เมื่อไปบรรยาย “บทบาทอาเซียนในยุคโลกาภิวัตน์”
[เศรษฐกิจและการปรับตัว] ที่ มศว.
รภิญญ พลอยบุตร
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2555 มีโอกาสไปบรรยายพิเศษที่ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยการเชิญของ อ.พรพรรณ โปร่งจิต อาจารย์ผู้บรรยายประจำวิชา [กำลังศึกษาปริญญาเอก ด้านประวัติศาสตร์อิหร่าน ที่มหาลัยเตหราน ประเทศอิหร่าน] แก่นักศึกษาชั้นปี 2 ปี 3 จำนวน 41 คน วิชา อาเซียน ในเรื่อง “อาเซียนด้านเศรษฐกิจกับการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์” ตั้งแต่เวลา 13.30-16.30 น. บรรยากาศในการบรรยายก็เป็นไปลักษณะพี่แนะนำน้อง เสียมากกว่าเพราะด้วยความที่เป็นรุ่นพี่เคยศึกษาที่สถาบันแห่งนี้ แนวการบรรยายจึงเป็นการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน เล่าประสบการณ์ จากผู้เดินทางมาก่อนและมีประสบการณ์กว่า โดยมีการถามตอบ ชักถามนักศึกษาเป็นคราว ๆ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลต่อความรู้กับนักศึกษา
ในเบื้องต้นได้บรรยายให้ข้อมูลเรื่องอาเซียนว่า
สมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ ฯ ซึ่งลงนามโดยรัฐมนตรีของ 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 ต่อมามีสมาชิกเพิ่มอีก 5 ประเทศ ได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา รวมเป็น 10 ประเทศ อาเซียนมีประชากรรวมกันถึง 500 ล้านคนโดยประมาณ ครอบคลุมพื้นที่ 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และมีศักยภาพในการแข่งขันอีกแห่งหนึ่งของเศรษฐกิจ และการค้าโลก ส่วนประเด็นในการบรรยายตามที่ผู้บรรยายประจำได้ให้ไว้ใน 2 ประเด็น คือ
1.เศรษฐกิจอาเซียน ภายหลังการรวมกลุ่มเป็นสมาคมอาเซียน ที่เห็นได้ชัดเจน คือการแสวงหาความร่วมมือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อรองทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้ กับประเทศต่าง ๆ ที่มีพื้นฐานแตกต่างกันภายในกลุ่ม ดังนั้นนับตั้งแต่ พ.ศ.2510 เมื่อมีการตั้งสมาคมอาเซียน ยุคเริ่มต้นทั้งหมด 5 ประเทศ และมีพัฒนาการมาจนครบ 10 ประเทศในปัจจุบัน โดยมีกัมพูชาเป็นชาติสุดท้ายที่สมัครเป็นสมาชิก แต่ผลของความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน คือ
ก. กลุ่ม APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) เป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เอเปค ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532 มีสมาชิกทั้ง 21 ประเทศ โดยมีจุดประสงค์ มุ่งเน้นความเจริญเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาค และผลักดันให้การเจรจาการค้าหลายฝ่าย รอบอุรุกวัย ประสบผลสำเร็จ ขณะเดียวกัน เอเปคก็ต้องการถ่วงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพยุโรป อีกด้วย
ข. การรวมตัวกันเพื่อดำเนินการด้านการค้าเสรี ที่เรียกว่า “AFTA” ในชื่อเต็มว่า “ASAIN FREE TRADE AREA” กล่าวคือในปี พ.ศ. 2535 ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 ณ ประเทศสิงคโปร์มีมติจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในฐานะที่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญเพื่อป้อนสินค้าสู่ตลาดโลก โดยการเปิดเสรีทางการค้า การลดภาษีและอุปสรรคข้อกีดขวางทางการค้าที่มิใช่ภาษีระหว่างกันภายในภูมิภาค รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างด้านภาษีศุลกากรที่จะอำนวยต่อการค้าเสรี การส่งออกภายในภูมิภาคอาเซียนมีมูลค่า 9,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2546 และมีมูลค่าการส่งออกสู่ภายนอกภูมิภาค (ส่วนใหญ่ส่งไปที่ตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น อียู จีน และเกาหลี) สูงถึง 330,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีเดียวกันนี้มูลค่าการนำเข้าภายในภูมิภาคอาเซียน 74,490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการนำเข้าจากนอกมีมูลค่า 284,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อาฟต้า (AFTA) เป็นข้อตกลงทางการค้า สำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ในฐานะแหล่งผลิตที่สำคัญเพื่อป้อนสินค้าสู่ตลาดโลก โดยอาศัยการเปิดเสรีด้านการค้าและการลดภาษีและอุปสรรคข้อกีดขวางทางการค้าที่มิใช่ภาษี รวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีศุลกากรเพื่อเอื้ออำนวยต่อการค้าเสรี
กลไกการลดภาษีที่สำคัญของ AFTA คือระบบ CEPT (Common Effective Preferential Tariff Scheme) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรแก่กันแบบต่างตอบแทน กล่าวคือ การที่จะได้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีของประเทศอื่นสำหรับสินค้าชนิดใด ประเทศสมาชิกนั้นจะต้องประกาศลดภาษีสำหรับสินค้าชนิดเดียวกันด้วย ทั้งนี้ CEPT ได้กำหนดให้สินค้าที่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษีจะต้องมีสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในอาเซียน (ASEAN Local Content) อย่างน้อย 40% และสามารถคำนวณวัตถุดิบในอาเซียนแบบสะสม (Cumulative Rules of Origin) โดยกำหนดอัตราขั้นต่ำของวัตถุดิบเท่ากับ 20%
ค. ตลาดหลักทรัพย์อาเซียน (ASEAN Exchanges) เป็นตลาดในกลุ่มอาเซียน 7 แห่ง ประกอบด้วยตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย โฮจิมินห์ และฮานอย โดยจะร่วมกันยกระดับหุ้นในอาเซียนให้เป็นหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่จะเพิ่มสภาพคล่องของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์อาเซียน ด้วยการส่งเสริมธุรกรรมข้ามตลาด การเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการเข้าถึงตลาดหลักทรัพย์อาเซียนให้สะดวกและง่ายขึ้น และการออกผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงหลักทรัพย์ในอาเซียน ซึ่งความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์อาเซียนจะเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดการลงทุนมายังกลุ่มประเทศอาเซียนโดยตรง
ง. การประชุมกับผู้นำกลุ่มยุโรป ที่เรียกว่า ASEM การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม (Asia-Europe Meeting ย่อว่า ASEM) เป็นการประชุมของกลุ่มประเทศในเอเชียและยุโรป จัดตั้งขึ้นเพื่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของสองกลุ่มประเทศ เป็นการประชุมของกลุ่มประเทศในเอเชียและยุโรป จัดตั้งขึ้นเพื่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของสองกลุ่มประเทศ
อาเซมเริ่มต้นจากข้อเสนอใน พ.ศ. 2537 ของนายกรัฐมนตรีโก๊ะจ๊กตงของสิงคโปร์ ที่ต้องการรักษาความสมดุลของภูมิภาค โดยให้มีการเชื่อมโยงระหว่าง ฝั่งแอตแลนติกกับฝั่งแปซิฟิค เพราะในขณะนั้น มีความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเพียง 2 กระแส คือ ความร่วมมือในกรอบเอเปค และความสัมพันธ์ ใกล้ชิดระหว่างอเมริกาและยุโรป ที่เรียกว่า ทรานส์แอตแลนติก ในขณะที่การเชื่อมโยงระหว่างเอเชียกับยุโรปกลับหายไป การประชุมผู้นำอาเซมจะมีขึ้นทุก ๆ 2 ปี. ครั้งแรกปี พ.ศ. 2539 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร มีสมาชิกกลุ่มอียูและคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) 15 ประเทศ และประเทศเอเชีย 10 ประเทศ. ครั้งที่ 2 จัดปี พ.ศ. 2541 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และครั้งที่ 3 จัดเมื่อ พ.ศ. 2543 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
จ. การประชุมของประเทศอาเซียนบวก 3 และบวก 6 (Asian Plus 3 & 6) หมายถึง กลุ่มประเทศอาเซียน ที่บวกเข้ามาอีก 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น โดยมีความร่วมมือกันเช่น อาเซียนได้ลงนามกับจีนที่จะสร้างเขตการค้าเสรีระหว่างกันให้สำเร็จภายในปี 2553 สำหรับสมาชิกดั้งเดิมของอาเซียนและ 2558 สำหรับสมาชิกใหม่โดยให้ความยืดหยุ่นกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องระวังบางประการ (sensitive commodities เช่นสินค้าเกษตร) ทั้งสองฝ่ายยังจะเปิดเสรีภาคบริการระหว่างกันและพัฒนาการลงทุนเสรีอีกด้วย อาเซียนและจีนได้ตกลงลดภาษี โดยตัวแรกคือโปรแกรม Early Harvest มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2546 (แก้เป็น: เริ่มใช้ไม่ช้ากว่า 1 มกราคม 2547) เป็นการลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกษตร 8 ประเภท ซึงคือ สัตว์มีชีวิต เนื้อและเนื้อที่รับประเทานได้ ปลาและอาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นมเนย ผลิตภัณฑ์สัตว์อื่น ๆ ต้นไม้และพืชมีชีวิต ผักรับประทานได้ ผลไม้และลูกนัทที่ทานได้ นอกจากนี้ จีนยังให้สิทธิทางภาษีพิเศษแก่เขมร ลาวและพม่า
สำหรับญี่ปุ่น อาเซียนกำลังสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นรวมทั้งการสร้างเขตการค้าเสรีในบางส่วนที่จะดำเนินการให้สำเร็จในทันทีที่เป็นไปได้และภายในสิบปี ทีสำคัญกว่านั้นคือ อาเซียนอาจทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม (ซึ่งคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และจีน) กลายเป็นการประชุมสุดยอดเอเซียตะวันออก (East Asia Summit) และสร้างเขตการค้าเสรีเอเซียตะวันออกซึ่งมีผู้บริโภค 2 พันล้านคน
FTA ASEAN PLUS 6 บวก 6 รวมเป็น 16 ประเทศ ได้แก่ สมาชิก อาเซียน 10 ประเทศ ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เข้ามาอีก ในความหมายความเพื่อแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญของกลุ่มประเทศดังกล่าว ทั้งยังเป็นการช่วยถ่วงดุลอำนาจกับสหภาพยุโรป รวมทั้งเป็นการร่วมมือสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มประเทศภายใต้ความร่วมมือ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาโดยสรุป การรวมตัวของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจโดยมีอาเซียนเป็นแกนหลัก ทั้งกลุ่ม APEC, AFTA, ASEM, ล้วนเกิดขึ้นโดยเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยอาศัยการผลิต จากภายในอาเซียนเพื่อแสวงหาตลาดและช่องทางทางการค้าในประเทศอาเซียน รวมทั้งกลุ่มประเทศความร่วมมือ ทั้งยังเป็นการสร้างการถ่วงดุลระหว่างนานาชาติ เช่น กลุ่มเศรษฐกิจยุโรป หรือในเวลาเดียวกันร่วมมือกันเพื่อผ่านวิกฤติในขณะที่กลุ่มสหภาพยุโรปกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ในขณะนี้
ในส่วนประเด็นที่ ๒ คือเรื่อง
ข. การปรับตัวของอาเซียนในช่วงโลกาภิวัตน์ ในความหมายคือสถานการณ์ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม กระตุ้นเร้าให้เกิดการปรับตัว โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไป ทำให้ลักษณะ การเมืองระหว่างประเทศภายในประเทศอาเซียนก็เปลี่ยนตาม เศรษฐกิจที่แต่เดิมเป็นระบบเชิงเดี่ยว กับประเทศคู่เจรจาเท่านั้น ก็มีการปรับเปลี่ยนมาสู่การแสวงหาความร่วมมือเพื่อทำให้เป็นผลประโยชน์ร่วมของมวลมนุษย์ชาติหรือในประชาชาติ และในเวลาเดียวกันการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง รวดเร็ว สอดคล้องกับบริบทสถานการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในการนำเสนอบรรยายแก่นักศึกษาได้นำเสนอในภาพรวมโดยสรุปได้ว่า
การปรับตัวด้านเศรษฐกิจ เป็นการปรับตัวเพื่อเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการแสวงหาความร่วมมือต่อกลุ่มภายในประเทศมากขึ้น
การปรับตัวด้านการเมือง จากการเมืองในเรื่องอุดมการณ์และการเผชิญหน้าทางการทหาร ก็เปลี่ยนไปเป็นความร่วมมือทางการทหาร
การปรับตัวด้านวัฒนธรรม สังคม ที่หมายถึง มีการเรียนรู้ในกันและกันมากขึ้น เพื่อการแสวงหาความรู้ ความเข้าใจในกันและนำไปสู่การปรับตัวเพื่อแสวงหาวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง
ปรับตัวด้านการศึกษา หมายถึง การสร้างสังคมแห่งการตื่นรู้ หรือเข้าไปสู่การจัดการศึกษา เช่น มหาลัยอาเซียนหรือเครือข่ายมหาลัยในอาเซียน
การปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันจึงเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้นเมื่อกล่าวโดยสรุปแนวทางการปรับตัวของกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นการแสดงความสัมพันธ์กับนานาชาติภายใต้เงื่อนไขของการเมือง เศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลง หรือตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดได้อย่างทันท่วงที การแสวงหาความร่วมมือกับนานาประเทศนอกเหนือจากอาเซียน เช่น การค้า การลงทุน และการทหาร การเมืองเศรษฐกิจ จึงเป็นความจำเป็นต่ออนาคตที่จะเกิดขึ้น
ในตอนท้ายของการบรรยายได้เสนอแนวคิดทางศาสนาไว้ในเรื่อง “หลักของเหตุผล-ปฏิจจสมุปบาท” หรือแนวคิดเรื่องการ “เปลี่ยนแปลง-Change” ถ้าภาษาพระก็เรียกว่า “ไตรลักษณ์-อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” หรือแนวคิดในเรื่องของ Dynamic ที่สรรพสิ่งจะเกิดขึ้นลอย ๆ ไม่มี มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวเนื่องกันตลอดเสมอมา ไม่มีการแปรผันไปอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังนั้นในความเป็นอาเซียน ในสภาพฝนตกปรอย ๆ ยามเย็นหลังสอนเสร็จ ในเวลา 16.15 น. จึงเดินทางกลับ จาก มศว. เดินเท้ามายัง รถไฟใต้ดินที่สถานีเพชรบุรี เพื่อเดินทางกลับ
บันทึกเล่าเรื่องนี้ เป็นการสะท้อนทัศนะหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ให้เห็นว่าจะอย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงเป็น ปรากฏการณ์ของธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีหรือเสียในตัวเอง แต่เป็นการปรับท่าทีต่อการเปลี่ยนแปลงจึงจะเป็นสิ่งสำคัญ รู้เท่า รู้ทัน และมีความรู้อย่างเพียงพอ จึงจะปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงได้ อาจใช้คำว่า ไม่ตกยุค ทันต่อกระแสโลก ข้าพเจ้าคิดว่าอย่างนั้น.....!!!!!
หรือว่าควรคิดเป็นอย่างอื่น ?
[บันทึกไว้เมื่อไป SWU 16 สิงหาคม 2555 ]
........
