ครูพาเที่ยวภูฐาน [BHUNTAN] ผ่านภาพเล่าจากโปสการ์ด
รภิญญ์ พลอยบุตร
ในสาย ๆ ของวันที่ 17 สิงหาคม 2555 ได้รับโปสการ์ด คงไม่ต้องบอกว่าใครส่งมา เพราะทั้งชีวิต มีผู้ส่งให้ เพียงท่านเดียว [ฟังดูโดดเดี่ยวดีหนอ] คือ ครูของข้าพเจ้า ผศ.ดร.พลับพลึง คงชนะ ซึ่งเมื่อไปยังที่แห่งใด ๆ ทั้งไทยและเทศ เมื่อมีเวลาหรือโอกาส ท่านก็จะระลึกถึงศิษย์ด้วยการหาของฝากที่ทรงคุณค่าทั้งทางความรู้ และควรค่าแก่การจดจำ ก็คือ POSTCARD ที่จะนำมาเล่าถึงในตอนนี้ ผู้เขียนทราบก่อนหน้านี้แล้วว่าท่านมีกำหนดเดินทางไปยัง ภูฏาน BHUTAN ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ภูฎานซึ่งคนไทยและทั่วโลก รู้จักเป็นอย่างดี ว่ามี GDH (Gross Domestic Happiness หรือ ความสุขมวลรวมภายในประเทศ) มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ทั้งคนไทยยังรู้จักดี เพราะกษัตริย์ “จิ๊กมี่” (Jigme Khesa Namgyel Wangchuck) ที่เมื่อครั้งเสด็จมายังประเทศไทย ในคราวฉลองครบรอบการครองราชย์ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ.2549 ได้สร้างความประทับใจผ่านสื่อในบุคลิกภาพที่สุภาพ หน้าตาเหมาะแก่วัยยุวกษัตริย์หนุ่มที่งดงามแก่พี่น้องไทย จนเป็นที่กล่าวขวัญถึง เรียกว่าเป็นขวัญใจ “พี่น้องไทย” ไปพักใหญ่ ๆ ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วย เทรนเกาหลีในปัจจุบันไป

[โปสการ์ดที่ระลึกของครูข้าพเจ้าจากภูฎาน เมื่อ 17 ส.ค.55]
[กษัตริย์ Jigme กับยุวกษัตริย์ที่อ่อนน้อมเมื่อครั้งเสด็จเมืองไทย : ภาพจากเน็ต]
ถ้าพูดถึงภูฎาน เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีขนาดเล็ก ในเทือกเขาหิมาลัยระหว่างประเทศอินเดียกับจีน ชื่อในภาษาท้องถิ่นของประเทศคือ Druk Yul (อ่านว่า ดรุก ยุล) แปลว่า "ดินแดนของมังกรสายฟ้า (Land of the Thunder Dragon) " นอกจากนี้ยังเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Druk Tsendhen เนื่องจากที่ภูฏาน เสียงสายฟ้าฟาดถือเป็นเสียงของมังกร ส่วนชื่อ ภูฏาน (Bhutan) มาจากคำสมาสในภาษาสันสกฤต ภู-อุฏฺฏาน อันมีความหมายว่า "แผ่นดินบนที่สูง" ธงชาติจึงเป็นรูปมังกร เรียกว่าว่าตั้งชื่อประเทศตามภูมิศาสตร์ก็คงไม่ผิด

[ชื่อประเทศบนภาพ Postcard ที่เป็นภาษาอังกฤษและภูฎาน]
คนไทยจึงรู้จักภูฎานผ่านสถาบันพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นดินแดนในเทือกเขาหิมาลัย ที่มีประชากรราว 672,425 คน ซึ่งเท่า ๆ กับจังหวัดฉะเชิงเทราทั้งจังหวัด และมีพื้นส่วนใหญ่เป็นภูเขาประมาณ 47,500 ตร.กม. คำนวณง่าย ๆ ก็เอาจังหวัดนครราชสีมา เชียงใหม่ และสระแก้ว มารวมกันก็ได้พื้นที่ เท่า ๆ กับประเทศภูฐาน เมื่อเทียบกับประเทศไทย ภูฎานมีลักษณะเหมือน รวมไปถึงใกล้เคียงกับไทยหลายอย่าง เช่น มีสถาบันกษัตริย์ นับถือพระพุทธศาสนา นิกายวัชรญาณ เช่น เดียวกับธิเบต มองโกเลีย มีอาชีพของพลเมืองคือเกษตรกรรม เป็นต้น
[1 ประเทศภูฎาน กับ 1 จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีประชากรใกล้เคียงกัน]
ย้อนกลับมาที่โปสการ์ด ที่มีแหล่งที่มาจากภูฎาน ซึ่งเป็นของที่ระลึกทรงคุณค่าอีกชิ้น และล่าสุด อันนอกเหนือจากสถานที่อื่น ๆ ที่ครูเคยส่งมาให้ เมื่อได้วัตถุดิบเอามาแล้ว จึงขอนำมา “เหลา” ต่อ ผ่านเรื่องที่ปรากฏในโปสการ์ดอีกทอดหนึ่งเหมือนพาเที่ยวผ่านคำบอกเล่า และภาพที่สามารถเล่าเรื่องตัวเองได้ ทั้งยังเป็นการรำลึกถึงครูของข้าพเจ้าด้วยการส่งต่อความรู้ จากสิ่งที่น่ารู้ในโปสการ์ดอีกทอดหนึ่งด้วย
โดยครูท่านได้เขียนข้อความเพื่อแบ่งปันความรู้ จากการเดินทางไว้ว่า
“12 สิงหาคม 2555 ตอนนี้ครูเดินทางระหว่างเมืองพาโซ ทิมพู พูนาคา ที่ภูฎาน ซึ่งเห็นสิ่งแวดล้อมแบบวัฒนธรรม โดยดูจากสถาปัตยกรรมและที่สำคัญคือ “คน” และป่าไม้ภูเขา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ภูฐาน เป็นประเทศที่เน้น GNH แต่ตอนนี้เริ่มมีเสื่อภายนอกเข้ามาเพิ่มขึ้น ภูฐานจึงต้องสร้างดุลระหว่างทันสมัยทั้งกับวัฒนธรรมของตนให้ดี
สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นวัดเรียกว่า “ซอง” ซึ่งเดิมลักษณะเป็นป้อมปราการด้วยทั้งนี้ เพราะพระภิกษรูปหนึ่ง ซื่อซัปดรุง เป็นชาวธิเบตได้ลี้ภัยทางการเมืองจากเจ้าผู้ครองไม่พอใจในอิทธิพล จึงหนีมาอยู่ภูฐาน แล้วรวมแคว้นต่าง ๆ กลายเป็นประเทศภูฐานในปัจจุจัน คนภูฐานจึงเคารพมาก สังเกตได้จากการติดภาพวาดตามสถานที่ต่าง ๆ สิ่งที่สนใจก็คือท่านเป็นผู้นำพระพุทธศาสนาจากธิเบตมายังภูฐาน มีตำนานเล่าว่า มีการอัญเชิญพระพุทธรูปแต่ถูกอสูร เหยียบพระพุทธรูปให้สมดิน พระซับปดุง จึงสร้างวัดไว้มากมายเพื่อสะกดอสูรตนนี้ ครูก็เลยตีความเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนเทือกเขาหิมาลัย ทีมีการต่อสู้กับคนพื้นเมือง (อสูร) จนในที่สุดก็ได้รับการการยอมรับ สรุปว่าครูคิดว่า ประเทศภูฐานเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (..จากครู)
ในงานเขียนของพิสมัย จันทวิมล นักเขียนสารคดียอดเยี่ยมรางวัลนายอินทร์ อะวอร์ด ประจำปี 2543 ได้เขียนไว้ว่า “นักเขียนต่างชาติบันทึกไว้ว่า รากเหง้าของสถาปัตยกรรมภูฎานมาจากทิเบต ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีน และเปอร์เซียผ่านเส้นทางสายไหม แต่อย่างไรก็ดี ภูฎานได้นำแนวคิดและรูปทรงอาคารจากทิเบตมาปรับปรุงเป็นของตนเอง โดยเน้นการผสมผสานสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม วัสดุก่อสร้างที่หาได้ในพื้นที่ประโยชน์ใช้สอย และวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนทำให้สถาปัตยกรรมของภูฎาน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของป้อมปราการ “ซ็อง” (Dzong) ที่เป็นศูนย์กลางการปกครองและศาสนา วัดวาอารามและบ้านเรือน จึงมีความเป็นเอกลักษณ์ ทั้งในรูปของอาคารและการตกแต่ง โดยป้อมปราการบางแห่งอาจนับได้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอก”
เรียกว่าทัศนะของผู้ไปใหม่ กับการเดินทางที่ถูกบันทึกเป็นสารคดีไม่แตกต่างกัน “วัฒนธรรมแห่งการท่องเที่ยวเกิดขึ้นภายใต้วิถีศาสนา” จากข้อความที่ท่าน อาจารย์ ผศ.ดร.พลับพลึงเขียนส่งมาถึงศิษย์ ทำให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับภูฎานเบื้องต้น ถึงการก่อตั้งประเทศว่าเกิดจากพระสงฆ์ชื่อ ซัปดรุง หรือที่อาจารย์เสฐียรพงษ์เขียนชื่อไว้ในหนังสือชื่อ “ ภูฎาน ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา” ว่า “งาวัง นัมเยล ผู้ที่ทุกคนสยบแทบเท้า” ที่ลี้ภัยทางการเมืองสงฆ์มาจากทิเบต เรียกว่าบวชนานบริวารและศิษย์เยอะ ผู้ปกครองกลัวจะกระด้างกระเดื่อง จึงต้องปราบหรือกำจัด คงคล้ายกับการตั้งเมืองจำปาศักดิ์ของครูบาขี้หอม หรือพระครูโพนสะเม็ก ของพี่น้องฝั่งลาว ที่ลี้ภัยทางการเมืองจากอิทธิพลของพระเจ้าแผ่นดินเวียงจันทร์ อพยพชะลอครัวไปตั้งเมืองใหม่ยังจำปาศักดิ์ คือตัวแบบของความศรัทธามีลักษณะใกล้เคียงกันในการอพยพเคลื่อนย้าย
[งาวัง นัมเยล ผู้นำพระพุทธศาสนา และรวบรวมแว่นแคว้นภูฎานจนมั่นคง ที่มีฐานะทั้งกษัตริย์ และผู้นำทางจิตวิญญาณ : ภาพจากเน็ต]
ซัปดรุง (Shubdrung) หรือ งาวัง นัมเยล (Ngawang Namyel -1651) เมื่อลี้ภัยมายังภูฎานแล้ว ก็สามารถรวบรวมประเทศภูฎานให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะท่านเชี่ยวชาญทั้งทางโลก ทางธรรม อาจารย์เสฐียรพงษ์เล่าต่อไปอีกว่า “งาวัง นัมเยล เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง เรื่องปราบผีสาง แถมรบเก่งอีกต่างหาก ไม่ว่าศัตรูจะมาไม้ไหน กองทัพมหึมาเพียงใด ต้านได้หมด” งาวัง นัมเยล เป็นผู้วางรากฐานการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะของภูฎานขึ้น คือ พระสงฆ์มีส่วนในการปกครองประเทศเช่นเดียวกับกษัตริย์ ภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับ คือ โล-ทริม-มิ-ลุ-ทริม (กฎหมายทางใจ) และ ซา-ลุง-มิ-ลุ-ลุง (กฎหมายทางโลก) จากรากฐานการปกครองบนพื้นฐานศาสนานั้น ซึมลึกในจิตวิญญาณของชาวภูฎาน คนภูฎานจึงเป็นชาวพุทธที่เคร่งครัด โอบอ้อมอารีย์ ซื่อและจริงใจ อาจารย์เสฐียรพงษ์เล่าไว้ อย่างนั้น จึงเอามาเสริมขยายความครูข้าพเจ้าเพิ่มอีกหน่อย นอกจากนี้ “งาวัง นัมเยล” ยังสร้างเมืองขึ้นไว้ จำนวนมาก เช่น ที่เรียกว่าซองเป็นศูนย์กลางในการบริหารประเทศ เรียกว่าเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ จากคุณูปการดังกล่าวท่านอาจารย์ ผศ.ดร.พลับพลึง จึงเล่าต่อจากภาพจริงที่เห็นมาพร้อมกลิ่นไอบรรยากาศว่า “มีคนภูฎานเคารพนับถือ และมีรูปภาพที่แสดงความเคารพเกือบทุกบ้าน” เรียกว่า ของจริง ที่เป็นทั้งเกจิ และเจ้าผู้ครองนคร ดังที่ ดร.วิษณุ เครืองามเขียนเล่าความศรัทธาใน “ภูฎาน วิมานปลายฟ้า” ไว้ว่า “ท่านซัปดรุง งาวัง นัมเยล จึงเป็นนามศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวภูฎานไม่อาจลืมได้ ตามวัดวาอารามต่าง ๆ จะมีรูปปั้นของท่านในรูปสวมหมวก เครายาว ห่มจีวร นั่งสมาธิ ถือหม้อน้ำมนตร์อยู่ทั่วไป”
ฟังดูภาพลักษณ์เหมือนเกจิย์ ครูบา สารพัดหลวงปู่ หลวงเณร เมืองไทยดีไหมหนอ !!!!!

[ภาพด้านหน้าโปสการ์ด ที่เป็นภาพวาดของพระพุทธนาคราช หรือพระปางนาคปรก ที่องค์ประกอบภาพประกอบด้วยพระสาวก และพระโพธิสัตว์ตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายวัชรญาณ]
[พระพุทธปางนาคปรกแบบเถรวาทไทย คติความเชื่อต่อนาค งู ต่อพระพุทธศาสนา ; ภาพจากเน็ต ]
ส่วนภาพโปสการ์ด ด้านหน้า
ภาพด้านหน้า เป็นรูปวาดของพระพุทธนาคราช (Nakaraja Buddha) ที่เป็นพระพุทธรูปปางหนึ่ง ในทั้งหมด 35 ปาง ตามคติความเชื่อของชาวภูฎาน เปรียบเทียบกับพระพุทธรูปไทย [เถรวาท] ก็ต้องเป็นปางนาคปรก ที่มีแนวคิดเรื่องนาค งูใหญ่ ซึ่งมีแนวคิดคล้ายกัน ทั้งถูกถ่ายทอดเป็นจิตรกรรมภาพวาด ที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในภูฎาน และในภาพยังมี มีครุปัทมสัมภวะ และโพธิสัตว์อื่น ๆ อยู่ในภาพด้วย รายเรียงอยู่ข้าง ๆ

[ดวงตราแสตมป์ มูลค่า 20 Nu. ที่ให้เป็นภาพเกี่ยวกับ ระบำหน้ากาก ที่ถูกนำไปจัดแสดงทางด้านวัฒนธรรม ในงาน Folklife Festival 2008 ที่สถาบัน Smithsonian]
ดวงตราแสตมป์เป็นภาพการระบำหน้ากาก (MASK DANCE) ที่ในหนังสือของพิสมัย จันทวิมล เรื่อง “ภูฎาน มนต์เสน่ห์ในอ้อมกอดหิมาลัย” ได้เขียนเล่าไว้ว่า “ ระบำสวมหน้ากากเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เฉลิมฉลองร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา รวมไปถึงการแสดงระบำทางศาสนาที่เน้นให้คนเห็นบาปบุญคุณโทษ” โดยในหนังสือดังกล่าวยังยกตัวอย่างระบำศาสนาเช่น
ระบำหมวกดำ หรือ “ชานา น์งา ชัม Chanag Nga Cham หรือ Black Hat Dance with Drum) เป็นระบำเฉลิมฉลองชัยชนะเหนืออธรรม โดยมีการตีกลองที่ก้องไปทั่วสามโลก
ระบำยมราชตัดสินบาปบุญคุณโทษ หรือ “รักชา มาน์ชัม” Raksha Mancham หรือ Dance of the Judement of the Dead เป็นระบบการพิพากษาบาปบุญคุณโทษของผู้ตาย เป็นต้น
[ระบำหน้ากาก ความเชื่อทางศาสนาของภูฎาน ที่ออกมาเป็นการแสดง วิถีชีวิต ของไทยเราก็คงคล้ายผีตาโขน : ภาพจากเน็ต]
อีกนัยหนึ่งของระบำหน้ากาก ที่มีต้นแบบมาจากทิเบต ที่สัมพันธ์กับความเชื่อ เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจ หรือขับไล่ปีศาจ ตามความเชื่อซึ่งมีมาแต่เดิม เหตุผลที่ระบำหน้ากากถูกนำมาตีพิมพ์เป็นดวงตราแสตมป์ เพราะเคยถูกเชิญให้ไปจัดแสดงยังลานกลางแจ้ง ตามข้อความที่ปรากฏในดวงตราแสตมป์ คือ FOLKLIFE FESTIVAL 2008 โดยการเชิญของสถาบันสมิธโซเนียน (SMITHSONAIN) ที่กรุงซิงตัน ดี ซี สหรัฐอเมริกา ที่เป็นทั้งสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และพิพิธภัณฑ์ ที่บริหารจัดการและได้รับทุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เรียกว่าระบำหน้ากากของภูฎานโกอินเตอร์ ไปโชว์ความงดงาม แปลก อลังการ ในลักษณะของศิลปะ วิถีชีวิต และความเชื่อ ชนิดข้ามน้ำข้ามทะเลไปมาแล้ว การจัดพิมพ์จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสดังกล่าวว่าอย่างนั้น ส่วนราคาแสตมป์ก็เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า BHUTAN 20 NU. ซึ่งเป็นราคาดวงตราแสตมป์ 20 Nu (Bhutanese Ngultrum) อีกเสียงว่า งุลตรัมซึ่งเป็นค่าเงินภูฎาน ที่อิงอยู่กับระบบเงินรูปีของอินเดีย โดยมีค่าเปรียบเทียบที่ประมาณ 48 งุลตรัม ต่อ 1 Us สหรัฐ หรือเทียบเป็นเงินไทยในราคา 20 Nu ก็คงประมาณสิบกว่าบาทเล็กน้อยกระมัง
[ธนบัตรมูลค่า 10 Nu. : ภาพจากเน็ต]
แสตมป์ชุดนี้จะมีด้วยกันทั้งหมด 5 แบบ จัดพิมพ์ขึ้นใน 25 มิถุนายน ค.ศ.2008 เพื่อพิมพ์เป็นที่ระลึกในคราวเดียวกัน ส่วนใครสนใจเกี่ยวกับความรู้เรื่องแสตมป์สำหรับแฟนคลับนักสะสมก็แสวงหาเอาต่ออีกนิดจ๊ะ
สำหรับกิจการทางไปรษณีย์ของภูฎานเปิดเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2505 และสมัครเป็นสมาชิกไปรษณีย์สากลเมื่อ 2512 และสหพันธ์ไปรษณีย์แห่งเอเชียแปซิฟิคเมื่อ พ.ศ.2520 เมื่อเทียบกับกิจการไปรษณีย์โลก และไปรษณีย์ไทยเรียกว่า ห่างกันหลายปีที่เดียว ด้วยความที่ภูฎาน เป็นประเทศที่ปิดตัวเอง ดวงตราไปรษณีย์ของภูฎานจึงเป็นของหายากสำหรับนักสะสมทั่วโลกทีเดียว เรียกว่าอยากได้ต้อง “บิน” ไปด้วย “ดรุกแอร์” (Druk Air)สถานเดียว แนะช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวภูฎานอีกทอดหนึ่งด้วย
การเดินทางนอกเหนือจากการเก็บเกี่ยวให้กับตัวเอง เป็นประสบการณ์ จากการได้พบเห็นด้วยตัวเองแล้ว การแบ่งปันด้วยความรู้ จากการเดินทางย่อมเป็นประโยชน์ทั้งผู้ให้และผู้รับ เรียกว่าช่วยระลึกหาความรู้ ทั้งเก็บไว้ให้จำว่ามีการเดินทางไปยังที่แห่งใดของผู้เดินทาง และแบ่งปันแก่จะต้องเดินทางตามในภายหลัง ว่ามีข้อเท็จจริงหรือเรื่องใด ๆ ที่ควรค่าแก่การจดจำ เหมือนเป็นแผนที่เล็ก ๆ ที่อาจสร้างแรงจูงใจให้กับนักเดินทางในชั้นหลัง เป็นเช่นแผนที่และเรื่องเล่า ของมาโคโปโล [Marco Polo] ทำให้มีนักแสวงโชค มายังเอเชียโดยเฉพาะจีนกันอย่างคับคั่ง รวมไปถึง คำบอกเล่าของ Columbus ต่ออินเดียตามความเข้าใจของเขา ทั้งที่พื้นที่เขาไปพบคืออเมริกา ทำให้นักเดินเรือในรุ่นหลัง ๆ อย่าง Amerigo Vespucci ที่ชื่อของเขาถูกนำมาตั้งเป็นชื่อประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เกิดจากผลิตผลของการเดินทาง ของนักเดินทางจากรุ่นก่อน และข้าพเจ้าก็หวังว่าสักวันคงได้มีโอกาสเดินทางไปภูฎานสักครั้ง แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ กับใคร อย่างไร ? เพราะยังเป็นแค่ความคิดและจินตนาการตามโปสการ์ดที่เล่าถึง
[บุคคลเหล่านี้ ทำเหมือนกันคือการบันทึกเรื่องราว แผนที่ให้กับคนอีกรุ่นหนึ่งได้เดินทางตาม : ภาพจากเน็ต]
ดังนั้นการให้ตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นการให้ที่ไม่ได้จำเพาะต่อวัตถุ สิ่งของการ การให้โอกาส การให้ความรู้ การให้กำลังใจ การแบ่งเป็นประสบการณ์ผ่านการเล่าเรื่อง จัดอยู่ในหลักของทานตามแนวพระพุทธศาสนาด้วย
แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็สรรเสริญการให้ ความรู้ที่ว่า “การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง” หรือสรุปให้ได้ความก็คือการให้ความรู้ย่อมเป็นประโยชน์ ยั่งยืนและมีคุณค่าต่ออนุชนจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่รู้จบ
การให้จึงเป็นคุณค่า ที่ควรแก่การจดจำ
และบันทึกไว้ด้วยความระลึกเคารพครู
[บันทึกไว้เมื่อคราวได้รับโปสการ์ด 17082555-WB]
หมายเหตุ : ท่านอาจหาหนังสืออ่านเกี่ยวกับภูฎานในภาคภาษาไทยจำนวนมาก หลายเล่มเขียนและพิมพ์ก่อนยุค “จิ๊กมี่ ฟีเวอร์” แล้วนำมาพิมพ์ในภายหลังเพื่อเกาะกระแส หลายเล่มพิมพ์ช่วงหลังเพื่อให้ทันกับช่วงสมัยความอยากรู้ของคนไทย และหลายเล่มเป็นลายแทงให้พี่น้องไทยได้ท่องเที่ยวไปตาม ๆ กันอาทิ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา, ภูฐาน เกาะเขียวบนแผ่นดิน, [สำนักพิมพ์วงศ์จร, 2532]
ท่านเสฐียรพงษ์ วรรณปก ภูฎาน ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนา, [สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี, 2549],
ดวงดาว ราเมศวร์, เจ้าชายนักพัฒนาแห่งภูฎาน เจ้าชายจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วักชุก,[สำนักพิมพ์ มายิก 2550],
พิสมัย จันทวิมล,ภูฎาน : มนต์เสน่ห์ในอ้อมกอดหิมาลัย,[ร้านนายอินทร์, 2543]
ชลิสา เดอซูซ่า ภูฎาน หุบเขาแห่งความฝัน, [สำนักพิมพ์สุดสัปดาห์, 2549]
ส.ศิวลักษณ์ ภูฎาน สวรรค์บนดิน,[กรุงเทพมหานคร ศูนย์ไทยธิเบต, 2543]
ดร.วิษณุ เครืองาม “ภูฎาน วิมานปลายฟ้า” [กรุงเทพ : มติชน, 2550].
สฤณี อาชวานันทกุล, ภูฎานอารยธรรมแห่งสุดท้าย. [กรุงเทพ : openbooks : 2549].
...................................
[ศ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก,เขียน] [ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม,เขียน] [พิสมัย จันทวิมล,เขียน]
อยากไปเที่ยงจังนะคะ แต่ไม่มีโอกาส ไม่รู้จะมีโอกาสหรือไม่นะคะ
ขอบคุณมากค่ะ