วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                เช้านี้ตื่นขึ้นมาก็ยังไม่ได้อัพบันทึก ตื่นขึ้นมาตีหนึ่งครึ่งนั่งเขียนต่อ ศีลข้อ 4 ขาด

“เฮ้อ หนูมีคำตอบที่ต้องหาคำตอบกับตนเองว่า ทำยังไงนะ หนูถึงจะปฏิบัติข้อวัตรได้”

ตอนนี้ยังเป็นอาการตุ๊บ ๆต่อม ๆเจ้าค่ะ เขียนๆไป

 จนน้องเมทตื่น แต่กว่าจะได้อัพก็เกือบจะตีห้าค่ะ เช้านี้ออกไปวิ่งที่ฟิสเนต กลับมาอาบน้ำแต่งตัวทำวัตรเช้าแล้วค่อยลงมาทานข้าว

วางแผนเอากระเป๋าของหนูและของครูไปฝากไว้ที่ สนามบินดอนเมืองก่อน ตอนไปรับครูจะได้ไม่พะรุงพะรัง แล้วค่อยไปห้องประชุมต่อเจ้าค่ะ

พอไปถึงที่ประชุม หัวข้อวันนี้น่าฟัง เป็นกำลังใจให้กับคนผิดพลาด อย่าง อ.กำพล  ทองบุญนุ่ม ทหารที่ทำงานที่สามจังหวัดแล้วบาดเจ็บเขียนเรื่อง “จากเด็กชายสู่นายทหาร” และอ.แอ้ ที่คอยดูแลเด็กที่เป็นมะเร็ง คนเยอะมากค่ะครู แต่ก็เป็นการฟังบรรยายที่สงบนิ่งซาบซึ้งใจ หนูฟังไปทบทวนตนเองไป และระหว่างว่างก็จะทะยอยเขียนบันทึกที่ขาดหายเจ้าค่ะครู

ไม่อยากเห็นตนเองแกล้งตาย ทำผิดแล้ว ทำเมินเฉย เจ้าค่ะ

ทานข้าวเที่ยงที่โรงแรม แล้วพอดูเวลาก็บ่ายโมงแล้วจึงนั่งแท็กซี่ไปรอครูค่ะ แวะซื้อน้ำและน้ำเสาวรส ด้วยคิดเองว่า

“ครูน่าจะไม่ว่างซื้อ แล้วให้โอกาสหนูได้ดูแล”

พอเจอครู ครูบอกว่า “แค่อย่างละขวด” อึ้งกับตนเองเหมือนกันเจ้าค่ะ

ระหว่างรอครู เจอพี่วิ เรื่องราวที่คุยก็ไม่พ้นเรื่องที่ท่านไปภาวนาที่วัด

ท่านเล่าไปก็มีความสุขไปค่ะครู แต่ใจหนูไม่ถึงกับเบิกบานนัก เหมือนมีอะไรบาง ๆ มัวๆอยู่ แต่ก็พยายามคุยเจ้าค่ะ

อืมต้องบอกว่า “ฟังมากกว่าค่ะ”

พี่วิท่านมีความมุ่งมั่นมากค่ะ ตั้งใจจะพาลูก และญาติไปที่วัด เพื่อไปฝึกฝนการใช้ชีวิต

เหมือนการที่ได้เห็นคุณค่าหรือเจอสิ่งดี ๆ แล้วอยากให้คนที่ท่านรักได้สัมผัสด้วย หนูฟังแล้วก็รู้สึกท่านใจงดงามจังเลยค่ะครู

พอท่านทราบว่าหนูเอากระเป๋ามาให้ครู ท่านขอดูและชอบค่ะ หนูก็บอกสรรพคุณที่ร้านให้ข้อมูลหนูมา ก็ยิ่งประทับใจ

รออยู่ไม่นานครูก็ออกมา แว๊บแรกที่เห็น รับรู้ว่า

“ครูเหนื่อย แต่ก็ยังดูเบิกบาน มีความสุข”

เหมือนพอครูทราบว่าพี่วิอยากได้

ก็เลยให้โอกาสหนูพาไป

อ้อครูค่ะ มีเรื่องสารภาพ กระเป๋าลากอีกใบที่ใช้ ซื้อเพราะเห็นครูใช้แล้วสะดวก เลียนแบบมาเต็ม ๆเลยเจ้าค่ะ พยายามหาใบอื่น แบบอื่น แต่รู้สึกว่า แบบนี้เหมาะ พอดี พับได้ แถมกางออกก็ใบกำลังดี ส่วนกระเป๋า POLO ที่ครูให้มา หนูจะพยายามใช้เจ้าค่ะ แบบว่าไม่ค่อยคุ้นเคย แต่พอยกขึ้นสะพายรู้สึกทะมัดทะแมงดี

สองสามวันมานี้หนูเห็นตนเองแบบที่เป็นบ่อย ๆ บอกไม่ถูก จึงพยายามจับเสื้อผ้าที่ใส่แล้ว พอจะเหมาะกับตนเองและกาลเทศะ

เพราะมันไปจำคำที่ครูเอ่ยว่า

“แต่งตัวไม่ดูตนเอง ซึ่งมันก็จริง พอๆกับน้องทุ่งเลย ฮ่า ๆๆ”

แต่งแบบไม่เอาเวอร์ เอาสะดวกและเหมาะ ของที่ครูให้มาเยี่ยมที่สุดสำหรับหนู

พอแยกไป ได้รถแท็กซี่คนโต นั่งสบายคนขับใจเย็น วิ่งแบบไม่ต้องขึ้นทางด่วนก็ถึงแบบสบาย ๆ ค่ะ ระหว่างทางก็เขียนบันทึกไปด้วย พอถึงสนามบินเช็คอินแล้ว แวะซื้ออะไรทานได้ยินเสียงคนตีกรองชะเง้อออกไป นักกีฬาพาราลิมปิกกลับมาเจ้าค่ะครู

หนูยืนมองจากมุมสูง เห็นบางคนเลี้ยวแยกออกอีกประตูด้านซ้าย ทั้ง ๆที่ทีมรอรับอยู่ประตูด้านขวา

ไม่รู้ยังไงใจหนูรู้สึกสะเทือนใจกับภาพนั้น

แค่เขาไม่ใช่คนที่ได้รับรางวัลกลับมา ใจเขาทำให้ต้องหลบขนาดนี้เลยรึเนี๊ย

ภาพนั้นทำให้หนูเห็นตนเอง ตอนวันแพ้ แล้วยอมรับความแพ้พ่ายไม่ได้ค่ะครู

หนีหน้าลูกทีม สมัยเป็นนักกีฬา เสียอกเสียใจ แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาทุ่มเทใหม่

แท้ที่จริงไม่มีใครว่าหนูเลย แต่เป็นใจของหนูเองที่ ไม่ยอมรับ เลยไม่อยากเจอใครเพราะทำหน้าไม่ถูก

แล้วก็มีอีกเสียงที่ดังขึ้นมาเจ้าค่ะ

 

แล้วก็มีอีกเสียงดังขึ้นมา

ถ้าหนูพลาดแล้วท้อ แล้วก็ถอย ใจหนูก็จะทำแบบที่เขาทำนี่แหละ แต่ถ้าใจยอมรับว่า ครั้งนี้แพ้ แสดงว่ายังฝึกไม่พอ ยังไม่ใช่จังหวะ หนูก็จะกล้าออกมาพร้อม ๆกับเพื่อนที่ได้รางวัลแบบยินดีกับเพื่อนเป็น

 

หนูระลึกขอบพระคุณนักกีฬาที่นั่งวิวแชร์ สามสี่คน ที่หลบออกไปอีกประตูหนึ่ง เหตุการณ์เป็นอย่างไรแท้จริงหนูเองก็ไม่ทราบและก็ไม่ปรารถนาจะถาม แต่ภาพ ๆ นี้สอนหนูแบบนี้ก็เท่านั้นเองค่ะครู

หนูจึงเดินออกมาแล้วครูก็ส่ง SMS มาให้กำลังใจ

ว่า “ผ่าน”

และกระเป๋าก็ถูกใจท่าน เป็นบทพิสูจน์ว่า”ถ้าภาวนาได้ก็จะรับใช้ครูเป็นค่ะ”

 

ก็เข้าไปด้านใน ขอรหัส wifi แล้วก็เข้าไปอ่านงาน เขียนงานและอัพบันทึกที่เขียนไว้

แต่แปลกที่นั่งไปนาน ๆ แล้วใจก็เหมือนหนัก ๆขึ้นมาเจ้าค่ะ

อาจจะด้วยล้าหรือ มีผู้คนมากมายส่งพลังงานออกมา

แต่พอกำหนดรู้ลมหายใจก็เบาและผ่อนคลายได้เจ้าค่ะ

กลับมาถึงขอนแก่นประมาณสองทุ่ม ส่ง SMS แจ้งครู

ครูชวน ADD Lineซึ่งพอทำสำเร็จ ครูก็เตือนให้ทำวัตร ทำกิจวัตร

หนูเตรียมชุดไปวิ่งจึงขอไปวิ่งแล้วค่อยกลับมาอาบน้ำ ทำอะไรไปเรื่อย ทำวัตรเย็นก่อนนอนแล้วก็มาเขียนบันทึกค่ะครู

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ