เนื้อหา

- การแจกกริยา ปัจจุบันกาล จากธาตุหมวดที่ 1

- สนธิอย่างง่าย

- นิบาต (ที่ใช้บ่อย)

* เนื้อหาบทนี้มาก ให้ค่อยๆ อ่าน ทำความเข้าใจไปทีละหัวข้อ ส่งแบบฝึกหัดทีละหัวข้อ แล้วค่อยทำแบบฝึกหัดรวมท้ายบท

 

1. การใช้กริยา

    มาถึงพระเอกของเราเสียที กริยาในภาษาสันสกฤตมีลักษณะเฉพาะ คือ มีแกนกริยาหนึ่งคำ เรียกว่า “ธาตุ” ตำราฝรั่งมักจะใส่เครื่องหมาย ข้างหน้า

   ธาตุนั้นเป็นคำดิบๆ เหมือนเป็นก้อนแร่ก้อนหนึ่ง “ยังใช้การอะไรไม่ได้” จากนั้นจะนำไปเติมปัจจัยเฉพาะเสียก่อน ก็จะได้คำใหม่เรียกว่า “เค้ากริยา” กลายเป็นคำสุก เหมือนเป็นเพชรที่เจียระไนเป็นเม็ดๆ “พร้อมจะใช้” แต่ใครจะใช้เพชรเป็นเม็ดๆ มาห้อยคอล่ะ ต้องเอาไปเข้าเรือนเป็นแหวนเป็นจี้เป็นต่างหู จริงไหม เมื่อนำไปใช้จริงๆ จึงต้องนำเค้ากริยาไปเติมปัจจัยประกอบอีกที ได้รูปสำเร็จ เรียกว่า “กริยา” เอาไปโผล่ในประโยคได้

     ดังนั้น คำที่เราพบเห็นในประโยคทั้งหลายคือ “กริยา” ไม่ใช่ เค้ากริยา และไม่ใช่ธาตุ

      ธาตุในภาษาสันสกฤตมีด้วยกัน 10 หมวด แต่ละหมวดมีปัจจัยเฉพาะต่างกัน เรามาเรียนธาตุหมวดที่ 1 กันก่อน

     ธาตุหมวดที่ 1 เรียกว่า ภวาทิคณะ (ภู-อาทิ-คณ, คณะที่มี √ภู เป็นต้น) มีธาตุ √ภู เป็นตัวอย่าง

     การนำธาตุไปเติมปัจจัยอะไรนั้นขึ้นกับจุดมุ่งหมายที่จะใช้ ในที่นี่มาเรียนกริยาปัจจุบันกาล (present tense) มีขั้นตอนง่ายๆ อย่างนี้

ก. เติมปัจจัยประจำหมวดธาตุ

ข. เติมปัจจัยประจำบุรุษ

 

ปัจจัยประจำหมวดที่ 1 สำหรับใช้กับปัจจุบันกาลคือ อะ เมื่อเติมไปที่ธาตุแล้ว มีกติกาอย่างนี้

1. เติมปัจจัย อะ แล้ว ให้ยืดสระตัวแรกมา 1 ระดับ เรียกว่าระดับ “คุณ” ตามตารางข้างล่าง เช่น

       ธาตุ √วทฺ + ปัจจัย อะ = วท (vada) ว สระ อะ. ตามกติกาต้องทำคุณที่สระหลัง ว ตัวนี้แหละ. แต่สระ อะ เมื่อเปลี่ยนเป็นขั้นคุณ ก็ยังเหมือนเดิม ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้

 

2. ธาตุที่ประสมสระเสียงยาว ลงท้ายด้วยพยัญชนะ ไม่ต้องทำคุณ, ที่ประสมด้วยสระสั้นแต่ลงท้ายพยัญชนะสองตัว ก็ไม่ต้องทำคุณ เช่น

     √รกฺษฺ ประสมด้วยสระเสียงสั้น (อะ) ลงท้ายด้วย พยัญชนะ กฺ และ ษฺ ไม่ต้องทำคุณ จะได้เค้า รกฺษฺ (เหมือนเดิม) แล้วเติม อะ หลังสุด เป็น รกฺษ

      √ชีวฺ ประสมด้วยสระเสียงยาว (อี) และลงท้ายพยัญชนะ (วฺ) ไม่ต้องทำคุณ จะได้เค้า ชีวฺ+อะ = ชีว

      √ธาวฺ ประสมด้วยสระเสียงยาว (อา) และลงท้ายพยัญชนะ (วฺ) ไม่ต้องทำคุณ จะได้เค้า ธาวฺ+อะ = ธาว

       √จินฺตฺ ประสมสระเสียงสั้น (อิ) ลงท้ายพยัญชนะสองตัว (นฺตฺ) ไม่ต้องทำคุณ จะได้เค้า จินฺตฺ+อะ = จินฺต

 

        การยืดเสียงสระ จากสระเดี่ยวเป็นสระขั้นคุณ และขั้นพฤทธ์

สระเดี่ยว
อะ   อา
อิ  อี
อุ  อู
ขั้นคุณ
อะ  อา
เอ
โอ
อรฺ
ขั้นพฤทธ์
อา
ไอ
เอา
อารฺ

 

3. นำไปเติมปัจจัย บอกบุรุษ ตามพจน์ และบุรุษ (ไม่แบ่งตามเพศ) ดังนี้

 
เอกพจน์
ทวิพจน์
พหูพจน์
บุรุษที่ 1 (ฉัน)
-มิ
-วสฺ
-มสฺ
บุรุษที่ 2 (ท่าน)
-สิ
-ถสฺ
-ถ
บุรุษที่ 3 (เขา)
-ติ
-ตสฺ
-อนฺติ

     มีกติกาอย่างนี้

     1. เค้ากริยาที่ประกอบเสร็จแล้ว นำมาเติมปัจจัยบอกบุรุษได้เลย

     2. กรณีที่เป็นบุรุษที่ 1 (ทั้งสามพจน์) ให้ยืดเสียง อะ ของ เค้ากริยา เป็น อา (ในบทนี้เค้ากริยาทุกตัวจะลงเสียง อ) เช่น วท > วทา + มิ/วสฺ/มสฺ = วทามิ / วทามสฺ / วทามสฺ

     3. กรณีที่เป็นบุรุษที่ 3 พหูพจน์ (อนฺติ) หากเค้ากริยาลงท้ายด้วย อะ ให้ลบเสียง อะ ที่เค้ากริยาก่อน จึงเติม อนฺติ. เช่น รกฺษ  > รกฺษฺ = รกฺษนฺติ (rakṣa > rakṣ + anti = raksanti) 

     เหตุผลที่ต้องเพิ่ม ต้องลบนั้น ยังไม่อธิบาย เพราะเกรงจะทำให้สับสน และยุ่งยาก เรียนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าใจเอง.

 

     อย่างนี้เราก็สร้างประโยคได้แล้ว เช่น วฺฤกฺษมฺ รกฺษติ. = เขา ดูแลรักษาต้นไม้

      กริยาที่เราสร้างขึ้นนี้ ถ้าไม่มีประธาน ก็ให้ใช้บุรุษสรรพนามตามกริยานั้นๆ  โดยดูตามพจน์ และบุรุษ เช่น หากลงปัจจัยของบุรุษที่ 3 ทวิพจน์ ก็แปลว่า เขาทั้งสอง, บุรุษที่ 1 เอกพจน์ ก็แปลว่า ฉัน ฯลฯ

      ตัวอย่างการประกอบกริยา จาก ธาตุ √รกฺษฺ ใช้กับประธานบุรุษที่ 1 เอกพจน์

      1. รกฺษฺ เป็นพยางค์ที่ประสมสระสั้น สะกดด้วยพยัญชนะตามมาสองตัว ไม่ต้องเปลี่ยนสระเป็นขั้นคุณ = รกฺษฺ (เหมือนเดิม)

      2. ลง อะ (ปัจจัยประจำหมวดธาตุ. รกฺษฺ + อะ = รกฺษ เป็นเค้ากริยา

      3. ลง ปัจจัยบอกบุรุษที่หนึ่ง เอกพจน์ -มิ, แต่ รกฺษ มีเสียงอะอยู่ท้าย ให้ยืดเป็น อา ก่อนลงปัจจัย. ได้ รกฺษา+มิ = รกฺษามิ แปลว่า ข้าพเจ้ารักษา. จบพิธี.

      แบบฝึกหัด

      1.1 จงสร้างเค้ากริยา จากธาตุต่อไปนี้ (พร้อมบอกวิธีทำ)

      1) √จรฺ       2) √ชีวฺ       3) √ตฺยชฺ    4) √ทหฺ      5) √ธาวฺ     6) √นมฺ       7) √ปจฺ      8) √ยชฺ       9) √รกฺษฺ)    10) √ศํสฺ

      1.2 จงทำคุณ สระตัวแรกในคำต่อนี้ (เช่น นาม => นาม)

      1) ราม     2) ฤษิ      3) ปจ      4) มุข      5) ชิน

      1.3) จงทำพฤทธ สระตัวแรกในคำต่อไปนี้ (เช่น มฺฤต => มารฺต)

      1) พนฺธ   2) หฺฤทฺ   3) ชิต      4) ภุช      5) มิตฺร

 

2. สนธิ

       คราวที่แล้ว ไปแล้วว่า รฺ หรือ สฺ เมื่ออยู่ท้ายคำในตำแหน่งท้ายประโยค ให้เปลี่ยนเป็นวิสรรคะ. คราวนี้มีอธิบายเพิ่ม ดังนี้

       เมื่อ คำข้างหน้าลงท้ายด้วย สฺ  และ คำที่ตามมาขึ้นต้นด้วย ก ข ป ผ และ ศ ษ ศ, ให้เปลี่ยน สฺ เป็นวิสรรคะ ( ะ ) เช่น  วทตสฺ ปุนรฺ = วทตะ ปุนะ. (วทตสฺ เปลี่ยนเป็น วทตะ เพราะมี ป ตามมา, ปุนรฺ เปลี่ยนเป็น ปุนะ เพราะอยู่ท้ายประโยค)

      แบบฝึกหัด

     2.1 จงทำสนธิคำต่อไปนี้

     1) พลาสฺ  กรณมฺ.    2) ปุนรฺ ผลานิ.        3) อิตสฺ ศํสติ.          4) อุกฺตฺวา ตตสฺ      

                             

ศัพท์

     บทนี้มีศัพท์เพิ่มมาก

ธาตุ

√จรฺ           (อกรรมกริยา)ไป, เร่ร่อน, เล็มหญ้า. (สกรรมกริยา) ปฏิบัติ

√ชีวฺ           มีชีวิต

√ตฺยชฺ         ละ ทิ้ง สละ บริจาค

√ทหฺ          เผา, ไหม้

√ธาวฺ         วิ่ง

√นมฺ          (อกรรมกริยา) ก้ม, โค้ง. (สกรรมกริยา) ทำความเคารพ

√ปจฺ           หุง ต้ม ทำอาหาร

√ปตฺ          ตก ล้ม บิน เหาะ

√ยชฺ           บวงสรวง สังเวย (ใช้กับ กรรมการก และกรณการก)

√รกฺษฺ        คุ้มครอง รักษา

√วทฺ           พูด

√วสฺ           อาศัย

√วหฺ          (สกรรมกริยา) พาไป, ถือ (อกรรมกริยา) ไหล, พัด, ดำเนินไป

√ศํสฺ          สรรเสริญ

 

นิบาต

(ใส่ไว้เยอะ ไม่ต้องตกใจ จำไม่ได้ก็เปิดดู ทั้งหมดนี้ใช้บ่อย แต่ครอบคลุมเกือบทั้งหมดแล้ว)

อตสฺ        จากที่นี่, เพราะฉะนั้น

อิตสฺ        จากที่นี่, ในโลกนี้

ยตสฺ        เนื่องจากเหตุใด (คู่กับ ตตสฺ)

ตตสฺ        เนื่องจากเหตุนั้น

กุตสฺ        จากที่ใด? เพราะเหตุใด?

อตฺร         ที่นี่

ยตฺร         ที่ใด (คู่กับ ตตฺร)

ตตฺร         ที่นั้น

กุตฺร         ณ ที่ใด? สู่ที่ใด?

กฺว           ณ ที่ใด? สู่ที่ใด?

สรฺวตฺร      ทุกที่

อถ           ณ นัดนี้

อตฺถมฺ      เช่นนี้

ยถา         ฉันใด

ตถา         ฉันนั้น

กถมฺ        อย่างไร?

อีทานีม    ตอนนี้

ยทา         ในกาลใด

ตทา         ในกาลนั้น

อิว           เหมือน, ดั่ง

กทา         ในกาลใด

สรฺวทา    ในกาลทุกเมื่อ

สทา        ในกาลทุกเมื่อ

 

แบบฝึกหัดรวมบทที่ 3

4.1 แปลเป็นภาษาไทย  

अद्य जीवामः ॥१॥

सदा पथः ॥२॥

अत्र रक्षति ॥३॥

अधुना रक्षामि ॥४॥

यदा धावथ तदा पतथ ॥५॥

क्व यजन्ति ॥६॥

तत्र चरथः ॥७॥

कुतः शंससि ॥८॥

त्यजामि कथम् ॥९॥

पुनर्पतावः   ॥१०॥

दहसि ॥११॥

पुनर्वदन्ति ॥१२॥

तत्र वसावः ॥१३॥

सर्वस्त्र जीवन्ति ॥१४॥

 

4.2 แปลไทยเป็นสันสกฤต (ตามลำดับตัวเลข)

1) วันนี้1. เขาทั้งหลายย่อมสละ2.          ตัวอย่าง อทฺย  ตฺยชนฺติ.

2) บัดนี้1. ท่านทั้งหลายย่อมเที่ยวไป2.

3) ฉันย่อมรักษา2. ในกาลทุกเมื่อ1.

4) เราทั้งสองย่อมน้อมไหว้1. อีก2.

5) ท่านย่อมวิ่ง2. สู่ที่ใด1.

6) เราทั้งหลายย่อมสังเวย

7) เขาทั้งสองย่อมหุง

8) ท่านทั้งหลายย่อมบริจาค

9) มันย่อมเผาไหม้

10) เราทั้งหลายย่อมมีชีวิตอยู่2. ณ บัดนี้1.

11) ท่านทั้งสองย่อมสรรเสริญ

12) เพราะเหตุใด2. ท่านทั้งหลายจึงน้อมไหว้1.

13) ท่านทั้งหลายย่อมบิน2. สู่ที่นั่น1.

14) ท่านทั้งหลายพำนักอยู่2. ณ ที่ใด1.

 

เห็นเนื้อหาเยอะ อย่าเพิ่งลาออก ค่อยๆ ทำความเข้าใจทีละส่วน ตรงนี้ไม่ยากมาก เพราะข้างหน้ายากกว่านี้เยอะ...