วันนี้ได้รับ email ชวนให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับ e-trust ของภาครัฐ โจทย์คือ "ทำอย่างไร ประชาชนถึงจะวางใจ" ความจริงมีอะไรคาใจพอสมควรครับ แต่ไม่อยากเขียนมากเพราะจะกลายเป็นการบ่นไปเรื่อย และก็จะขัดการวัตถุประสงค์หลักของเว็บไซต์คือต้องการดีงความรู้จากชุมชน ผมกล่าวสรุปในฐานะเป็นคน IT คนหนึ่งครับ ว่า "คนจะวางใจในระบบบริการได้ เขาจะต้องวางใจในคนให้บริการเสียก่อน" เรื่องทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารมาทีหลังครับ การจะให้คนวางใจได้มันต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำอย่างเดียวครับ และในภาครัฐแล้วมันเกี่ยวข้องโยงกันหลายเรื่อง

ระบบบริการออนไลน์นั้นในปัจจุบันมีเทคโนโลยีสำเร็จรูปมากมาย หากเราต้องการสร้างมันในระยะอันสั้นก็คงต้องซื้อ (หากจะพัฒนากันเองก็ต้องเริ่มเลยทันที รอช้าไม่ได้ ประเทศอื่นเขาสั่งสมประสบการณ์ลองผิดลองถูกจนบรรลุความจริงแล้ว) หาเอา แต่หัวใจของการบริการมันซื้อไม่ได้มันไม่มีขายครับ งานบริการมันโยงเข้ากับเรื่องของวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งครับ

ผมทราบดีว่าเวลามีไม่มากนักทุกอย่างมันไล่หลังเรามาติด ๆ เราตัองปรับตัวอย่างมหาศาล แต่ขอยกตัวอย่างเรื่องราคาข้าวที่เป็นปัญหากันอยู่นีครับ ชาวนาไทยควรจะได้รับทราบว่ามีคู่แข่งที่เก่งมากตั้งสิบกว่าปีก่อนหน้านี้แล้วจะได้มีเวลาทำใจหรือปรับตัว แต่เราก็ปล่อยเวลามันผ่านไปจนปัญหามันใหญ่โตซะ หากระบบบริการข้อมูลข่าวสารเรื่องราคาข้าวในตลาดโลกเข้าถึงตอนนี้ก็มีแต่ปวดใจว่าทำไมราคาโลกกับของเรามันต่างกันจัง ผมเคยเข้าไปขอรับบริการของรัฐในเรื่องหนึ่งซึ่งมีบริการออนไลน์ด้วย แต่ผมเลือกที่จะเดินทางไปทำธุระด้วยตัวเอง เชื่อไหมครับมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่รับเรื่องเขาบอกกับผมเองว่า "ดีแล้วที่มาเอง จะได้เสร็จเร็ว บางคนกรอกฟอร์มออนไลน์มานะ อาทิตย์หนึ่งยังไม่เสร็จเลย"

(อันนี้บ่นครับ ไม่มีสาระ)

แต่ต้องยอมรับว่าบางหน่วยงานของรัฐที่เขาจริงจังเขาก็ทำได้สำเร็จและเป็นที่ยอมรับ เช่น กรมสรรพากร หรือ กรมอุตุนิยมวิทยา (อาจมีกรมอื่นด้วยนะครับที่ผมไม่ทราบ) แต่หน่วยงานเหล่านี้ก็เป็นตัวอย่างว่าเวลาพิสูจน์คน ครับ จนคนเขาวางใจได้

 

ขอบคุณครับที่สละเวลาอ่าน