รู้ให้เท่าทัน เห็นให้เท่าเทียม
วันนี้ผมได้รับ e-mail แจ้งข่าวการปรับปรุงกฎหมายจากสำนักงานกฤษฎีกา (http://www.krisdika.go.th) ด้วยความอยากรู้ว่า เค้ามีการออก หรือ ปรับปรุงแก้ไข กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ฯลฯ ใดบ้าง จึงได้ลองเข้าไปดู แล้วก็พบว่า มีการปรับปรุงกฎกระทรวงจำนวน 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน พอเห็นแล้วก็อดไม่ได้จริงๆ จึงต้องเขียน/แสดงความคิดเห็นของผมออกมา เพื่อเป็นการนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้แก่สาธารณะหรือคนทั่วไปได้รับทราบ จึงเป็นที่มาของการเขียนบทความนี้ครับ
อดไม่ได้จริงๆ เห็นแล้วของขึ้น ---> ความรู้สึกตอนที่ได้อ่านกฎกระทรวง
**********************************************************
ปิโตรเลียม สมบัติชาติ สมบัติใคร?
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงพลังงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 (1) แห่งพรบ. ปิโตรเลียมพ.ศ. 2514 ออกกฎกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจ ผลิตปิโตรเลียมจำนวน 4 ฉบับ (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 129/ตอนที่ 73 ก/หน้า 21/1 สิงหาคม 2555) คือ
- กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจ ผลิต และอนุรักษ์ปิโตรเลียม พ.ศ. 2555
- กฎกระทรวงกำหนดเขตปลอดภัยและเครื่องหมายในบริเวณที่มีสิ่งติดตั้งและกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม พ.ศ. 2555
- กฎกระทรวงกำหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. 2555
- กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. 2555
เพื่อรองรับการให้สัมปทานขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม (ไม่แน่ในว่าเป็นแปลงที่ 21 หรือไม่) ซึ่งกฎกระทรวงที่ออกมานั้น ได้มีการอ้างเหตุผลในการออกกฎกระทรวงไว้ได้นี้
1. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจ ผลิต และอนุรักษ์ปิโตรเลียม พ.ศ. 2555 ออกมาเพื่อ ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจ ผลิต และอนุรักษณ์ปิโตรเลียมให้เป็นสากลและสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และรวบรวมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจ ผลิต และอนุรักษณ์ปิโตรเลียมให้อยู่ในกฎกระทรวงฉบับเดียวกันเพื่อความสะดวกและชัดเจน
จากกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น ไม่เห็นว่าได้มีการกำหนดการอนุรักษ์ปิโตรเลียมไว้ในข้อใดๆ ของกฎกระทรวง ยกเว้นแต่เพียงข้อ 23 ที่ระบุว่า ห้ามเผาทิ้ง ก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดี เท่านั้น
2. กฎกระทรวงกำหนดเขตปลอดภัยและเครื่องหมายในบริเวณที่มีสิ่งติดตั้งและกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม พ.ศ. 2555 เพื่อกำหนดเขตปลอดภัย และมีเครื่องหมายตามที่กำหนด เช่น รั้วล้อมรอบ เครื่องหมายสีแดงสลับขาว การติดธงสีส้ม โคมไฟสีแดง สีขาว ป้ายแสดง และ แตร ฯลฯ เป็นต้นสำหรับบริเวณที่ติดตั้งเครื่องเจาะหลุมฯ ผลิตและทดสอบหลุม แนวขนส่งท่อ ทั้งบนบกและในทะเล โดยให้อำนาจอธิบดี(ข้อ 8) พิจารณาว่า การกำหนดเขตปลอดภัยและเครื่องหมายมีความเพียงพอต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือเหมาะสมต่อสภาพของการเจาะหลุมฯ หรือไม่ อย่างไร เพื่อสั่งการให้ผู้รับสัมปทานกำหนด แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงระยะของเขตปลอดภัยหรือเครื่องหมายให้เหมาะสม
โดยอ้างว่า กฎกระทรวงฉบับเดิม (ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2515 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 11 พ.ศ. 2524) ได้บังคับใช้มานาน หลักเกณฑ์บางเรื่องยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงต้องแก้ไขให้เหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและสถานการณ์ปัจจุบัน
3. กฎกระทรวงกำหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. 2555 ที่เกี่ยวกับการปรับปรุงแบบสัมปทานปิโตรเลียมสำหรับผู้ที่ได้รับสสัมปทานเพิ่มเติม โดยอ้างว่า กฎกระทรวงฉบับเดิม (ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2515 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 17 พ.ศ. 2532) ได้บังคับใช้มานาน มีบทบัญญัติบางประการที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และไม่สอดคล้องกับแนวทางการประกอบกิจการปิโตรเลียมในระดับสากลจึงต้องปรับปรุงให้เหมาะสมและทันสมัย
4. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. 2555 ที่กำหนดการใช้แบบขอรับสัมปทาน กำหนดคุณสมบัติผู้ขอสัมปทาน (หลักฐานและโครงการ) แผนงานโครงการ วิธีการและระยะเวลาที่จะดำเนินการ ประมาณการค่าใช้จ่าย ข้อเสนอในด้านปริมาณเงินและปริมาณงาน ที่แบ่งเป็น สองช่วง คือรายปีและทั้งโครงการ รวมทั้งผลประโยชน์พิเศษที่ผู้ขอสัมปทานต้องเสนอ และการยื่นคำขอสัมปทานตามวัน เวลา สถานที่ที่กำหนด โดยให้เหตุผลในการออกกฎกระทรวงฉบับนี้โดยสรุปว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอสัมปทานตามกฎกระทรวงฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2514) แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2532) มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่ชัดเจน เพียงพอ จึงปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขอสัมปทานปิโตรเลียมให้ชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบกับเพื่อรวมกฎกระทรวงสองฉบับดังกล่าวเป็นฉบับเดียวเพื่อสะดวกแก่ผู้ใช้กฎหมาย
แต่น่าแปลกที่ข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายได้ที่จะเข้าประเทศ ไม่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบัน
ข้อกำหนด กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ รายได้ที่ประเทศจะได้รับจากการให้สัมปทานแก่บริษัทสำรวจ ขุดเจาะน้ำมันกันบ้าง
ตามมาตรา 71 ของพรบปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 บัญญัติไว้ว่า “ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ให้ผู้รับสัมปทานได้รับยกเว้นการเสียภาษีอากร และเงินที่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บทุกชนิด เว้นแต่
(1) ภาษีเงินได้ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (เสียภาษีเงินได้ในอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 แต่ไม่เกินร้อยละ 60 ของเงินได้หลังจากหักต้นทุนตามมาตรา 33 ลองไปดูนะครับว่า ต้นทุนประกอบไปด้วยอะไรบ้าง)
(2) ค่าภาคหลวงไม้ (ลูกบาศก์เมตรละ 40 บาท) ค่าบำรุงป่า (สองเท่าของค่าภาคหลวงไม้) และค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ (ถ้าหลุมเจาะอยู่ในทะเล ก็ไม่ต้องเสียส่วนนี้)
(3) ค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัตินี้
(4) ค่าธรรมเนียมเพื่อตอบแทนบริการตามกฎหมายอื่น”
โดยบัญชีอัตราค่าภาคหลวง มีดังนี้
ขั้นที่ 1 ปริมาณปิโตรเลียมทุกชนิดที่ขาย
หรือจำหน่ายได้ในรอบเดือน ร้อยละ
ไม่เกิน 60,000 บาเรล 5
ขั้นที่ 2 ปริมาณปิโตรเลียมทุกชนิดที่ขาย
หรือจำหน่ายได้ในรอบเดือน
ส่วนที่เกิน 60,000 บาเรล
แต่ไม่เกิน 150,000 บาเรล 6.25
ขั้นที่ 3 ปริมาณปิโตรเลียมทุกชนิดที่ขาย
หรือจำหน่ายได้ในรอบเดือน
ส่วนที่เกิน 150,000 บาเรล
แต่ไม่เกิน 300,000 บาเรล 10
ขั้นที่ 4 ปริมาณปิโตรเลียมทุกชนิดที่ขาย
หรือจำหน่ายได้ในรอบเดือน
ส่วนที่เกิน 300,000 บาเรล
แต่ไม่เกิน 600,000 บาเรล 12.5
ขั้นที่ 5 ปริมาณปิโตรเลียมทุกชนิดที่ขาย
หรือจำหน่ายได้ในรอบเดือน
ส่วนที่เกิน 600,000 บาเรล 15
ปริมาณปิโตรเลียมที่ขายหรือจำหน่ายในรอบเดือน หมายถึงปริมาณปิโตรเลียมทั้งหมดทุกชนิดที่ผู้รับสัมปทานขายหรือจำหน่ายได้ในเดือนนั้น
เพื่อประโยชน์ในการกำหนดปริมาณปิโตรเลียม ให้ถือว่าปริมาณความร้อนของก๊าซธรรมชาติจำนวนสิบล้าน บี ที ยู มีค่าเทียบเท่าปริมาณปิโตรเลียมหนึ่งบาเรล ( 1 บาเรล = 158.9873 ลิตร )
โดยค่าภาคหลวงสามารถที่จะอาจลดลงเป็นการชั่วคราวได้ไม่เกินร้อยละสามสิบตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 99)
หมายเหตุ: บัญชีค่าภาคหลวง ปรับปรุงโดยพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2532
ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ
มาตรา 100 เบญจ ให้เรียกเก็บผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษจากผลกำไรปิโตรเลียมประจำปี ในอัตราที่กำหนดจาก “ค่าของรายได้ในรอบปีต่อหลุมเจาะลึกหนึ่งเมตร” โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) ค่าของรายได้ในรอบปีต่อหลุมเจาะลึกหนึ่งเมตร ส่วนที่ไม่เกิน 4,800 บาท ไม่ต้องเสียผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ
(2) ค่าของรายได้ในรอบปีต่อหลุมเจาะลึกหนึ่งเมตร ส่วนที่เกิน 4,800 บาท แต่ไม่เกิน 14,400 บาท ให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 1 ของ 240 บาทแรก และให้เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 ต่อทุก ๆ 240 บาท เศษของ 240 บาท ให้ถือเป็น 240 บาท
(3) ค่าของรายได้ในรอบปีต่อหลุมเจาะลึกหนึ่งเมตร ส่วนที่เกิน 14,400 บาท แต่ไม่เกิน 33,600 บาท ให้เรียกเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 ต่อทุก ๆ 960 บาท เศษของ 960 บาท ให้ถือเป็น 960 บาท
(4) ค่าของรายได้ในรอบปีต่อหลุมเจาะลึกหนึ่งเมตร ส่วนที่เกิน 33,600 บาท ขึ้นไป ให้เรียกเก็บเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 ต่อทุก ๆ 3,840 บาท เศษของ 3,840 บาท ให้ถือเป็น 3,840 บาท
แต่ทั้งนี้ จะเรียกเก็บผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษเกินร้อยละ 75 ของผลกำไรปิโตรเลียมในแต่ละปีไม่ได้
อัตราค่าธรรมเนียม
(1) คำขอสัมปทาน ฉบับละ 50,000 บาท
(2) ค่าสงวนพื้นที่แต่ละแห่ง
เศษของตารางกิโลเมตร ให้คิดตารางกิโลเมตรละ 200,000 บาท ต่อปี
ค่าธรรมเนียมตามอัตราส่วน
(3) ค่ารังวัด ตามความยาวของระยะที่วัด
กิโลเมตรหรือเศษของกิโลเมตรละ 500 บาท
(4) ค่าหลักเขตบนพื้นดิน หลักละ 1,000 บาท
ทั้งนี้ตามพรบปิโตรเลียม พ.ศ. 2532 ได้ให้เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติ คือ ด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันหลายประการ เนื่องจากในขณะที่ตราพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับปิโตรเลียมในประเทศไทยไม่มากนัก แต่หลังจากนั้นได้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากขึ้นและได้ข้อมูลทางธรณีวิทยาของประเทศมากขึ้นจนอาจบ่งชี้ได้ว่า แหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยส่วนใหญ่น่าจะมีขนาดเล็ก (Marginal field) นอกจากนี้ สภาพการณ์เกี่ยวกับปิโตรเลียมในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งในด้านแหล่งปิโตรเลียมที่ค้นพบใหม่ในภูมิภาคเดียวกันกับประเทศไทย และในด้านราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำลง เป็นเหตุให้การลงทุนสำหรับการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมภายในประเทศไม่ขยายตัวเท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อจูงใจให้การสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องอันจะช่วยให้การนำทรัพยากรปิโตรเลียมมาใช้ประโยชน์ได้ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ตลอดจนเพื่อปรับปรุงแก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งปรับปรุงมาตรการในการเร่งรัดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
(โดยในช่วงปี 2532 ราคาน้ำมันไม่น่าจะเกินลิตรละ 10 บาท)
บทลงโทษของผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม พรบ. ปิโตเลียม 2514
ทั้งนี้หากมีการฝ่าฝืนพรบ ปิโตรเลียม จะมีโทษที่ต่ำสุด ตามมาตรา 7 ผู้ใดทำลาย ดัดแปลง เคลื่อนย้าย ถอน หรือทำให้หลุดซึ่งเครื่องหมายกำหนดเขตแปลงสำรวจหรือพื้นที่ผลิต หรือเครื่องหมายหลักฐานการแผนที่ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้นำมาติดตั้ง ปัก หรือฝังไว้คือ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
และมีโทษสูงที่สุดคือ จำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท หาก หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาคหลวงหรือผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ
ลองพิจารณาดูครับว่า การแก้กฎกระทรวงที่ทำให้การให้สัมปทาน การสำรวจ ขุดเจาะ แบบคำร้อง ฯลฯ โดยอ้างว่า เพื่อความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่นายทุน บริษัทข้ามชาติ รวมไปถึง วิธีการอนุรักษ์ปิโตรเลียม ที่ห้ามเฉพาะเผาทิ้งนั้น แต่ไม่ยอมออกกฎกระทรวงเพื่อแก้ไขอัตราค่าภาคหลวงที่น้อยมากๆ นั้น มีความเหมาะสม ถูกต้อง เห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน หรือเห็นแก่ประโยชน์ของพวกนายทุน บริษัทข้ามชาติ
หากเป็นเช่นนี้แล้วพวกท่านๆ ยังคงมีหน้า มีตา ฐานะทางสังคมอยู่ในประเทศนี้และจะกล้าสู้หน้ากับประชาชนคนไทย ได้อย่างไร?
ลองมา Share กันครับ
ขอขอบคุณที่สละเวลาเข้ามาอ่านครับ
I agree wish you...this law is so bad ..but it is so good for..............!