
.
สำนักข่าว BBC ตีพิมพ์เรื่อง Calcium pills 'pose heart risk' = "ยาเม็ดแคลเซียมเพิ่มเสี่ยงโรคหัวใจ", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า การกินแคลเซียมเม็ดเสริม จะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น เสี่ยงโรคกระดูกพรุน หรือกระดูกโปร่งบาง ซึ่งอาจทำให้กระดูกหักได้ง่าย แม้มีอุบัติเหตุเบาๆ โดยเฉพาะหกล้มในคนสูงอายุ ฯลฯ
.
การศึกษาใหม่จากศูนย์วิจัยมะเร็ง ไฮเดลแบร์ก เยอรมนี (ตีพิมพ์ใน J Heart) ทำในกลุ่มตัวอย่าง 23,980 คน ติดตามไปมากกว่า 10 ปี
.
ผลการศึกษาพบว่า คนที่กินแคลเซียมเม็ดเสริม มีโอกาส(ความเสี่ยง)เป็นโรคหัวใจกำเริบ (heart attack) หรือโรคหลอดเลือดหัวใจกำเริบที่มีอาการเพิ่มขึ้น 86% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่กินยาเม็ดแคลเซียมเสริม
.
กลไกที่เป็นไปได้ คือ ยาเม็ดแคลเซียมทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงขึ้นได้มากกว่าอาหาร ทำให้แคลเซียมส่วนหนึ่งไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดหัวใจเสื่อมเร็ว
.
ปัจจุบันเชื่อว่า หลอดเลือดหัวใจของคนเราจะค่อยๆ ตีบมากขึ้นตามอายุ

ถ้าหลอดเลือดหัวใจตีบมากถึง 50% อาจมีอาการโรคหัวใจกำเริบในช่วงที่ออกแรง-ออกกำลัง เช่น เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย เพลียผิดปกติ หน้ามือ เป็นลม ฯลฯ
.
เนื่องจากการออกแรง-ออกกำลังทำให้หัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ และอวัยวะส่วนอื่นๆ ให้มากพอ
.
ถ้าหลอดเลือดหัวใจตีบมากถึง 70% อาจมีอาการโรคหัวใจกำเริบ แม้ในช่วงที่ไม่ได้ออกแรง-ออกกำลัง
.
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินอาหารที่มีแคลเซียมสูงตามธรรมชาติแทนยาเม็ดแคลเซียม เนื่องจากแคลเซียมในอาหารมักจะดูดซึมได้ช้ากว่า ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้นช้าๆ และไม่สูงมากเท่ายาเม็ด
.
อาหารจากธรรมชาติมีสารอื่นๆ ที่ไม่ใช่แคลเซียม... สารเหล่านี้ช่วยให้กระดูกแข็งแรง เช่น แมกนีเซียม ฯลฯ
.
ความแข็งแรงของกระดูกไม่ได้ขึ้นกับแคลเซียมอย่างเดียว ทว่า... ขึ้นกับการออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ การได้รับแสงแดดอ่อน 10-15 นาที/วัน (เพื่อให้ผิวหนังสร้างวิตามิน D), การนอนให้พอ (เพื่อให้ร่างกายสร้าง-ซ่อมแซมส่วนสึกหรอได้มากพอ) และอะไรอีกหลายๆ อย่าง
.

ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 25 พฤษภาคม 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่ใช้เพื่อการค้า > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>