ครูเพื่อศิษย์สร้างห้องเรียนกลับทาง  : 1. เริ่มจากการทำงานในหน้าที่ครูสอน

หนังสือ Flip Your Classroom : Reach Every Student in Every Class Every Day บอกเราว่า ห้องเรียนกลับทางมีกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕ ปีมาแล้ว   เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณความเป็นครูเพื่อศิษย์ของครูบ้านนอกในสหรัฐอเมริกา ๒ คน คือ Jonathan Bergman และ Aaron Sams     ที่ต้องการช่วยนักเรียนที่มีปัญหาตามชั้นเรียนไม่ทัน   เพราะต้องขาดเรียนไปเล่นกีฬาหรือไปทำกิจกรรม หรือเพราะเขาเรียนรู้ได้้ช้า

ICT ช่วยให้ครูทำวิดีโอสอนวิชาได้โดยง่าย และเอาไปแขวนไว้บนอินเทอร์เน็ตได้ฟรี   ให้ศิษย์ที่ขาดเรียนเข้าไปเรียนได้   ศิษย์ที่เรียนช้าก็เข้าไปทบทวนได้อีก   ไม่ต้องพึ่งการจดผิดๆ ถูกๆ ตกๆ หล่นๆ อีกต่อไป   ครูก็สบาย ไม่ต้องสอนซ้ำแก่เด็กที่ขาดเรียนไปทำกิจกรรม

แค่คุณค่าของวิดีโอบทเรียนที่แขวนไว้บนอินเทอร์เน็ตไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น  มันนำไปสู่การกลับทางการเรียนรู้ของศิษย์

วิดีโอบทเรียนที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ช่วยให้นักเรียนไม่จำเป็นต้องใช้เวลาที่โรงเรียนในการเรียนเนื้อวิชา   แต่ใช้เวลาให้เกิดคุณค่าต่อตนเองมากกว่านั้น   คือใช้สำหรับฝึกแปลงเนื้อความรู้ไปเป็นสาระหรือความเข้าใจที่เชื่อมโยงกับโลกหรือกับชีวิตจริง   ซึ่งช่วงเวลาฝึกหัดนี้ต้องการความช่วยเหลือจากครู  

เท่ากับผู้เขียนหนังสือทั้ง ๒ ท่านนี้ ได้ค้นพบวิธีเรียนรู้แบบกลับทาง   คือเรียนวิชาที่บ้าน ทำการบ้านที่โรงเรียน   หรือรับถ่ายทอดความรู้ที่บ้าน  แล้วมาสร้างความรู้ต่อยอดจากวิชาที่รับถ่ายทอดมา ให้เป็นความรู้ที่สอดคล้องกับชีวิต  ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีพลัง เกิดทักษะ ที่เรียกว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑

ไม่ใช่นักเรียนเท่านั้นที่เรียนรู้กลับทาง   ครูก็สอนกลับทางด้วย  

จริงๆ แล้วครูเป็นตัวการของห้องเรียนกลับทาง   และครูก็ต้องทำงานแบบกลับทางด้วย   คือแทนที่จะสอนวิชาหน้าชั้นเรียน กลับสอนหน้ากล้องวิดีทัศน์   แล้วใช้เวลาเรียนที่โรงเรียนของศิษย์ ทำหน้าที่ ครูฝึก (coach)   ให้นักเรียนฝึกแปลงวิชา หรือประยุกต์ใช้วิชา   ซึ่งในกระบวนการนั้นนักเรียนต้องสร้างความรู้ความเข้าใจของตนขึ้นมาในสมองและในหัวใจ ก่อนจะประยุกต์ใช้ึวามรู้ในกิจกรรมหรือโจทย์แบบฝึกหัด   เป็นการฝึกฝนเรียนรู้ที่แท้จริง

เนื่องจากครูผู้เขียนหนังสือนี้ทั้ง ๒ คนเป็นครูสอนวิชาเคมีชั้นมัํยมในโรงเรียนเดียวกัน   เขาจึงใช้เวลาที่โรงเรียนให้นักเรียนทำ lab  ซักถามข้อสงสัย  และทำแบบฝึกหัดหรือการทดสอบ   ครูทั้งสองพบว่า ใช้ทำทั้ง ๓ อย่างแล้วก็ยังมีเวลาเหลือ

เขาบอกว่า นี่คือกระบวนการ personalization ของการเรียน   คือช่วยให้ครูดูแลศิษย์ได้เป็นรายคน

ผมมองว่า ครูทั้งสองมีวิญญาณของนักเรียนรู้   ได้ใช้ภารกิจการเป็นครูค้นคว้า ทดลอง หาวิธีจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้แก่ศิษย์   โดยมีเป้าหมายตามที่เขาระบุในตอนต้นของหนังสือว่า what is best for my students in my classroom?   กระบวนการทั้งหมดนี้ ผมเรียกว่า การวิจัยในชั้นเรียน   เป็นการวิจัยที่เกิดประโยชน์จริงแก่ศิษย์   นี่คือการวิจัย (และพัฒนา) การศึกษาที่แท้จริง

ครูที่ดีย่อมมีโจทย์ที่ดีในชีวิต และความเป็นครูเพื่อศิษย์ ย่อมทำให้โจทย์นั้นเป็นโจทย์เพื่อ ให้ศิษย์ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชั้นเรียน

สิ่งที่ดีที่สุดที่นักเรียนพึงได้รับจากชั้นเรียนในปัจจุบัน ไม่ใช่เนื้อวิชา   เพราะสิ่งนั้นนักเรียนเรียนรู้เองได้   กระบวนการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องพึ่งครูคือการตีความวิชาเข้าสู่ชีวิตจริง หรือการประยุกต์ใช้ความรู้    ในกระบวนการนี้นักเรียนต้องฝึกฝนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง   โดยส่วนใหญ่ทำเป็นทีมร่วมกับเพื่อน   และต้องการครูฝึกคอยช่วยแนะนำและให้กำลังใจ

ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มนี้จบบทที่ ๑ เท่านั้น   รู้สึกตื่นเต้นที่ผู้เขียนบอกตอนท้ายบทว่า การกลับทางการเรียน ไม่ใช่สูตรสำเร็จของวิธีการ   แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด (mindset)  เปลี่ยนความสนใจจากที่ครูมาเป็นที่นักเรียน และที่การเรียนรู้    และครูที่กลับทางการเรียนรู้จัดการเรียนรู้แตกต่างกัน   โดยที่ผู้เขียนหนังสือทั้งสองทำงานด้วยกัน ปรึกษากัน แต่ชั้นเรียนของครูทั้งสองก็ยังแตกต่างกัน

ผมตีความว่าครูทั้งสองค้นพบการทำงานและเรียนรู้แบบ PLC (Professional Learning Community) โดยไม่รู้ตัว   และเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ   เกิดผลของการเรียนรู้และสร้างสรรค์ที่มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ   จนทั้งสองท่านได้รับรางวัล   ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากร   และเขียนหนังสือเล่มนี้

ผมลองค้นใน YouTube ด้วยคำว่า flip classroom Jonathan Bergman  หรือด้วยคำว่า flip classroom Aaron Sams ได้วิดีโอใน YouTube เพื่อทำความเข้าใจการกลับทางห้องเรียนมากมาย   นอกจากนั้นยังมีคำอธิบายเรื่อง flip teaching ที่นี่   ตอนนี้เรื่องการกลับทางห้องเรียนกำลังเป็นแฟชั่น   ผมเคยบันทึกเรื่องนี้ไว้ที่นี่

วิจารณ์ พานิช

๒๘ ส.ค. ๕๕