ข่มขืนภรรยา : อีกมิติด้านกฎหมายของความรุนแรงในครอบครัว
พ.ต.ต.หญิง ศิพร โกวิท
1. ชายเป็นใหญ่
สังคมไทยเป็นสังคมที่ผสมผสานระหว่างหลายวัฒนธรรม ทั้งจีนและอินเดีย โดยมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ วัฒนธรรมต่างๆจึงสอดแทรกอยู่ในชีวิตของคนไทย ตลอดจนแนวคิดและปรัชญา พิธีกรรมทางศาสนา ล้วนมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ แนวคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทยก็ได้รับอิทธิพลจากปรัชญา ประเพณี อารยะธรรมจีน เช่น ขงจื๊อ (Kung- Fu Tzu) ปรัชญาเมธีชาวจีนผู้ให้กำเนิดลัทธิขงจื๊อ ได้สอนให้ตระหนักถึงหน้าที่ที่มีต่อกันของมนุษย์ บุตรมีหน้าที่ต่อบิดามารดา ภรรยามีหน้าที่ต่อสามี เล่าจื๊อ ปรัชญาเมธีผู้ให้กำเนิดลัทธิเต๋า ได้สอนถึงการใช้ชีวิตธรรมชาติของมนุษย์ เน้นเรื่องค่านิยมต่างๆ เช่น การเคารพอาวุโส ยกย่องเพศชาย ความสัมพันธ์ในครอบครัวยึดถือเรื่องเพศ อาวุโส กล่าวคือ เพศชายมีอำนาจเหนือเพศหญิง บุตรชายจะเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลและดูแลทรัพย์สินของครอบครัวต่อไป บุตรสาวถือเป็นภาระของครอบครัว (อุดมศักดิ์ สิทธิพงศ์, 2553 : 131) ค่านิยมต่างๆเหล่านี้ ยังคงสืบทอดและมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนจีน โดยผสานไปกับวัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งมีคนจีนมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก การที่สังคมไทยสอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว เป็นผู้ตามที่ดี ซื่อสัตย์ เชื่อฟังสามี เมื่อผู้หญิงคนใดไม่ประพฤติปฏิบัติไปตามวิถีทางเพศ ตามกรอบประเพณีที่วางไว้แต่เดิม ก็จะถูกสังคมต่อว่า ประณามการกระทำ ดังนี้ เห็นว่า การใช้พฤติกรรมทางเพศที่สังคมกำหนดเครื่องชี้วัด ตัดสินจากการดำเนินชีวิตตามวิถีเพศดังกล่าว มากกว่าการให้ความสำคัญกับพฤติกรรมอื่นๆ จึงเป็นการสะท้อนความเป็นทวิมาตรฐานในเรื่องเพศของสังคมไทย (สุชีลา ตันชัยนันท์, 2554: 83)
จากแนวคิดที่ชายเป็นใหญ่ในสังคม ได้อิทธิพลในสังคมไทยเรื่อยมา โดยเรื่องที่ถูกมองข้าม หรือไม่ให้ความสำคัญคือเรื่องสิทธิและอำนาจในเนื้อตัวร่างกายของหญิงที่เป็นภรรยา รวมตลอดไปถึงการมีเพศสัมพันธ์ การข่มขืนที่สามีกระทำต่อภรรยา (marital rape or wife rape) ด้วยการที่สามีใช้กำลังขู่เข็ญ หรือกระทำการใดเพื่อบังคับให้ภรรยาอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืน เพื่อให้มีการร่วมเพศหรือร่วมประเวณี ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงในครอบครัว แต่เดิมสังคมไทยไม่เห็นว่าเป็นปัญหา จึงไม่ให้ความสำคัญ กลับเห็นว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างสามีภรยา เมื่อสมรสอยู่กินกันด้วยความยินยอมแล้ว ความยินยอมนั้นย่อมรวมตลอดถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วย ปัญหาสามีข่มขืนภรรยาจึงเป็นเรื่องในครอบครัว สามีไม่มีความผิด เมื่อสังคมไม่เข้าใจและไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง จึงไม่เห็นความจำเป็นในการให้ความคุ้มครองหญิงในฐานะภรรยา กฎหมายก็ไม่อาจก้าวล่วงไปให้ความคุ้มครอง ช่องว่างที่เกิดเปรียบเหมือน “อำนาจอิสระ” ที่กฎหมายไทยในอดีตจะไม่ก้าวล่วงไปถึงอำนาจอิสระของบิดามารดาที่มีเหนือบุตรโดยไม่มีขอบเขตจำกัด รวมตลอดถึงอำนาจที่จะจ่ายโอนบุตรให้แก่ผู้อื่นตามความพอใจ (มาลี พฤกษ์พงศาวลี, 2544 : 8) ผู้เขียนเห็นว่า เมื่อจำหน่ายจ่ายโอนบุตรสาว โดยการยกให้สมรสกับชายแล้ว อำนาจอิสระนั้นก็ย่อมถ่ายโอนไปยังสามีที่มีเหนือภรรยาต่อไป แม้ต่อมาจะมีการประกาศพระราชบัญญัติลักภา จ.ศ.1227 (พ.ศ.2404) เพื่อแก้ไขหลักกฎหมายโบราณ ยกเลิกอำนาจอิสระแล้วก็ตาม แต่เรื่องดังกล่าวฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายจึงไม่อาจก้าวข้ามแดนของอำนาจอิสระซึ่งเป็นเขตแดนสมมติเข้าควบคุมวิถีชีวิตในครอบครัว เรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของสามีภรรยาได้จึงมีคำกล่าวที่น่าสะเทือนใจว่า “ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจากคนแปลกหน้านั้น มีชีวิตอยู่กับความทรงจำของการถูกทำร้ายที่น่าหวาดกลัว แต่ผู้หญิงที่ถูกสามีข่มขืนนั้น มีชีวิตอยู่กับคนที่ข่มขืนเธอ” ( Finklhor and Yllo, 1993 อ้างถึงใน นาถฤดี เด่นดวง) ผู้หญิงเหล่านี้จึงไม่สามารถขอความคุ้มครองจากกฎหมายได้ เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา หมวดความผิดเกี่ยวกับเพศ มาตรา 276 ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2550 ไม่ครอบคลุมความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดระหว่างคู่สมรสกล่าวคือ เดิมมาตรา 276 บัญญัติว่า “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือทำให้หญิงเข้าใจผิดคิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษ...” ดังนี้ หากเป็นกรณีสามีข่มขืนภรรยาจึงไม่มีความผิด เปรียบได้ว่า ถ้าชายจดทะเบียนสมรสกับหญิง เป็นสามีภริยากันแล้ว สามีก็มีสิทธิข่มขืนภรรยาของตนได้ และกระทำได้ไปตลอดชีวิตสมรส (จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์, 2553)ด้วยความคิดที่ว่า การสมรสมีผลเป็นการยินยอมให้มีการร่วมประเวณีอยู่โดยนัย (จรัญ โฆษณานันท์, 2550: 102)
ในเวลาต่อมา ความจำเป็นในการยอมรับหลักการที่คำนึงถึงความเสมอภาคและศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์ย่อมเป็นที่ตระหนักขึ้น เนื่องจากความรุนแรงต่อสตรีเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างบุรุษและสตรี หลังจากที่ประเทศไทยได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination against Women : CEDAW) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีข้อผูกพันให้จำต้องปฏิบัติและแก้ไขกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องกับอนุสัญญา แต่ประเทศไทยยังคงข้อสงวน(reservation) ไว้บางข้อ ได้แก่เรื่องการใช้มาตรการในการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในเรื่องการสมรสและความสัมพันธ์ทางครอบครัว ต่อมาคณะกรรมการว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อสตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549ได้ย้ำว่า การที่ประเทศไทยยังคงข้อสงวนดังกล่าวนั้นเป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา จึงเสนอแนะให้ทบทวนกฎหมายทุกฉบับอย่างเป็นระบบ ภาคีเครือข่ายด้านสตรีของประเทศไทยจึงมีการผลักดันกฎหมายเลือกปฏิบัติต่อสตรี ได้แก่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 เรื่องการข่มขืนกระทำชำเรา ที่ขยายความคุ้มครองแก่บุคคลทุกเพศ ทุกสถานภาพ รวมไปถึงการกำหนดความผิดกรณีข่มขืนระหว่างคู่สมรส
การที่ประเทศไทยได้มีการแก้ไขกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 276 เมื่อ พ.ศ.2550ซึ่งเดิมการข่มขืนที่สามีกระทำต่อภรรยา ไม่เป็นความผิดนั้น ได้แก้ไขกำหนดให้เป็นความผิดทางอาญา เพื่อเป็นการคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายที่ถูกกระทำ ซึ่งเป็นหญิง ให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน ในแนวทางการคุ้มครองความสัมพันธ์ในครอบครัว ก็มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550เพื่อเยียวยาแก้ไขผู้กระทำรุนแรงและผู้ถูกกระทำ ให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตเป็นปรกติในครอบครัวได้ต่อไป เกิดประเด็นที่น่าสนใจว่า กฎหมายอาญา มาตรา 276 ที่แก้ไขใหม่นี้ มีความสอดคล้อง หรือสวนทางกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวฯ หรือไม่ อย่างไร ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ข่มขืนระหว่างคู่สมรสขึ้น เกิดปัญหาการดำเนินคดี หากใช้สิทธิในการฟ้องหย่าตามที่มาตรา 276 ให้ไว้ ก็จะไม่สามารถเยียวยาฟื้นฟูความสัมพันธ์ในครอบครัวให้กลับมาได้ แม้ว่าการที่ประเทศไทยมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อสตรีนี้ ทำให้ภาพลักษณ์การส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยดีขึ้นในเวทีระดับโลก แต่การดำเนินงานภายในก็ต้องสอดรับทั้งข้อปฏิบัติตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับมนุษยชน กับบริบทของสังคมไทยที่สั่งสมแนวคิดเรื่องสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมที่สามีถือสิทธิและอำนาจเหนือร่างกายและการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา
|