งานเลย

                คุณตันบอกว่า ไม่เชื่อว่าเงินทำให้มีความสุขตลอด

เงินมันทำให้เรามีความสุขในตอนแรกเท่านั้น

เงินมีประโยชน์ตอนที่เราอยากใช้เงิน  

ถ้าอยากมีเงินเหลือ เราก็ต้องทำงานหนักกว่าเขา แล้วก็ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้ 

                แล้วก็ให้ข้อคิดเพิ่มว่า กระเป๋าแบรนด์เนม ที่คนเขานิยมนั้น กระเป๋า มันก็คือกระเป๋า ไม่ว่ามันจะทำมาจากหนังอะไรก็ตาม อย่าหลงกล จะมีบ้างก็ได้ ถ้าทำให้เราไม่ได้เดือดร้อนอะไร

                ความสุขที่แท้จริง คือ พอใจ

                ไม่ใช่พอเพียง เพราะพอเพียง หมายถึง ทำให้พอมี  แต่มันไม่สำคัญเท่ากับเรา พอใจ หรือไม่

คุณตันเล่าต่อว่า เคยไปบรรยายที่รพ.ศิริราช ประทับใจที่สุด ทำให้ตัวเองมีมุมมองที่เปลี่ยนไป ได้ไปเห็นเจ้าหน้าที่ หน้าตาคล้าย ๆ กับพวกที่นั่งฟังที่นี่แหละ ( ฮา ) มีหมอแก่ ๆ ผู้ช่วยซื่อ ๆ ผู้หญิงหน้าตาโทรม ๆ นิดหน่อย แต่ดูแล้วบริสุทธิ์ ทุกคนเสียสละ สังคมจำเป็นต้องมีรพ.ศิริราช ทำให้ตัวเองกลับมาบ้านแล้วมีความคิดว่า เงินเหลือมากที่สุด ยกให้ศิริราช

แล้วคุณตันก็เล่าเรื่องคุณแม่ที่ไปป่วยรพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ว่าเสียเงินไปเยอะ แต่ก็ไม่หาย

แล้วสรุปเรื่องนี้ว่า ถ้าเรารู้จักพอ เราจะเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข ความสุขอยู่ที่ใจ เงินก็สำคัญ เพราะไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ แต่เงินเหมือนเกลือ เวลาปรุงอาหารให้อร่อยต้องเหยาะเกลือนิดหน่อย แต่ถ้ามากเกินไป ก็เค็มไม่อร่อย ( ความคิดนี้เด็ดดี ทำให้เห็นภาพเน๊อะ)

 

ชีวิตของคุณตัน

                คุณตันเล่าถึงชีวิตของตัวเองให้ฟัง ซึ่งน่าสนใจมาก

เป้าหมาย

                คุณตันก็คือคน ๆ หนึ่งเหมือนคนเดินบนถนนทั่วไป ต้นทุนที่มีคือ อยู่ในครอบครัวที่ไม่รวย ไม่มีธุรกิจ อยู่บ้านเช่าไม่มีรถ แม้แต่รถจักรยานก็ไม่มี เรียกว่า “โคตรจน” คุณตันบอกว่า แต่ผมมีทัศนคติ มีความสุข มีความฝัน คือ อยากประสบความสำเร็จในชีวิต อยากเป็นคนมีความสุขมากกว่า เงินเป็นผลพลอยได้

               

สิ่งที่เห็นคือ ชีวิตของคุณตัน มีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก ( แล้วคุณตันก็พูดว่า มองมาที่หน้าตาพวกเราแล้วไม่เห็นเป้าเท่าไหร่ )

ชีวิตที่ไม่มีเป้าหมาย เหมือนไปเที่ยวไม่มีไกด์ เหมือนใบไม้ตกลงแม่น้ำ ลอยไปตามน้ำไปไปทางซ้ายที ทางขวาที สุดท้ายก็ไหลไปสู่ที่ต่ำลงเรื่อย ๆ 

                ถ้ามีเป้าหมาย เมื่อใบไม้ตกลงน้ำ จจะพยายามไหลทวนน้ำ คน

ส่วนใหญ่ เป็นใบไม้ตามน้ำ

เปรียบเทียบให้เห็นภาพอีก

ถ้าอยากสบาย ให้เดินลงเขา

อยากสดชื่น ได้ชื่นชมธรรมชาติที่สวยงาม ก็ต้องเหนื่อยเดินขึ้นเขา

                เพราะความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย ( เห็นภาพอีกแล้ว )

 

คุณตันเรียนจบ ม.3 อายุ 17 เคยคิดเกือบฆ่าตัวตาย เพราะมองไม่เห็นอนาคตเลย น้อยใจว่าเราเป็นส่วนเกินของสังคม สิวก็เยอะ เรียนก็ไม่เก่ง วันหนึ่งได้อ่านหนังสือ ของเติ้งเสี่ยวผิง บอกว่า

“ แมวสีอะไรจับหนูได้ มันก็คือแมว ” ทำให้ผมเริ่มมีกำลังภายใน และยิ่งตอกย้ำมากขึ้นเมื่อิไปดูหนังจีน เวลาคนแพ้ตอนแรกที่สู้ใครไม่ได้ ก็ไปเรียนที่วัดเส้าหลิน แล้วคิดว่า “ 10 ปีมาเจอกันใหม่ ”

ชีวิตของคุณตันก็เช่นกัน ตอนที่เรียนจบแล้ว ก็เริ่มทำงานที่แรก ขณะนั้นหัวหน้าคุณตันเงินเดือน 20,000 บาท แต่คุณตันได้ 700 บาท เวลาผ่านไป 5 ปี คุณตันได้ 30,000 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น คือ คนหนึ่ง ( หัวหน้า ) เป็นใบไม้ในแม่น้ำ ทำตามหน้าที่ ไม่เกินหน้าที่  แต่ผมมี

เป้าหมาย เพราะฉะนั้นเวลาทำงานผมเป็นพวก สส คือเสือกสม่ำเสมอ มีเรื่องอะไร ใครอยากให้ทำอะไรก็ทำ มีโปรเจ็คตลอด จากพนักงานธรรมดา ก็เป็น sale เป็น supervisor ที่อายุน้อยที่สุด ของบริษัทเลย ทำมา 5 ปีเหมือนทำมา 15 ปี ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ ไปทำมาทุกแผนก ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ทุกแผนก ไม่ได้ตังค์ แต่ตังค์ก็ไม่สำคัญ เมื่อเทียบกับตอนนี้ ตอนผมนอนอยู่ เงินก็งอกมาแล้ว มันก็ลำบากในตอนแรก

เมื่อผมเข้าใจวิธีหาเงิน ก็ออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ขายหนังสือพิมพ์ แต่มองเห็นอนาคต ผมเข้าใจเรื่องทำเล วิธีเอาใจลูกค้า ทำมา 10 ปี แต่ปี 40 ทำเกินตัว เป็นหนี้เขา 100 ล้าน จะเห็นว่า ชีวิตไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างเดียว มีล้มเหลวด้วยระหว่างนั้น ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ มีโชคดี และโชคร้าย แต่คนที่มีเป้าหมายกับไม่มีเป้าหมาย แตกต่างกัน คุณตันทิ้งทายไว้กับเรื่องนี้

( จะเห็นว่า กว่าจะเป็นวันนี้ ไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ การเป็นคนมุ่งมั่น เป้าหมายชัดเจน อดทน เหมือนที่คุณตันพูดไว้ตอนแรกเลย ใช้เวลาบ่มเพาะวิทยายุทธในวัดเส้าหลิน ลำบากยากเข็ญ เป็นเวลานาน กลับมาแก้แค้น 10 ปี ไม่สายจริง ๆ )

 

ทัศนคติ

คุณตันย้อนมาพูดให้รายละเอียดของเรื่องทัศนคติอีก ซึ่งเรื่องนี้เขาย้ำมาก ๆ นะว่าสำคัญ

เช่น ถ้าเราเห็นผู้ป่วยมาหาเรามาก ๆ แล้วเราคิดว่า “มาทำไม เยอะจัง ใกล้จะกลับบ้านแล้วเนี่ยะ” หรือเราคิดว่า “ เป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือผู้คนแล้ว” มันจะทำให้เกิดผลกับเราต่างกัน ทั้งความรู้สึก และการกระทำ

คุณตันยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีก โดยการยกนิ้วมือขึ้นมา นิ้วโป้ง ถ้าเรายกขึ้น ก็หมายถึง เก่ง ยอดเยี่ยม แต่พอเราเอาหัวนิ้วโป้งทิ่มลง ก็กลายเป็นแย่ ไม่ดี bad นิ้วอื่น ๆ ก็เหมือนกัน นิ้วก้อย เรามองได้ว่า ตั้งแต่ เล็กนิดเดียว กระจอก เป็นการดูถูก แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็เหมือนกับการดี การคืนดีกัน เราจะเห็นว่าผลมันแตกต่างกันสิ้นเชิง

 

ชีวิตเรา ถ้าตื่นมา แล้วคิดว่า เราไม่น่าเกิดมาเป็นคนไทยเลย หัวใจเราก็จะเหี่ยวแห้ง และถ้าคิดต่อว่า เราไม่น่าจะมีสามีคนนี้เลย ไม่น่าจะทำงานกระทรวงสาธารณสุขเลย ไม่น่าจะ ...อะไรไปเรื่อย ๆ เราก็จะคลานไปอาบน้ำ แล้วก็กลับมาที่เตียง คิดว่า สงสัยวันนี้ฝนน่าจะตก ป่วยดีกว่า ก็โทรไปลา เห็นมั้ยว่าถ้าเราคิดลบ ๆๆๆ มันก็จะหมดแรง

แต่ถ้า ตื่นมา คิดว่าโชคดีจัง ที่เราเป็นคนไทย มีในหลวง ได้ทำงานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโอกาสได้ช่วยคน โชคดีที่มีงานทำ .. คิดแล้ว ก็มีความสุข พอเจอคนไข้ ก็เป็นเรื่องดีที่ได้ทำดีอีกแล้ว เราก็จะเห็นว่าเป็นคนมีคุณค่า

 

ถ้าความสำเร็จเป็น คน เขาก็จะไปหาคนที่คิดว่าตนเองประสบความสำเร็จเท่านั้น คนที่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ช้าก็เร็ว

 

กลับกัน ถ้า ความล้มเหลว เป็นคนๆ หนึ่ง เขาก็จะไปหาคบกัน

 

เรามีความสุข ก็มีแรง ก็ทำให้เรามีความสุข

เราทุกข์ทำให้นอนไม่หลับ ก็ไปเที่ยวนอกบ้าน เครียด กินเหล้า ก็ทุกข์ วนเวียนอย่างนี้

 

บางคนอาจบอกว่า ผมรวยก็พูดแบบนี้ได้ ก็ใช่ เพราะผมมีความสุข ทำให้ผมมีสมองคิดได้ ผมก็หารายได้ มันก็มาจากการที่ผมมีความสุขก่อนแหละ

อาจมีบางคนบอกว่า เราก็ทำแล้ว แต่ทำไมไม่ได้แบบนี้ล่ะ

คุณตันบอกว่า เข้าใจกับทำ ที่ว่านั้น ทำ กับทำสุดสุด มันคนละเรื่องกัน คนที่ประสบความสำเร็จ ต้องมุ่งมั่น แต่ละคนไม่มุ่งมั่น มีความมุ่งมั่นไม่เท่ากัน

เราเก่งมาก ขาดคุณธรรมก็ไม่ได้

รถไฟมีรางเดียวก็วิ่งไม่ได้

เราทำแล้ว แต่เราทำแค่ ½ เดียวก็ไม่ได้ เราต้องทำครบทุกคน เช่นหมอรักษาดี แต่พยาบาลไม่ดูแลก็ไม่ได้ เราต้องทำครบทุกคน

หรือ โรงแรมทุกอย่างดีหมด แต่รปภ.ทำไม่ดี ก็เป็น 0

ชีวิตคนเรา ต้องครบทุกอย่าง

 

ความศรัทธา ความเชื่อ

 

คุณตัน เป็นคนที่เอาสิ่งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์ได้เยอะ

เขาบอกว่า รอบตัวเรา ธรรมชาติสอนเราทุกอย่าง ให้เชื่อในสิ่งรอบตัว

เราไม่ต้องเก่งมากก็ได้ ยึดจากธรรมชาติ และคนรอบตัวก่อน

คุณตัน เคยทำงานในเครือสหพัฒน์ ของดร.เทียม โชควัฒนาคุณเทียม เป็นดร.กิตติมศักดิ์ จริงๆแล้วท่านจบ ป.4 เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่ผมยึดเขาเป็นตัวอย่าง เขาจบ ป.4 เป็นเจ้าของเครือสหพัฒน์ เราจบ ม.3 เราก็มีสิทธิ์ พอมันศรัทธา ใจเกิดเป็นพลัง เป็นความรัก และทุ่มเทให้กับบริษัท เพราะฉะนั้นเวลามีเป้าหมาย เมื่อเจอข้างหน้ามีแต่อุปสรรค มองหา idol เหมือนเทพองค์หนึ่ง ก็จะเกิดศรัทธา

 

ตอนนี้เวลาผมทำการตลาด ส่วนหนึ่งก็จากคุณเทียม

ความศรัทธา ขนาดที่ว่า เวลาที่ผมไปหาท่าน ลายมือที่ท่านเขียนกระดาษให้ผม หรือเขียนถึงคนอื่น ผมจะขโมยเก็บไว้ ( เขียนใหม่แล้วเอาใบปลอมให้คนอื่น ใบจริงเก็บไว้ที่ผม ) มันเป็นพลังของความศรัทธา อยากได้ลายมือของท่านเก็บไว้

 

คุณตันเคยได้มีโอกาสไปพบท่านอยู่ครั้งหนึ่ง ในห้องทำงาน ระหว่างที่คุณเทียมไปเข้าห้องน้ำ คุณตันนกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้อง เห็นข้าวของหลายอย่างวางอยู่ ทั้งปากกา ดินสอ ในใจอยากได้ของส่วนตัวของท่านไปสัก 1 ชิ้น แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ไม่ให้หยิบอะไรไป เกิดความรู้สึกสับสน และระยะเวลาก็กระชั้นชิดแล้ว สุดท้ายตัดสินทำบางสิ่งที่ไม่ผิด คือ แอบกินน้ำที่คุณเทียมกินเหลือไว้เข้าไป พอคุณเทียมกลับออกมาจากห้องน้ำ คุณเทียมก็มองหน้าผม สลับกับมองแก้วน้ำ ผมไม่รู้ว่าท่านมีความจำดีเลิศแค่ไหน ผมรู้แต่ว่า น้ำแก้วนั้น แค่ ½ แก้ว เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ทำให้ผมมีวันนี้

 

แล้วคุณตันก็ถามที่ประชุมว่า พวกเราเคยกินน้ำมนต์มั้ย น้ำแห่งความศรัทธา

คุณตันบอกว่า ผมรู้สึกว่าตนเองได้กลายเป็นลูกของดร.เทียมไปแล้ว มันอยู่ที่เราคิดนะ ความเป็นลูก จากที่ทำงานดีอยู่แล้ว ก็ทำงานให้เต็มที่ ทำให้พ่อ ทำให้อากง ไม่เคยรู้สึกเหนื่อย 

 

คุณตัน บอกว่าวันที่เราทำงานหนักที่สุด ไม่ใช่วันที่เราได้เยอะ

 

คุณตันได้มีโอกาสไปนอนบ้านคุณวันชัย จิราธิวัฒน์  คุณตันบอกว่า บ้านจิราธิวัฒน์นี้ ทำให้ผมเข้าใจว่า ทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จ

 

รอบตัวเรา

คุณตัน เล่าว่าเห็นสิ่งรอบตัว เอามาเป็นกำลังใจ ปี 2540 เป็นหนี้ 100 ล้าน เอาโออิชิเข้าหลักทรัพย์ 6 ปี ขายหุ้นให้ Thai web ออกมาทำธุรกิจ

จากประสบการณ์ที่เห็น ว่า มีคนหนึ่ง เขียนพินัยกรรมว่า ถ้าตาย เอาสมบัติแบ่งให้ลูก 5 คนเท่านั้น สะไภ้ เขย ไม่เกี่ยว แล้วเกิดปัญหา ไม่รู้จบ

ตนเองได้อ่านบทความของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ยกสมบัติ 99 %  ให้กับมูลนิธิของบิลเกต ไม่ใช่ของตัวเองด้วยนะ เพราะคิดว่าบิลเกต บริหารได้ดี เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้คิดได้ว่า ทำแล้วเราต้องแบ่งปัน แบ่งเงินให้ลูกนิดเดียว

ตนเองเลยเอาเรื่องนี้ให้เมียอ่านด้วย เมียพูดมาคำนึงว่า เขาใจกว้าง สุดยอด เราก็สรุปว่า เมียเราเห็นด้วยแล้ว

ตัวผมทำอิชิตัน ลงทุนไป 1000 ล้าน ซึ่งตอนนี้ผมขอแบ่งเงินปันผลนี้ 50% ให้กับมูลนิธิตันปัน ตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินการเป็นต้นไป จนเมื่อผมอายุครบ 60 ปี ผมจะเพิ่มเงินบริจาคไม่ต่ำกว่า 90% ให้กับมูลนิธิตันปันตลอดไปเพื่อใช้ในการพัฒนาการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ที่คิดแบบนี้เป็นการเลียนแบบ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเรื่องนี้เมียผมก็เห็นด้วย ผมคิดว่า การให้ลูกเหมือนทำให้ลูกเสีย เพราะถ้าเขาลำบาก เขาจะได้เริ่มต้นได้ เพราะถ้าให้เขาหาเงินยาก เขาไม่กล้าใช้เงิน

 

แล้วคุณตันก็ยกตัวอย่างที่ตัวเองทำกับลูก ลูกสาวคุณตันเรียนจบมาจากอังกฤษ คุณตันไม่ให้ทำงานที่บริษัทเลย ถ้าจะทำต้องสมัคร และได้รับเงินเดือนเท่ากับวุฒิปริญญาตรี คือ 15,000 บาท ลูกก็เลยขอเงินทุนไปทำธุรกิจเอง คุณตันให้เงินไปก้อนหนึ่ง ซึ่งต้องตัดออกจากเงินที่ต้องได้ตามพินัยกรรม แล้วก็ให้ดำเนินการเอง เรียนรู้ไป ครั้งแรก ทำร้านอาหารอิตาลีก็เจ๊ง ตอนหลังมาเปิดขายส้มตำก็เจ๊งอีก แม้ลูกค้าจะเยอะ ซึ่งคุณตันเห็นปัญหาแล้วว่าลูกน้องโกงตั้งแต่ในครัวเลย เอาของไปขายบ้าง โกงหลายอย่าง แต่อยากให้ลูกเรียนรู้ด้วยตนเอง สุดท้ายลูกสาวต้องล้างจานเอง ตำส้มตำเอง เห็นปัญหาเรียนรู้ไป ตอนนี้ก็สามารถเปิดสาขาได้ สิ่งที่คุณตันรู้สึกดีใจก็คือ ลูกสาวมาบอกว่า “ พ่อ ทำไมเงินหายากจัง ”

 

นอกจากนี้คุณตันยังบอกว่า ตนเองสอนให้ลูกไม่ฟุ่มเฟือย เพราะถ้าเขาสบายวันนี้ เมื่อวันที่เขาลำบากเขาก็ต้องหาเงินมาให้ได้เพื่อให้กลับมาสบายเหมือนเดิม ซึ่งอาจทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ได้ คุณตันให้ลูกตนเองนั่งเครื่องบินชั้นประหยัด ทั้งที่สามารถซื้อชั้นธุรกิจให้ได้ เพราะคิดถึงหลักนี้

 

การทำตามเป้าหมาย

                คุณตันบอกว่า ส่วนใหญ่พวกเราใช้กำลัง 10 – 20 % ของเราที่มีทั้งหมด จริง ๆ แล้ว พลังของเราเรียกออกมาได้ และทำให้สม่ำเสมอ เมื่อมีเป้าหมายแล้ว พูดให้ชัด ๆ ดัง ๆ build มันทุกวัน

แล้วคุณตันก็เชิญผู้เข้าอบรม ขึ้นไปเวทีคนหนึ่ง ถามว่า เป้าหมายของคุณคืออะไร ซึ่งคุณผู้หญิงคนนั้นบอกว่า ความสุข คุณตัน ก็ถามต่อว่า แล้วความสุขได้มาจากการทำอะไร ซึ่งเธอตอบว่า คือการที่ผู้มารับบริการหรือคนไข้ให้หาย ดังนั้น คุณตัน ก็เลยให้เธอ ตะโกน ดัง ๆ ว่า เราจะบริการคนไข้ให้หาย แล้วเราจะมีความสุข เธอคนนั้นก็สุดยอดเลยนะ ตะโกนเสียงดังมาก แต่ยังไม่พอ คุณตัน ก็เร่ง กระตุ้น ให้พูดดังขึ้นอีก ดังอีก ดังอีก เธอพูดเกือบ 10 เที่ยว ทำให้คนในห้อง ทั้งหัวเราะ เราหัวเราะ และได้รับพลังนั้น จนน้ำตาซึมเลยแหละ 

คุณตันก็ย้ำว่า นี่แหละ เราสามารถเรียกพลังเราออกมาได้ และอยากให้เราทำอย่างนี้กับเป้าหมายของเรา หรือเป้าหมายของทีมงาน เราสามารถรวมตัวกับเพื่อนร่วมงาน หรือทีมงานเราตะโกนบอกเป้าหมายของเราได้ทุกวัน

 

สุดท้าย คุณตันฝากไว้ว่า ถ้าเราทำงาน อะไรก็ตาม สมมตตัวเราว่าเป็นเจ้าของก็ได้ แล้วให้

“ ทำด้วยใจ ทำด้วยมือ เข้มงวดกับตัวเอง พิถีพิถันเอาใจใส่ทุกสิ่ง ”

ถ้าเรามองผู้ป่วยทุกคนเสมือนญาติ บริการเขาด้วยใจ ไม่ใช่ตามหน้าที่ ตามอารมณ์ ตามเงิน ทำให้เหมือนเป็น สะใภ้คนโต เวลาคนเดินมาหาเรา ถ้าเป็นคนแก่ ก็คิดว่าเขาคืออาม่า ม๊า ป๊า เป็นเด็กก็คิดว่าลูกหรือหลาน ไม่ใช่ลูกใครก็ไม่รู้มาร้องตรงนี้ น่ารำคาญ เพราะสะใภ้คนโตของคนจีน เขาต้องดูแลทุกคนของครอบครัวตัวเอง และครอบครัวของสามี ( มองเห็นภาพเลยใช่มั้ย )

อ้อ สุดท้ายคุณตันบอกว่า ไม่ขอรับค่าวิทยากรในการบรรยายครั้งนี้ บริจาคให้การศึกษาไป ( ขอปรบมือดัง ๆ ค่ะ)

 

เป็นช่วงเวลาดีดี ที่ได้ข้อคิดมากมายจากผู้ที่ประสบความสำเร็จ ในวันนี้ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ ลอกเลียนแบบได้ เหมือนที่คุณตันบอกไว้ว่า ใช้ประโยชน์จากสิ่งรอบตัว ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริง ไม่ต้องไปเริ่มเรียนรู้ใหม่ เอาไปประยุกต์ใช้กับชีวิตเราได้เลย ซึ่งเราเองก็ได้เรียนรู้อะไรมากมาย และจะนำไปใช้ในชีวิตด้วย แล้วจะนำมาแลกเปลี่ยนให้ฟังอีกนะ

 

ขอขอบคุณคุณตัน ภาสกรนที  และรพ.สวนสราญรมย์ที่ได้ให้โอกาสรับรู้เรื่องราวดีดีแบบนี้