ผืนดินที่อุดมอมน้ำอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดการเปียกแฉะน้ำท่วมขัง รากพืชขาดอากาศ จุลินทรีย์ทั้งราและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคพืชก็จะชอบสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศเช่นนี้

รู้สึกว่ายิ่งเข้าใกล้เดือนตุลาคมเท่าใด ฝนก็มีความถี่ในการตกเพิ่มมากขึ้น เดือนนี้ปีที่แล้วก็เป็นอย่างนี้ มีข่าวน้ำท่วมจากทางสุโขทัย, นครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่าทอง, อยุธยา แล้วพอเข้าเดือนตุลาคม ก็จะค่อยๆ ท่วมกรุงเทพฯเข้ามาทีละน้อยจนเกือบแทบจะถึงกรุงเทพฯชั้นในด้วยซ้ำ หวังว่าประวัติศาสตร์จะคงไม่ซ้ำรอยเหมือนปีที่แล้ว เพราะคิดขึ้นมาทีไรก็หวั่นๆ ใจอยู่ไม่หาย ต้องขนของขึ้นที่สูง อุดรอยรั่ว ใช้ดินเหนียว ดินน้ำมันใส่ถุงพลาสติกอุดยัดอัดติดเข้าในโถชักโครก ก่ออิฐถือปูน, แบกกระสอบทราย แต่สุดท้ายน้ำก็ท่วมเข้ามาได้อยู่ดี ถ้าธรรมชาติจะเอาจริงเอาจังกับมนุษย์ตัวเล็กกระจ้อยร่อยมีหรือที่จะระงับยับยั้งตั้งรับกับหายนะทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น ต่อให้เก่งกาจมากจากไหนก็ใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งจะรับมือได้เพียงลำพัง ทุกคนต้องช่วยกันจึงจะผ่านพ้นวิกฤติได้อย่างไม่สูญเสียและบอบช้ำมาก

ผืนดินที่อุดมอมน้ำอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดการเปียกแฉะน้ำท่วมขัง รากพืชขาดอากาศ จุลินทรีย์ทั้งราและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคพืชก็จะชอบสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศเช่นนี้ จึงทำให้พืชเกิดโรคระบาดในรูปแบบต่างๆ ทั้งรากเน่า โคนเน่า เปลือกเน่า ใบดำ ใบด่าง ใบเหลือง ใบแดง กล้าเน่ายุบ ล้วนมีสาเหตุมาจากอากาศชื้น ฝนชุก ใครทำการเกษตรในฤดูกาลนี้ก็จะอีหลุกขลุกขลักน่าดูพอสมควร พืชผักสูญเสีย ดูแลยาก ส่งผลให้ผลผลิตห่างหายไปจากท้องตลาด ความต้องการสูงหรือมีเท่าเดิม แต่ผักเดินทางเข้าตลาดได้น้อย ส่งผลให้มีราคาแพง ใครทำใครผลิตได้ถือว่าต้องใช่ฝีมือ จึงจะสามารถกอบโกยกำไรได้ไม่มากก็น้อย

ดินที่เหนียวมีลักษณะการระบายถ่ายเทน้ำไม่ดี จะทำให้เกิดปัญหาที่ว่ามาด้านบน ส่วนใหญ่ในภาวะปรกติชั้นใต้ดินก็จะเป็นดานแน่นแข็ง เมื่อฝนตกเปียกน้ำก็เหนี่ยวแน่นกักขังน้ำไม่ให้ไหลออกไปที่อื่น ส่งผลทำให้รากจมน้ำขาดอากาศ อ่อนแอ ใบเหลือง และเชื้อราแบคทีเรียก็ฉกฉวยทำลาย ทำให้ต้นไม้ส่วนใหญ่ในช่วงหน้าฝนและมีน้ำท่วมขังมักจะมีอายุไม่ยืนยาว ยิ่งเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจเข้าไปเยียบย่ำทำแต่งใต้บริเวณโคนต้นทันทีทันใด ยิ่งทำให้ต้นไม้ตายเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะรากยังอ่อนแอ ไม่แข็งแรง วิธีที่ถูกต้องควรจะรอให้ดินแห้งดีเสียก่อนจึงค่อยเข้าไปบริหารจัดการ การใช้สารละลายดินดาน ฉีดพ่นในอัตรา 30 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตรหลังฝนตกหรือดินเปียกจะทำให้มีประสิทธิภาพในการนำพาให้สารแอมโมเนียมรอเลทซัลเฟต (ALS) ทะลุทะลวงร่วงไหลลงไปสู่ดินชั้นล่าง ทำให้ฝ่าด่านกัดเซาะดินดานให้มลายหายไป ช่วยทำให้ดินระบายน้ำได้ดีไม่ท่วมขัง อากาศหรือออกซิเจนก็เพียงพอให้รากได้หายใจ ใกล้ฤดูที่น้ำมากจะหลากมา เมืองฟ้าอมรอย่างกรุงเทพฯไม่มีนามีไร่ให้ต้องทำ น้ำมากๆจึงยังไม่ได้ไคร่หา มีแต่เพียงนายกฯหญิงที่ประชาชนหวังพึ่งพิงดูแล ขอให้ “เอาอยู่” จริงๆสักกะที ปีนี้จะได้ไม่ต้องหนีน้ำ…

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com