วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
สภาพการตื่นขึ้นมาของหนูเช้านี้ มีเสียงดังขึ้นมาว่า “อีกแล้ว”
ลากสังขารเปลี่ยนชุดที่เป็นชุดทำงานเมื่อวานนี้เลยทีเดียวค่ะครู เปลี่ยนชุดแล้วก็ไปวิ่ง ๆ ๆ ๆ และก็วิ่ง ระลึกกับตนเองว่า
“วันนี้หนูต้องมีสติมาก ๆ งานที่ต้องทำ มันเป็นงานใหญ่”
ทำดีท๊อกแล้วก็อาบน้ำ วันนี้รู้สึกมีแรงขึ้นกว่าเมื่อวาน มาถึงที่ทำงานก็ตั้งใจนั่งลงทำงาน แต่ครูค่ะหนูปฏิเสธไม่ได้ว่า “อยากไปทำงานกับครู” แล้วยิ่งเมื่อวานนี้ได้รับโทรศัพท์จากพี่เกิ้ล ว่าให้ไปแชร์ประสบการณ์ ทราบถึงความเมตตาของครูเลยว่า “หากไปกับครู การไปทำงานจะลื่นคล่องมากขึ้น” ประเด็นนี้ก็มีการพิสูจน์ใจ วันที่ 6 ที่ทำงานหนูจัดงานเกษียณ ให้พี่ๆบางส่วนที่จากกรมโดยให้ ศูนย์ฯที่ขอนแก่นเป็นเจ้าภาพ พิจารณาถึงความสำคัญกับตนเอง เลยตัดสินใจตกลงกับทางพี่เกิ้ล แต่ขอแจ้งเรื่องการเดินทางอีกทีค่ะ ครูเมตตาหนูและวางแผนสิ่งต่าง ๆ เผื่อศิษย์เสมอ” แต่ศิษย์ก็ก้าวไม่ผ่าน ได้แต่อ่อนใจ ระลึกถึงคำครูมาปลอบใจว่า
“ก็ไปเรียนรู้เอา”
การประชุมเริ่มขึ้นมีหนูกับพี่อ้อ พี่ท่านอื่น ๆ ไปร่วมงานประชุมที่ห้องใหญ่เรื่องประเมินความเสี่ยง ตลอดการประชุมก็รู้สึกว่า
“หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก”
คาดเคลื่อนไปพอสมควร
แต่หนูก็ตั้งใจว่า “ยังไงก็แล้วแต่จะเป็นไป ทำให้ดีที่สุด”
งานไหนผ่องถ่ายได้ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการร่วมมือกัน ช่วยกันให้มากที่สุด ตั้งใจกับตนเองไว้อย่างนี้ค่ะ
พี่ ๆ หลายท่านน่ารักมาก ยินดีช่วยทำงาน ร่วมตรวจงาน เป็นอะไรที่ประทับใจกับการทำงานนี้ทีเดียวค่ะ
กว่าจะประชุมเสร็จก็เที่ยง พี่อ้อ หายไปแต่คิดว่าท่านคงมีภารกิจทราบทีหลังว่าท่านขึ้นไปทำ lab ซึ่งช่วงนี้ตัวอย่างเยอะมาก ซึ่งหนูเองก็มี PT ที่ต้องเร่งทำ ยังหาคิวทำไม่ได้เพราะต้องลงต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ ซึ่งตั้งใจว่าอาทิตย์หน้าค่ะ ไม่งั้นก็ส่งงานไม่ทัน
เดินไปทานข้าวเที่ยงข้าง ๆที่ทำงาน รู้สึกเหมือนได้พักกับตนเอง กับการเดินคนเดียวและทานข้าวคนเดียว แล้วกลับมาที่ห้อง แวะทักทายพี่อ้อ แล้วก็มานั่งทำงานต่อตอนบ่าย ว่าจะจัดการทำขออนุมัติไปประชุมอาทิตย์หน้าที่เขาใหญ่ ไปๆมาๆหนูเช็ควันผิด งานประชุมเป็นวันเสาร์กับอาทิตย์ หนูตกใจกับตนเอง
ระลึกถึงคำหลวงปู่เอ่ยตอนไปกราบลาว่า “เสาร์ อาทิตย์หน้าก็ให้มา” หลวงปู่ท่านเมตตา หนูโทรไปหาผู้จัดขอโทษที่ไม่สามารถไปร่วมได้ผิดศีลข้อ 4 และข้อ 1 เบียดเบียนผู้จัด ทางผู้จัดจึงต้องจัดหาคนมาแทน รู้สึกผิดอยู่เจ้าค่ะ ดีใจที่มีเพื่อนมาแทนได้ เกือบพลาดกับตนเองเช่นกัน พอทราบว่าไม่ต้องไปประชุมเหมือนปลดแอกกับตนเองเลยเจ้าค่ะ วางแผน Lab PT ได้เต็มที่ ไปวัดก็เหมือนเดิม เหมือนได้พักเต็มที่ นั่งทบทวนอะไรทำให้เช็คพลาด ตอนแรกเลื่อนมาจากการประชุมครั้งก่อนที่ซ้อนทับต้องเลือก เลยไม่ทันดูว่าตรงวันอะไรคิดเอาเองว่า “วันจันทร์ อังคาร”
นั่งเขียนงาน พอตกเย็นกลับบ้านเปลี่ยนชุดไปวิ่ง วันนี้เลือกวิ่งที่ถนนหน้าบ้านเจ้าค่ะ แล้วก็เข้าบ้าน นอนแหมะเหมือนกำลังลังอยู่สภาวะเคลิ้มหลับครูโทรมา เล่าให้ฟังว่า หลวงปู่เมตตาเทศน์สอน และได้นำปัจจัยจากการทำงานของครูที่ตอนแรกมีชื่อหนูและพี่อีกท่านหนึ่งร่วม แต่หนูก็ไม่ค่อยได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ ครูถวายหลวงปู่ หนึ่งแสนบาท อนุโมทนาสาธุ
ครูเมตตาเล่าให้ฟังว่า จากเดิมคิดจะถวายห้าหมื่น ไปๆมาๆลดลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายฟังเทศน์หลวงปู่แล้วมาลงใจ ถวายแสนหนึ่ง สาระไม่ใช่เงินหนึ่งแสน แต่สาระอยู่ที่ใจ
ระหว่างคุยกับครูหนูพยายามเรียกสติกับตนเองโดยการเดินจงกรมไปด้วยกระตุ้นให้ตนเองตื่น พอวางสายจากครูก็เดินต่อ แล้วก็มานั่ง เปิด ipad อ่านอะไรไปเรื่อย ๆ เริ่มจะงัวเงียเลยว่าจะทำดีท๊อกจะได้หายเพลีย ครูโทรมาพอบอกว่า จะทำดีท๊อก เลยได้ฟังเทศน์ว่า
“ไม่หัดพิจารณาร่างกาย ไม่พิจารณาจิตใจ”
ดีแต่ลอก ๆทำ ฟังปุ๊บใจรู้สึก เจ็บจี๊ดเสียดแทงใจดำข้างในค่ะ อาการแบบนี้กิเลสถูกทุบ แม้จะตั้งสติก็เห็นแรงต้านอยู่ภายใน ครูเมตตาให้ดูแล้วก็ชี้ไปเรื่อย ๆ ว่า “เชื่อครูไหม”
แล้วก็มีประเด็นที่ครูย้ำว่า
“ถ้าไม่เชื่อครู ก็เหมือนไม่เชื่อหลวงปู่อีกสองท่าน”
บ่อยครั้งประโยคที่ครูสอน จะได้ยินในระยะเวลาใกล้กันจากหลวงปู่ทั้งสององค์ หนูเริ่มสังเกตเห็นกับตนเองตั้งแต่ปี 2552 ว่า “โห ท่านพูดเหมือนกันเลย”
ครูบอกว่า ถ้ายังไม่เชื่อก็ให้พิจารณาเหมือนที่หลวงพี่แนะนำคือ
“สิ่งที่ครูสอน เหมือนกับครูบาอาจารย์สอนไว้ไหม เหมือนในพระไตรปิฎกเขียนไว้ไหม”
ซึ่งก็ยอมรับว่า ครูสอนทุกอย่างที่ปรากฏทั้งในพระไตรปิฎกและปฏิปทาครูบาอาจารย์
ครูย้ำกับหนูอีกว่า “กว่าครูจะได้ขนาดนี้ไม่ได้ธรรมดา อดทนสู้กับกิเลสมาทุกรูปแบบ”
ติ๋วยังทำไม่ได้เสี้ยวเลย
กิเลสอย่างหยาบก็ยังละไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงอย่างกลางและอย่างละเอียด
ซึ่งฟังอยู่ก็รู้สึกว่า “จริงค่ะ” ยังไม่ถึงไหนเลยแค่เรื่องศีลหนูก็ไม่ผ่านละ
ที่ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้คงไม่ต้องเอ่ยถึง
ครูเตือนอีกว่า “ระวังให้มีหิริโอตัปปะ ไม่งั้นกิเลสจะพาให้ลามปามครูบาอาจารย์ ทำไปแล้วครูช่วยไม่ได้นะ”
นึกขึ้นกับตนเอง
“ที่ทำกับครูแบบไม่ค่อยจะมีสติก็ไม่รู้จะให้ผลยังไง นี่กิเลสยังจะลากไปทำกรรมหนักอีกรึนี่
ครูเตือนไว้เดี๋ยวมันจะเกิด
แต่ถ้าครูเตือนไว้แสดงว่า “มีทางแก้ไขทัน คือ ตั้งสติ ภาวนาให้ได้แล้วจะรอด ถ้าภาวนาไม่ได้ ครานี้แย่แน่
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
บอกครูว่าจะนอนหกทุ่ม อีก 4 นาที
วันนี้เต็ม 10 ได้ 5 เจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ทางแก้ไข คือ ตั้งสติ ภาวนา...สิ่งดีดีทั้งนั้นนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ...ทำให้มีสติ นะคะ